
ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม(Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) ระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนทวิภาคี ผ่านการเปิดเสรีทางภาษีศุลกากร การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภาพรวม
ในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างสองฝ่ายเพิ่มขึ้นกว่า 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้านการผลิตที่สำคัญของกลุ่มประเทศ GCC ขณะเดียวกันยังตอกย้ำบทบาทของยูเออีในฐานะประตูเศรษฐกิจสู่ภูมิภาคสำหรับภาคธุรกิจเวียดนามและผู้ประกอบการนานาชาติ
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคีระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และเวียดนาม
การบังคับใช้ CEPA เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างยูเออีและเวียดนามที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเวียดนามเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของยูเออีในอาเซียนสะท้อนศักยภาพในฐานะฐานการผลิตเพื่อการส่งออกและตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่
ทั้งสองฝ่ายส่งเสริมความร่วมมือภาครัฐและเอกชนผ่านกรอบ CEPA เพื่อพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ (B2B) ในสาขายุทธศาสตร์ อาทิ โลจิสติกส์ เภสัชกรรม เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง ขณะเดียวกัน ยูเออีได้ขยายการลงทุนในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมภาคพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ โลจิสติกส์ และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่องค์กรธุรกิจของเวียดนามมีทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้ยูเออี เป็นประตูสำคัญสู่ตลาดระดับภูมิภาค
สาระสำคัญของความตกลง CEPA และการลดภาษีศุลกากร
ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน (CEPA) มีสาระสำคัญในการเปิดเสรีทางภาษีศุลกากรเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า โดยสินค้าส่งออกจาก ยูเออีไปยังเวียดนาม ร้อยละ 90 ของรายการสินค้าจะได้รับยกเว้นหรือลดภาษีศุลกากรอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งครอบคลุมร้อยละ 99 ของมูลค่าการส่งออกรวมจากยูเออี
ขณะที่สินค้าส่งออกจากเวียดนามไปยูเออีจะได้รับการลดหย่อนภาษีกว่าร้อยละ 95 ของรายการสินค้า ครอบคลุมร้อยละ 99 ของมูลค่าการนำเข้าในกลุ่มดังกล่าว
ความตกลงนี้ยังมุ่งเน้นการเปิดโอกาสด้านการลงทุนในภาคส่วนยุทธศาสตร์ อาทิ พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยี เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงเพื่อสนับสนุนการร่วมทุน (Joint Ventures) การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความเป็นหุ้นส่วนทางอุตสาหกรรมในระยะยาว
มูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างยูเออีและเวียดนามมีพลวัตการเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยปี 2567 มูลค่าการค้านอกภาคคาร์บอน (Non-oil trade) อยู่ที่ 1.26 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ปี 2568 มูลค่าการค้าพุ่งสูงเกินกว่า 1.605 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับปีต่อปี (Year-on-Year) ประมาณร้อยละ 27.4 ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงมูลค่าในเชิงปริมาณเท่านั้น แต่ยังเป็นดัชนีชี้วัดถึงการบูรณาการทางโครงสร้างที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างสองระบบเศรษฐกิจ โดยสินค้าส่งออกนอกภาคคาร์บอนของยูเออีไปยังเวียดนามมีการเติบโตที่โดดเด่นในปี 2565 ขณะที่สินค้าเวียดนามสามารถเข้าถึงตลาดในตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้ผ่านเครือข่ายโลจิสติกส์และศูนย์กลางการส่งออกต่อ (Re-export hub) ของยูเออีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับบริษัทในกลุ่มประเทศ GCC เวียดนามถือเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่ทวีความน่าสนใจยิ่งขึ้น ด้วยต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ แรงงานฝีมือจำนวนมาก และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนของเวียดนามได้รับประโยชน์จากการลดอุปสรรคทางการค้าและการสนับสนุนความเป็นหุ้นส่วนเชิงพาณิชย์ระยะยาวกับผู้จัดจำหน่ายและนักลงทุนในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ความตกลงฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจของยูเออี ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเร่งการเติบโตของการค้านอกภาคคาร์บอนผ่านการทำความตกลงกับระบบเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงทั่วโลก
ความตกลงฉบับนี้มีเป้าหมายหลักในการขจัดหรือลดอุปสรรคทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยครอบคลุมมูลค่าการค้ารวมเกือบทั้งหมดของทั้งสองประเทศ:
สินค้าจากยูเออีไปเวียดนาม มากกว่า ร้อยละ 90 ของรายการสินค้าทั้งหมดจะได้รับยกเว้นภาษีหรือลดภาษีลงอย่างมาก ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 99 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดจากยูเออี
สินค้าจากเวียดนามไปยูเออี ได้รับการลดภาษีครอบคลุมถึง ร้อยละ 95 ของประเภทรายการสินค้าทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 99 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้ากลุ่มดังกล่าวในยูเออีเช่นกัน
แม้เอกสารจะมิได้ระบุพิกัดศุลกากรรายการสินค้าเป็นรายสินค้า แต่ได้กำหนดกลุ่มสินค้าและอุตสาหกรรมสำคัญที่ได้รับประโยชน์และเป็นเป้าหมายของความตกลง ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี อาทิ สินค้าอุตสาหกรรม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล เทคโนโลยีอัจฉริยะ และอุปกรณ์ด้านพลังงาน กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหารและการเกษตร การผลิตอาหาร กลุ่มสินค้าเฉพาะทางและปัจจัยการผลิต อาทิ เภสัชภัณฑ์ ปัจจัยการผลิตด้านโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง
คาดผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยเปรียบเทียบกับเวียดนาม
เสียเปรียบด้านภาษีอย่างชัดเจน เวียดนามได้รับสิทธิภาษีนำเข้า 0% ครอบคลุมกว่าร้อยละ 95 ของรายการสินค้า ขณะที่สินค้าไทยยังต้องเสียภาษีในอัตราปกติของกลุ่ม GCC ประมาณร้อยละ 5 ทำให้ต้นทุนสินค้าไทยสูงกว่าโดยทันที
การแข่งขันรุนแรงในกลุ่มอาหารและเกษตรแปรรูป สินค้าหลักที่แข่งขันกันโดยตรง เช่น ข้าว อาหารทะเลกระป๋อง และผลไม้เมืองร้อน สินค้าเวียดนามจะมีราคาจำหน่ายในตลาดยูเออีต่ำกว่าไทยจากความได้เปรียบด้านภาษี
ผลกระทบต่อสินค้าอุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของทั้งสองประเทศ ไทยมีความเสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
ความเสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนแบ่งตลาด ยูเออีเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปยังตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือผู้นำเข้ามีแนวโน้มเปลี่ยนแหล่งนำเข้าไปยังเวียดนามเพื่อลดต้นทุน และอาจใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตหลักในอาเซียน ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานของเวียดนามเชื่อมโยงกับตลาดตะวันออกกลางได้เข้มแข็งกว่าไทยในระยะยาว
การกระจายการลงทุน (Investment Diversion) ความตกลง CEPA ครอบคลุมการคุ้มครองการลงทุน คาดว่านักลงทุนจากยูเออีจะเพิ่มการลงทุนในเวียดนามมากขึ้นในสาขาที่ไทยเคยมีศักยภาพ เช่น โลจิสติกส์ พลังงาน และนิคมอุตสาหกรรม และหากไทยยังไม่สามารถสรุป CEPA ได้ทันเวลา อาจสูญเสียบทบาทการเป็นประตูการค้า (Gateway) ของอาเซียนให้แก่เวียดนามในที่สุด
แม้จะเสียเปรียบด้านภาษี แต่สินค้าไทยบางกลุ่มยังมี "แต้มต่อ" ในเรื่องอื่นเทียบกับเวียดนาม :
คุณภาพและมาตรฐาน (Brand Image): สินค้าไทยในสายตาชาวตะวันออกกลางมีความน่าเชื่อถือและมีคุณภาพสูงกว่า (Premium Perception)
มาตรฐาน Halal: ระบบการรับรองฮาลาลของไทยมีความเข้มงวดและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากกว่าเวียดนาม
ความหลากหลายของสินค้า: เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องจักรกล ซึ่งไทยมีระบบ Eco-system ที่แข็งแกร่งกว่ามาก
การที่ประเทศไทยไม่มีข้อตกลง CEPA กับยูเออี สินค้าส่งออกของไทยในกลุ่มที่เน้น "ราคา" (Price Sensitive) จะสูญเสียตลาดให้กับเวียดนามอย่างต่อเนื่อง และอาจพลาดโอกาสในการเป็น "Gateway" ของอาเซียนให้กับยูเออี โดยตำแหน่งนี้จะตกเป็นของเวียดนามอย่างสมบูรณ์
------------------------------------------------------------
ที่มา : Middle East Briefing