
เนื้อข่าว
หอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (Vietnam Chamber of Commerce and Industry: VCCI) ได้จัดทำรายงานเสนอต่อนาย Pham Minh Chinh นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสะท้อนปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฤษฎีกาหมายเลข 46/2026/NĐ-CP (Decree No. 46/2026/ND-CP) ลงวันที่ 26 มกราคม 2569 ซึ่งกำหนดรายละเอียดแนวทางการบังคับใช้บทบัญญัติบางประการและมาตรการในการจัดระบบการกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยอาหารของเวียดนาม (Law on Food Safety) รวมถึงมติหมายเลข 66.13/2026/NQ-CP (Resolution No. 66.13/2026/NQ-CP) ลงวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกาศและการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร ทั้งนี้ ภาคธุรกิจเห็นว่ากฎระเบียบทั้งสองฉบับยังมีข้อจำกัดในการนำไปปฏิบัติจริง และก่อให้เกิดความไม่ชัดเจนของกรอบกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในวงกว้าง

ในภาพรวม ภาคธุรกิจได้แสดงความชื่นชมต่อการที่รัฐบาลเวียดนามได้มีการประกาศใช้มติหมายเลข 09/2026/NQ-CP (Resolution No. 09/2026/NQ-CP) เพื่อระงับการบังคับใช้กฤษฎีกาหมายเลข 46/2026/ND-CP และมติหมายเลข 66.13/2026/NQ-CP เป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2569 ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการบริหารเชิงรุกของภาครัฐในการรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน และสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ โดยมาตรการดังกล่าวช่วยลดปัญหาความล่าช้าในการดำเนินพิธีการทางการค้าบริเวณด่านพรมแดนและท่าเรือ รวมทั้งช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานยังคงดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังคงมีข้อกังวลว่า เมื่อมาตรการระงับการบังคับใช้ใกล้ครบกำหนด หากประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างยังไม่ได้รับการดำเนินการแก้ไขก่อนวันที่ 15 เมษายน 2569 อาจทำให้ผลกระทบต่อภาคการผลิตและการประกอบธุรกิจกลับมาปรากฏอีกครั้ง นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังตั้งข้อสังเกตว่า กฤษฎีกาหมายเลข 46/2026/ND-CP และมติหมายเลข 66.13/2026/NQ-CP ถูกประกาศใช้ในช่วงที่กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยอาหารของเวียดนามกำลังอยู่ระหว่างการแก้ไข ดังนั้น การบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าวเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนจะต้องเปลี่ยนไปใช้กฎหมายฉบับใหม่ อาจทำให้เกิดความไม่ชัดเจนของกฎหมาย เพิ่มภาระต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎหมาย และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจโดยรวม
ในทางปฏิบัติ VCCI ได้ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคสำคัญหลายประการในการดำเนินมาตรการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอาหาร โดยเฉพาะในส่วนของขั้นตอนการประกาศผลิตภัณฑ์ (product declaration) และการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ (product registration) ทั้งนี้ กฤษฎีกาหมายเลข 46/2026/ND-CP กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อาหารทุกประเภท รวมถึงวัตถุดิบอาหาร วัตถุเจือปนอาหาร สารช่วยในการแปรรูป ตลอดจนบรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์ที่สัมผัสอาหารโดยตรง ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เช่น การประกาศรับรองความสอดคล้องตามมาตรฐาน การประกาศมาตรฐานที่นำมาใช้บังคับ หรือการขึ้นทะเบียนประกาศผลิตภัณฑ์ ก่อนจึงจะสามารถจำหน่ายในตลาดหรือใช้ในกระบวนการผลิตได้ อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดดังกล่าวได้ยกเลิกข้อยกเว้นที่เคยมีอยู่ตามกฤษฎีกาหมายเลข 15/2018/NĐ-CP (Decree No. 15/2018/ND-CP) สำหรับวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้เฉพาะในกระบวนการผลิตภายในโรงงานและไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายในตลาด ส่งผลให้เกิดภาระต้นทุนและข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน การปรับเปลี่ยนกลไกการตรวจสอบอาหารนำเข้าโดยรัฐ (state inspection of imported food) ตามกฤษฎีกาหมายเลข 46/2026/ND-CP ยังส่งผลให้เกิดปัญหาความล่าช้าในการผ่านพิธีการนำเข้าสินค้าบริเวณด่านพรมแดนและท่าเรือตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการบังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้ ข้อกำหนดเกี่ยวกับบทเฉพาะกาล (transitional provisions) และการแสดงฉลากสินค้า ยังทำให้ผู้ประกอบการเผชิญข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ กล่าวคือ ไม่สามารถใช้ฉลากสินค้าเดิมต่อไปได้ เนื่องจากข้อมูลบางส่วนไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถปรับปรุงข้อมูลได้ เนื่องจากยังไม่มีขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดรองรับการดำเนินการดังกล่าวอย่างชัดเจน สถานการณ์ดังกล่าวจึงถือเป็นช่องว่างทางกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว ภาคธุรกิจยังเผชิญข้อจำกัดในด้านอื่น ๆ ได้แก่ การกำหนดนิยามเชิงเทคนิคและการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กระบวนการขึ้นทะเบียนเนื้อหาโฆษณาสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ข้อกำหนดเกี่ยวกับระบบการตรวจสอบย้อนกลับของอาหาร ตลอดจนข้อจำกัดด้านศักยภาพของระบบห้องปฏิบัติการทดสอบอาหาร รวมถึงประเด็นความไม่แน่นอนของกรอบกฎหมาย และกระบวนการยกร่างกฎระเบียบ
จากสถานการณ์ดังกล่าว VCCI จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายระยะเวลาการระงับการบังคับใช้ของกฤษฎีกาหมายเลข 46/2026/ND-CP และมติหมายเลข 66.13/2026/NQ-CP ออกไปเป็นการชั่วคราว จนกว่าสภาแห่งชาติของเวียดนามจะให้ความเห็นชอบและประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยอาหารฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (Amended Law on Food Safety) โดยในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน ควรยังคงใช้กฤษฎีกาหมายเลข 15/2018/NĐ-CP (Decree No. 15/2018/ND-CP) เป็นกรอบกฎหมายหลักในการกำกับดูแล ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายฉบับแก้ไขมีผลบังคับใช้แล้ว กฤษฎีกาหมายเลข 46/2026/ND-CP และมติหมายเลข 66.13/2026/NQ-CP ควรถูกแทนที่ด้วยกฎหมายลำดับรองหรือกฎระเบียบเพื่อการบังคับใช้ (implementing regulations) ที่กำหนดรายละเอียดและแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ เพื่อให้เกิดความสอดคล้อง ความเป็นเอกภาพ และประสิทธิผลในการกำกับดูแล โดยแนวทางดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากสอดคล้องกับสภาพการดำเนินธุรกิจในทางปฏิบัติ และช่วยลดความไม่แน่นอนทางกฎหมายที่ไม่จำเป็น
อย่างไรก็ดี ในกรณีที่รัฐบาลมีมติให้ดำเนินการบังคับใช้กฤษฎีกาหมายเลข 46/2026/ND-CP และมติหมายเลข 66.13/2026/NQ-CP ต่อไปภายหลังวันที่ 15 เมษายน 2569 VCCI ได้เสนอมาตรการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเชิงนโยบายหลายประการ โดยเสนอให้มีการนำกลไกการยกเว้นกลับมาใช้ใหม่ (reinstatement of exemption mechanism) สำหรับขั้นตอนการประกาศและการตรวจสอบโดยรัฐในกรณีของวัตถุดิบอาหาร วัตถุเจือปนอาหาร สารช่วยในการแปรรูป บรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์ที่สัมผัสอาหารโดยตรง ซึ่งใช้เฉพาะภายในกระบวนการผลิตและไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายในตลาด พร้อมกันนี้ เสนอให้มีการขยายระยะเวลาการบังคับใช้บทเฉพาะกาล เพื่อให้สามารถรับรองมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับ เช่น HACCP ISO 22000 และ FSSC 22000 ให้มีสถานะเทียบเท่ากับหนังสือรับรองความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety Certificate) นอกจากนี้ ควรนำกลไกการอนุญาตให้ผ่านพิธีการก่อน แล้วจึงตรวจสอบภายหลัง (clearance first – inspection later) มาใช้กับผู้ประกอบการที่มีประวัติการปฏิบัติตามกฎหมายที่ดี เพื่อเร่งรัดกระบวนการผ่านพิธีการศุลกากร และเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์ในการดำเนินธุรกิจในภาพรวม
พร้อมกันนี้ VCCI ยังเสนอให้อนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถใช้บรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้าเดิมในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านต่อไปได้ และกำหนดกระบวนการปรับปรุงข้อมูลการขึ้นทะเบียนประกาศผลิตภัณฑ์ด้วยตนเองที่มีความยืดหยุ่น เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียทรัพยากรทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ขณะเดียวกัน การดำเนินมาตรการเกี่ยวกับระบบการตรวจสอบย้อนกลับของอาหาร ควรจัดทำเป็นแผนดำเนินการตามลำดับขั้น (implementation roadmap) ที่สอดคล้องกับศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อให้สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามสภาพความพร้อมในทางปฏิบัติ
ในด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถของระบบกำกับดูแล VCCI เสนอให้รัฐบาลดำเนินการ ประเมินศักยภาพโดยรวมของระบบห้องปฏิบัติการทดสอบอาหารระดับประเทศ (national food testing system)อย่างรอบด้าน ก่อนการบังคับใช้ข้อกำหนดตามกฤษฎีกาหมายเลข 46/2026/ND-CP อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งพิจารณาการยอมรับผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการภายในของสถานประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน หรือจากองค์กรรับรองมาตรฐานสากลที่มีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ การดำเนินการกระจายอำนาจทางการบริหารไปยังหน่วยงานระดับท้องถิ่น ควรดำเนินควบคู่กับการเสริมความพร้อมด้านทรัพยากรบุคคล ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และการกำหนดแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในระดับประเทศ ก่อนที่จะมีการมอบหมายภารกิจอย่างเป็นทางการ เพื่อให้การดำเนินนโยบายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกันทั่วประเทศ
ท้ายที่สุด VCCI เห็นว่า กระบวนการตรากฎหมายและกฎระเบียบของภาครัฐควรเปิดให้มีการปรึกษาหารือเชิงสาระกับภาคธุรกิจตั้งแต่ขั้นตอนการยกร่าง เพื่อให้มาตรการที่ออกใช้ทุกฉบับผ่านการประเมิน ผลกระทบด้านกฎระเบียบอย่างรอบด้าน (regulatory impact assessment: RIA) และกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม ซึ่งจะเอื้อต่อการปรับตัวของผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการค้าในระยะยาว
(แหล่งที่มา https://vneconomy.vn/ ฉบับวันที่ 14 มีนาคม 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
ข้อเสนอของหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) ในการขยายระยะเวลาการระงับการบังคับใช้กฤษฎีกาหมายเลข 46/2026/NĐ-CP และมติหมายเลข 66.13/2026/NQ-CP สะท้อนถึงแรงกดดันเชิงนโยบายที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาศัยข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็นของผู้ประกอบการและสมาคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก ซึ่งเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาขยายระยะเวลาการระงับการบังคับใช้ออกไปจนกว่ากฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยอาหารฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (Amended Law on Food Safety) จะได้รับความเห็นชอบและมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลจะได้ออกมติหมายเลข 09/2026/NQ-CP เพื่อระงับการบังคับใช้บางบทบัญญัติเป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2569 ซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาความล่าช้าในการดำเนินพิธีการทางการค้า และลดปัญหาคอขวด ณ ด่านพรมแดนและท่าเรือ ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานยังคงดำเนินได้อย่างต่อเนื่องในระยะสั้น แต่เมื่อใกล้ถึงกำหนดสิ้นสุดมาตรการดังกล่าว ภาคธุรกิจยังคงมีความกังวลว่าหากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม การกลับมาบังคับใช้กฎระเบียบเดิมอาจก่อให้เกิดต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ของผู้ประกอบการในภาพรวม
ในเชิงโครงสร้าง ปัญหาที่ VCCI ระบุครอบคลุมหลายมิติของระบบกำกับดูแล โดยเฉพาะความซ้ำซ้อนและความเข้มงวดของขั้นตอนการประกาศและการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องดำเนินการหลายขั้นตอนสำหรับผลิตภัณฑ์เดียวกัน รวมถึงบรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง อันก่อให้เกิดภาระด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยไม่สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลตามความเสี่ยง นอกจากนี้ การยกเลิกข้อยกเว้นเดิมสำหรับวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ภายในกระบวนการผลิต ยังส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญขั้นตอนที่ซับซ้อนโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน ข้อกำหนดด้านเอกสารและการรับรองมาตรฐาน ยังขาดความพร้อมเชิงสถาบัน เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับอย่างชัดเจนสำหรับการออกหนังสือรับรองในบางกลุ่มสินค้า ประกอบกับข้อกำหนดเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจจากผู้ผลิตต่างประเทศที่ไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้สินค้านำเข้าส่วนใหญ่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้อย่างครบถ้วน
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อจำกัดของบทเฉพาะกาล (transitional provisions) ที่ยังไม่ครอบคลุมวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์บางประเภท รวมถึงปัญหาการตรวจสอบอาหารนำเข้าโดยรัฐ และข้อจำกัดด้านการแสดงฉลากสินค้า ได้ส่งผลให้เกิดความไม่ต่อเนื่องของกิจกรรมการผลิตและการนำเข้า สะท้อนถึงความไม่สอดคล้องเชิงนโยบาย และก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมายในวงกว้าง ซึ่งกระทบต่อการวางแผนธุรกิจ การบริหารต้นทุน และการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน
ภายใต้บริบทดังกล่าว การขยายระยะเวลาการระงับการบังคับใช้กฎหมายจึงมีนัยสำคัญทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง กล่าวคือ ในระยะสั้นจะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนและอำนวยความสะดวกทางการค้า ขณะที่ในระยะกลางจะช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย และเปิดโอกาสให้ภาครัฐสามารถปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับกฎหมายแม่บทฉบับใหม่ได้อย่างเป็นระบบ
ด้วยเหตุนี้ VCCI จึงเสนอให้ใช้กฤษฎีกาหมายเลข 15/2018/NĐ-CP เป็นกรอบกฎหมายหลักในช่วงเปลี่ยนผ่าน พร้อมทั้งรอการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยอาหารฉบับแก้ไข ก่อนจัดทำกฎหมายลำดับรองหรือกฎระเบียบเพื่อการบังคับใช้ที่มีความสอดคล้องและเป็นเอกภาพในเชิงระบบ แนวทางดังกล่าวได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากภาคธุรกิจ เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และหลีกเลี่ยงการสร้างภาระที่ไม่จำเป็นต่อภาคการผลิตและการค้า
ข้อเสนอของ VCCI มิได้จำกัดอยู่เพียงการขยายระยะเวลาการระงับการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น หากแต่เป็นการเสนอให้มีการปรับปรุงโครงสร้างเชิงนโยบายอย่างรอบด้าน เพื่อให้การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารดำเนินไปควบคู่กับการรักษาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีเสถียรภาพ โปร่งใส และเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการค้าอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
ผู้ประกอบการไทยทั้งที่ส่งออกสินค้าอาหารไปยังเวียดนามและที่มีฐานการผลิตในเวียดนาม มีแนวโน้มเผชิญต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้น จากความซ้ำซ้อนของขั้นตอนการประกาศและการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร รวมถึงความล่าช้าในกระบวนการตรวจสอบอาหารนำเข้าโดยรัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อระยะเวลานำเข้าสินค้าและกระทบต่อสภาพคล่องของห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของกรอบกฎหมายในช่วงที่กฎหมายอยู่ระหว่างการปรับปรุง อาจส่งผลต่อการวางแผนธุรกิจ การบริหารสินค้าคงคลัง และการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและวัตถุดิบที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า
ผู้ประกอบการไทยควรปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ควบคู่กับการติดตามความเคลื่อนไหวของนโยบายอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมด้านเอกสารและมาตรฐานสากล เช่น HACCP หรือ ISO 22000 เพื่อรองรับข้อกำหนดที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ ควรพิจารณาปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และใช้ประโยชน์จากมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น แนวทางการอนุญาตให้ผ่านพิธีการก่อน แล้วจึงตรวจสอบภายหลัง สำหรับผู้ประกอบการที่มีประวัติการปฏิบัติตามกฎหมายที่ดี
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวยังเปิดโอกาสเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ที่สามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตและระบบการตรวจสอบย้อนกลับให้สอดคล้องกับแนวโน้มการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดเวียดนามในระยะยาว อีกทั้ง หากเวียดนามสามารถปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น จะเอื้อต่อการขยายตัวของการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดและเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค