fb
จับตาปรากฏการณ์ “Shrinkflation”: กฎหมายบรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันการก่อให้เกิดความเข้าใจผิดของออสเตรียมีผลบังคับใช้แล้ว

จับตาปรากฏการณ์ “Shrinkflation”: กฎหมายบรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันการก่อให้เกิดความเข้าใจผิดของออสเตรียมีผลบังคับใช้แล้ว

โดย
Nonglak
ลงเมื่อ 01 มิถุนายน 2569 13:00
สคต. ณ กรุงเวียนนา (ออสเตรีย) (TTC, Vienna (Austria))
3

ออสเตรียได้ประกาศใช้กฎหมายป้องกันบรรจุภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด” (Anti-Deceptive Packaging Act)  ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหา “Shrinkflation (Shrink + Inflation)” รูปแบบหนึ่งของการปรับขึ้นราคาที่ผู้ประกอบการลดปริมาณสุทธิของสินค้า แต่ยังคงขนาดบรรจุภัณฑ์และราคาจำหน่ายไว้ใกล้เคียงเดิม โดยกฎหมายกำหนดให้สินค้าที่เข้าข่ายต้องมีการติดฉลากแจ้งข้อมูล ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 และจะสิ้นสุดการบังคับใช้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2573

 

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ “shrinkflation” ได้กลายมาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนในออสเตรียอย่างชัดเจน สื่อมวลชน นักการเมือง และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคต่างหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาพูดถึงมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงดำเนินอยู่ โดยเมื่อกฎหมายดังกล่าวได้มีผลบังคับใช้ จึงก่อให้เกิดคำถามมากกว่าคำตอบ

 

ในภาพรวมของปรากฏการณ์ “shrinkflation” ราคาขายปลีกที่ระบุจะดูเสมือนคงที่ แต่ในทางปฏิบัติ ผู้บริโภคกลับได้รับสินค้าในปริมาณที่ลดลงในราคาเท่าเดิม การปรับขึ้นราคาที่เกิดขึ้นจึงมักสังเกตได้จาก “ราคาต่อหน่วย” (เช่น ราคาต่อลิตรหรือกิโลกรัม) ซึ่งต้องแสดงบนป้ายราคา ส่งผลให้ผู้บริโภครับรู้การเพิ่มขึ้นของราคาได้เพียงทางอ้อม ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภคจึงวิพากษ์วิจารณ์กลไกราคาดังกล่าวว่าอาจเข้าข่ายทำให้เข้าใจผิดและไม่เป็นธรรม ขณะที่ภาคธุรกิจมักชี้แจงว่าเป็นผลจากภาวะเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบและการผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่าเป็นทางเลือกที่ยอมรับได้มากกว่าการปรับขึ้นราคาสินค้าโดยตรงภายใต้บรรจุภัณฑ์เดิม

 

สาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าว คือ การกำหนดให้ผู้ค้าปลีกในหมวดสินค้าอาหารและร้านยามีหน้าที่ต้องติดฉลากแจ้งข้อมูลในกรณีที่ปริมาณสินค้าลดลง แต่ขนาดบรรจุภัณฑ์ยังคงดูใกล้เคียงเดิม ส่งผลให้ราคาต่อหน่วยเพิ่มสูงขึ้น โดยข้อกำหนดนี้จะมีผลบังคับใช้ทันทีเมื่อราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 3 ในกรณีดังกล่าว ผู้ค้าปลีกต้องจัดให้มีการแสดงฉลากหรือข้อความแจ้งเตือนเป็นระยะเวลา 60 วัน โดยกฎหมายกำหนดให้ต้องใช้ข้อความที่ “เข้าใจได้ง่าย” เกี่ยวกับการลดปริมาณสินค้า เช่น “โปรดทราบ: ปริมาณลดลง – ราคาสูงขึ้น” (บางกรณีอาจใช้ข้อความว่า “ราคาเท่าเดิม” หรือ “ราคาต่อหน่วยสูงขึ้น” ตามความเหมาะสม) ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจหรือรูปแบบของสถานที่จำหน่าย ผู้ค้าปลีกต้องจัดให้มีการแจ้งข้อมูลดังกล่าว ไม่ว่าจะ

เป็นบนตัวสินค้า บนชั้นวางสินค้า บริเวณใกล้เคียงหรือผ่านป้ายประกาศ โดยข้อความต้องมีความชัดเจนและเข้าใจง่าย นอกจากนี้ ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายยังมีหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้ค้าปลีกทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับการปรับลดปริมาณสินค้า อย่างไรก็ดี ร้านค้าขนาดเล็กบางประเภท รวมถึงการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์หรือการขายนอกสถานประกอบการ จะได้รับการยกเว้นจากข้อกำหนดดังกล่าว

 

ประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรป มีการใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น เยอรมนีสามารถปรับเงินได้สูงสุดถึง 25,000 ยูโรต่อการละเมิด ฝรั่งเศสปรับได้สูงสุด 15,000 ยูโร ฮังการีกำหนดบทลงโทษตามรายได้สูงสุดถึงร้อยละ 2.5 ของยอดขายประจำปีสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ และตอนนี้ออสเตรียก็กำลังดำเนินการตามเช่นกัน โดยในกรณีที่มีการละเมิดข้อกำหนดเกี่ยวกับการติดฉลาก จะต้องดำเนินการแก้ไขภายในสามวันทำการ หากไม่

ดำเนินการแก้ไขภายในเวลาที่กำหนด จะถูกปรับเป็นเงินสูงสุด 2,500 ยูโรต่อผลิตภัณฑ์ สำหรับการละเมิดหลายครั้ง (ผลิตภัณฑ์หลายรายการไม่ได้ติดฉลากอย่างถูกต้อง) ค่าปรับจะรวมกัน โดยมีค่าปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 ยูโร ผู้กระทำผิดซ้ำจะถูกปรับ 3,750 ยูโรต่อผลิตภัณฑ์ และค่าปรับสูงสุดไม่เกิน 15,000 ยูโร

 

อย่างไรก็ดี กฎหมายฉบับดังกล่าวยังมีประเด็นที่ต้องตีความและอาจก่อให้เกิดความไม่ชัดเจนในการปฏิบัติ เช่น ภาระหน้าที่ในการติดฉลากยังคงมีผลแม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบบรรจุภัณฑ์ควบคู่กับการลดปริมาณ ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ว่าการนำเสนอสินค้าในปัจจุบันอาจทำให้ผู้บริโภคทั่วไปเข้าใจว่ายังคงเป็นสินค้าแบบเดิมหรือไม่ นอกจากนี้ ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์ในการกำหนด “ความเหมาะสม” ของขนาดและความชัดเจนของข้อความ คำว่า “บริเวณใกล้เคียง” ของสินค้า ก็ยังเปิดช่องให้ตีความได้หลากหลาย อีกทั้งยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับระยะเวลาการติดฉลากสำหรับสินค้าที่มีการวางจำหน่ายเป็นระยะ เช่น สินค้าส่งเสริมหรือสินค้าตามฤดูกาล ซึ่งอาจอยู่ในตลาดไม่ครบ 60 วันต่อเนื่อง

 

สคต.ฯ เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวของออสเตรียเป็นพัฒนาการเชิงนโยบายที่สำคัญ ซึ่งสะท้อนทิศทางการกำกับดูแลตลาดของยุโรปที่มุ่งเน้นยกระดับ “ความโปร่งใสด้านราคา” และ “การคุ้มครองผู้บริโภค” มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในบริบทที่ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อค่าครองชีพจากภาวะเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง ในเชิงผลกระทบ แม้ภาระหน้าที่ทางกฎหมายจะตกอยู่กับผู้ค้าปลีกเป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติจะส่งผลต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกด้วย เนื่องจากต้องจัดเตรียมข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องและทันเวลา อีกทั้งอาจต้องเผชิญแรงกดดันจากคู่ค้าในการปรับรูปแบบสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ โดยสรุป สคต.ฯ เห็นว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นสัญญาณของแนวโน้มกฎระเบียบด้านผู้บริโภคที่เข้มงวดขึ้นในยุโรป และมีแนวโน้มที่จะขยายหรือถูกนำไปปรับใช้ในประเทศอื่นหรือในระดับสหภาพยุโรปในอนาคต ผู้ประกอบการไทยจึงควรเตรียมความพร้อมเชิงรุก ทั้งในด้านการกำหนดกลยุทธ์สินค้า การสื่อสารข้อมูล และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรปต่อไป

 

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา

พฤษภาคม 2569

ที่มา:

https://www.vol.at/new-law-against-shrinkflation-brings-hefty-penalties-for-deceptive-packaging/9813050

https://www.schoenherr.eu/content/spotlight-on-shrinkflation-austria-s-anti-deceptive-packaging-law-now-in-effect?utm_source=chatgpt.com

 

01.06.206_Weekly News01_จับตาปรากฏการณ์ Shrinkflation.pdf
Share :
Instagram