fb
ตลาดลักชัวรี่ก้าวสู่ทิศทางการเติบโตใหม่ในปี 2026
โดย
Supawat
ลงเมื่อ 15 ธันวาคม 2568 16:10
สคต. ณ กรุงปารีส (ฝรั่งเศส) (TTC, Paris (France))
60

ในปี 2025 ตลาดสินค้าลักชัวรี่สามารถรักษาระดับยอดขายไว้เช่นเดียวกับปีก่อนหน้าโดยไม่มีการเติบโต (ร้อยละ 0) ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดจากบริษัท Bain ซึ่งได้ศึกษาข้อมูลร่วมกันกับบริษัท Altgamma สหพันธ์ผู้ประกอบการสินค้าลักชัวรี่แห่งอิตาลี คาดการณ์ว่าตลาดจะฟื้นตัวในปีถัดไปด้วยอัตราการเติบโตร้อยละ 3 – 6 

หากพิจารณาย้อนกลับไปยังยอดขายสินค้าลักชัวรี่ในอดีต 

จะเห็นได้ว่ากลุ่มบริษัทชั้นนำ อาทิ LVMH, Hermès, Chanel และ Richemont ต่างมียอดขายเติบโตในอัตราร้อยละ 5–6 ต่อปีอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2019 โดยไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 ซึ่งเป็นเพียงช่วงเดียวที่ยอดขายปรับตัวลดลง

ต่อมาในปี 2020 วิกฤติโควิด-19  ส่งผลให้มูลค่ายอดขายของตลาดสินค้าลักชัวรี่ลดลงจาก 284,000 ล้านยูโรในปี 2019 เหลือเพียง 223,000 ล้านยูโร อย่างไรก็ตามหลังผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าว ตลาดสินค้าลักชัวรี่กลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดด  อันเป็นผลมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค เนื่องมาจากความอัดอั้นในช่วงวิกฤตโควิดและกลับมาใช้จ่ายเพื่อชดเชยช่วงเวลาที่ขาดหายไป

การขยายตัวของตลาดสินค้าลักชัวรี่ทั่วโลกระหว่างปี 2006 – 2026 (หน่วยพันล้านยูโร)

image.png

 

ช่วงระหว่างปี 2024 - 2025 ตลาดสินค้าลักชัวรี่ยังคงรักษาสมดุล   แม้ว่ายอดขายในปี 2025 จะลดลงเหลือ 358,000 ล้านยูโร  แต่ผู้เชี่ยวชาญจาก Bain คาดการณ์ว่าปี 2026 ยอดขายจะกลับมาเติบโตแตะระดับ 365,000 – 375,000 ล้านยูโร ซึ่งใกล้เคียงกับยอดขายในปี 2023

นาง Joëlle de Montgolfier รองประธานฝ่ายการตลาดค้าปลีกสินค้าลักชัวรี่ของ Bain ชี้ว่า ตลาดนี้ยังมีความแข็งแกร่งและสามารถสร้างกำไรได้ดีถึงแม้ข้อมูลตัวเลขที่ออกมาอาจจะดูไม่ดีนัก   โดยแนวโน้มการบริโภคได้เปลี่ยนแปลงไปหลังวิกฤติโควิดปี 2020    ในปัจจุบันผู้บริโภคจากอินเดียเริ่มมีบทบาทสำคัญช่วยขับเคลื่อนตลาด แทนที่ผู้บริโภคจีนซึ่งเคยเป็นตลาดหลักในช่วงปี 2010   อย่างไรก็ตาม Bain มองว่าปีหน้าผู้บริโภคชาวอเมริกันจะยังคงมีความสำคัญต่อตลาดสินค้าลักชัวรี่ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเครื่องประดับ  เนื่องจากคุณค่าของสินค้าที่สามารถรักษาราคาไว้ได้ รองลงมาคือสินค้าเครื่องหนังและเสื้อผ้า

 

สรุปภาพรวมตลาดสินค้าลักชัวรี่ทั่วโลก ปี 2025

  • จีน การบริโภคลดลงร้อยละ 3–5 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 42,000 ล้านยูโร
  • ตะวันออกกลาง ตลาดขยายตัวร้อยละ 4–6 โดยเฉพาะผ่านเมืองสำคัญ ได้แก่ ดูไบ อาบูดาบี และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมียอดขายรวมกันคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของยอดขายในจีน หรือราว 23,000 ล้านยูโร
  • ทวีปอเมริกาและยุโรป มีผลประกอบการใกล้เคียงกันที่ทวีปละประมาณ 100,000 ล้านยูโร โดยยอดขายในตลาดยุโรปอยู่ในระดับทรงตัว   เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะชาวอเมริกันและจีนที่เดินทางมาซื้อสินค้าลักชัวรี่ในกรุงปารีสลดลง

  • กลยุทธ์ของผู้ประกอบการ การปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมา     ช่วยให้แบรนด์สามารถรักษาระดับยอดขายไว้ได้ ขณะเดียวกันหลายแบรนด์หันมาเน้นกลุ่มลูกค้า VIC (Very Important Consumers) มากขึ้น ส่งผลให้สูญเสียลูกค้าระดับรองลงมาประมาณ 10–20 ล้านคน อันเป็นผลจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น

  • ลูกค้าชาวอเมริกันได้รับผลกระทบ  ในช่วงไตรมาสแรกของปีภาวะตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงภายหลังการประกาศนโยบายกำแพงภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งนำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้า อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์ตลาดทุนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็ฟื้นตัว และการใช้จ่ายกลับมาอยู่ในระดับเดิม    สำหรับในปี  2026 ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะกลับมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันเดินทางเข้าสู่ยุโรปเพิ่มขึ้น และมีส่วนช่วยกระตุ้นการขยายตัวของตลาดสินค้าลักชัวรี่ในภาพรวม

แนวโน้มตลาดสินค้าลักชัวรี่ในปี 2026

  • การปรับเปลี่ยนตัวนักออกแบบของหลายแบรนด์ อาทิ Jonathan Anderson เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของ Dior, Matthieu Blazy ที่ Chanel และ Demna ที่ Gucci คาดว่าจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับแบรนด์ และดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคได้เพิ่มขึ้น
  • ตลาดจีนยังไม่สามารถกลับมาขยายตัวได้ในระดับเดียวกับช่วงก่อนหน้า เนื่องจากผู้บริโภคยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่องที่มาจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อ

  • ยอดขายผ่านร้านค้าของแบรนด์โดยตรงมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ยอดขายจากร้านสินค้าปลอดภาษีและห้างสรรพสินค้าปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกันทั่วโลกตั้งแต่ปี 2019

  • อัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับลดลง เหลือประมาณร้อยละ 16 ของยอดขาย เนื่องมากจากภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวย ตลาดสินค้าลักชัวรี่สามารถทำอัตรากำไรได้สูงถึงร้อยละ  20

  • แบรนด์เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าใหม่ ซึ่งเป็นผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าเพียงไม่กี่ครั้งต่อปีและมักซื้อในโอกาสพิเศษ กลุ่มนี้ยังมีจำนวนมาก โดยแบรนด์อย่าง Louis Vuitton และ Chanel ใช้กลยุทธ์นำเสนอสินค้าที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้นเพื่อดึงดูดลูกค้าเข้าสู่แบรนด์

 

วามเห็น สคต.

แบรนด์สินค้าลักชัวรี่ชั้นนำของโลกส่วนใหญ่มาจากบริษัทในประเทศฝรั่งเศส เช่น LVMH, Hermès, Chanel และ Kering   ตลาดสินค้าลักชัวรี่ของฝรั่งเศสมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 120,000 ล้านยูโรต่อปี หรือประมาณร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งถือเป็นสัดส่วนสูงสุดของโลก อุตสาหกรรมนี้สร้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมมากกว่า 180,000 ตำแหน่ง  คาดการณ์ว่าการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังกรุงปารีสในปี 2024 ได้สร้างรายได้ให้กับตลาดดังกล่าวถึง 12,000 ล้านยูโร

ในช่วงเทศกาลปลายปีที่จะถึงนี้อาจมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคในประเทศที่มีต่อสินค้าลักชัวรี่ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฝรั่งเศสที่ซบเซาได้อีกทางหนึ่ง    ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในปีถัดไปเพื่อประเมินความสอดคล้องกับการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญที่กล่าวมาในแต่ละด้าน

 

ที่มาของข่าว

Philippe Bertrand

ข้อมูลจาก Les Echos 

https://www.lesechos.fr/industrie-services/mode-luxe/vers-une-nouvelle-ere-de-croissance-pour-le-marche-du-luxe-en-2026-2200663

Press release - 2025 - 12 - 08 - ตลาดสินค้าลักชัวรี่เข้าสู่ยุคเติบโตใหม่ในปี 2026.pdf
Share :
Instagram