fb
เวียดนามนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ พุ่ง 23% ใน 7 เดือนแรกของปี 2568
โดย
Tran
ลงเมื่อ 12 กันยายน 2568 11:13
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
157

เนื้อข่าว 

เวียดนามกำลังเผชิญกับการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะผลไม้ อาหารทะเล และวัตถุดิบการผลิต ซึ่งในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี 2568 เวียดนามนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 10,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้การนำเข้าผลไม้และผักโดยรวมของเวียดนามจะลดลงเกือบร้อยละ 18 แต่สินค้าผลไม้จากสหรัฐฯ กลับเติบโตสูงถึงร้อยละ 47 มูลค่าประมาณ 354 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งประกอบด้วยองุ่น แอปเปิล เชอร์รี ส้ม และเนคทารีน (California nectarines) สหรัฐฯ จึงก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกผลไม้รายใหญ่อันดับสองของเวียดนาม รองจากจีน

image.png

การเติบโตของผลไม้สหรัฐฯ เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะที่ผลผลิตในประเทศเวียดนามมีมากและราคาสามารถแข่งขันได้ เช่น ทุเรียน มะม่วง แก้วมังกร และลำไย อีกทั้งค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าและค่าขนส่งสูง ส่งผลให้ราคาผลไม้นำเข้าสูงขึ้น แต่การลดภาษีนำเข้าในบางชนิด เช่น แอปเปิล เชอร์รี อัลมอนด์ และพิสตาชิโอ รวมกับคุณภาพที่สม่ำเสมอและมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารที่เข้มงวด ช่วยให้ผลไม้สหรัฐฯ สามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สินค้าเกษตรอื่น ๆ ของสหรัฐฯ เช่น วัตถุดิบอาหารสัตว์และถั่วเหลือง ก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่น การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 มูลค่า 447 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 มูลค่า 248 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเนื้อวัวและอาหารทะเลระดับพรีเมียมก็ได้รับความนิยมสูง แม้ว่าจะยังต้องเสียภาษีนำเข้าระหว่างร้อยละ 14–20 ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าหากภาษีนำเข้าลดเหลือศูนย์ การนำเข้าเนื้อวัวสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นร้อยละ 20–30 ภายในหกเดือน

ในด้านวัตถุดิบอุตสาหกรรม ฝ้าย (cotton) ยังคงเป็นสินค้าส่งออกหลักของสหรัฐฯ มูลค่าเกือบ 940 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 56 เม็ดพลาสติกเพิ่มขึ้นร้อยละ 49 เป็น 656 ล้านเหรียญสหรัฐ และเศษเหล็กเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าอยู่ที่ 125 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนถึงการฟื้นตัวของภาคการก่อสร้างและการผลิตเหล็ก ขณะเดียวกัน กิจกรรมส่งเสริมการค้าจากสหรัฐฯ เช่น งาน US Food Week ที่นครโฮจิมินห์ ได้ช่วยเพิ่มการรับรู้ของผู้บริโภคต่อสินค้าเกษตรคุณภาพสูง รวมทั้งเนื้อวัว เนื้อไก่ ชีสจากแคลิฟอร์เนีย ไวน์จากนิวยอร์ก แอปเปิลจากวอชิงตัน บลูเบอร์รี และอาหารทะเล โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังย้ำถึงบทบาทของการค้าสินค้าเกษตรในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ช่วยเพิ่มทางเลือกแก่ผู้บริโภคและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมด้วยวัตถุดิบใหม่ ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันการแข่งขันต่อผู้ผลิตในประเทศ ดังนั้น การสร้างสมดุลระหว่างการเปิดตลาดและการคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบในระยะข้างหน้า

(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 7 กันยายน 2568)

วิเคราะห์ผลกระทบ

เวียดนามถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในตลาดผลไม้โลกในสองด้าน คือเป็นทั้งผู้ส่งออกผลไม้เขตร้อนรายใหญ่ และผู้นำเข้าผลไม้เพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคภายในประเทศที่หลากหลาย ข้อมูลจากกรมศุลกากรเวียดนามระบุว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2568 มูลค่านำเข้ารวมของผักและผลไม้ของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงเกือบร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน การหดตัวนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยพบในตลาดผักและผลไม้ต่างประเทศ ซึ่งเคยเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเวียดนามมาอย่างต่อเนื่อง

การลดลงของมูลค่านำเข้ารวมของผักและผลไม้ส่วนใหญ่เกิดจากผลผลิตภายในประเทศที่ออกสู่ตลาดมากในปี 2568 เช่น ทุเรียน มะม่วง แก้วมังกร และลำไย โดยผลไม้เหล่านี้มีราคาที่สามารถแข่งขันได้สูง ทำให้ผู้บริโภคเวียดนามให้ความนิยมกับผลไม้ท้องถิ่นมากกว่า นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐและต้นทุนค่าขนส่งระหว่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ราคาผลไม้นำเข้าเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้นำเข้าลดปริมาณการสั่งซื้อ

แม้ว่าตลาดรวมจะหดตัวแต่ผลไม้จากสหรัฐอเมริกาเติบโตอย่างโดดเด่น ในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – กรกฎาคม) เวียดนามนำเข้าผลไม้จากสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 354 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 47 การเติบโตที่โดดเด่นนี้ทำให้สหรัฐฯ ขยับเข้าใกล้จีนในฐานะผู้ส่งออกผักและผลไม้รายใหญ่ของเวียดนาม ปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของผลไม้สหรัฐฯ ได้แก่ การลดภาษีนำเข้าของบางชนิด เช่น แอปเปิล เชอร์รี อัลมอนด์ และพิสตาชิโอ คุณภาพสินค้าที่สม่ำเสมอ และมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารที่เข้มงวด ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคเวียดนาม

การขยายตัวของสินค้าสหรัฐฯ สะท้อนทั้งโอกาสและความท้าทายต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมผลไม้ในประเทศ ผลไม้คุณภาพสูงจากต่างประเทศไม่เพียงเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคและตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตท้องถิ่นให้เร่งยกระดับมาตรฐานการผลิต พัฒนากระบวนการจัดการคุณภาพ และสร้างแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่เปิดเสรีมากขึ้น

การนำเข้าผลไม้สหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางการหดตัวของตลาดรวมแสดงให้เห็นถึง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในการบริโภคผลไม้ของเวียดนาม และสะท้อนถึงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นระหว่างผลไม้ต่างประเทศกับผลไม้ท้องถิ่น ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาผลไม้ภายในประเทศและรายได้ของเกษตรกรท้องถิ่น การรักษาสมดุลระหว่างการเปิดเสรีทางการค้าและการคุ้มครองผลผลิตภายในประเทศจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดภายในประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมกับส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศ

 

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การเติบโตของผลไม้นำเข้าจากสหรัฐฯ ในเวียดนามชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เน้นคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย และความหลากหลาย แม้ว่าผลไม้ท้องถิ่นจะมีปริมาณมากและราคาสามารถแข่งขันได้ แต่ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มสำหรับสินค้าพรีเมียม สำหรับผู้ประกอบการไทย ผลกระทบโดยตรงคือ แรงกดดันด้านการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผลไม้เขตร้อน เช่น มะม่วง ทุเรียน และลองกอง ที่มีฤดูกาลเก็บเกี่ยวใกล้เคียงกับเวียดนาม ทำให้ต้องแข่งขันทั้งกับผลไม้ท้องถิ่นและผลไม้นำเข้าจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของผลไม้นำเข้าจากต่างประเทศยังสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย เนื่องจากไทยมีความเชี่ยวชาญด้านผลไม้เขตร้อนที่มีชื่อเสียงในตลาดโลก การสร้างแบรนด์ที่ชัดเจน การเน้นคุณภาพสูง และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับรสนิยมผู้บริโภคระดับกลางถึงสูง จะช่วยให้ไทยสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดจากผลไม้ท้องถิ่นได้ นอกจากนี้ ข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์และต้นทุนโลจิสติกส์ที่ต่ำกว่าผู้ส่งออกจากสหรัฐฯ ทำให้ไทยสามารถส่งออกผลไม้ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง พร้อมใช้ช่องทางจำหน่ายหลายรูปแบบ ทั้งห้างสรรพสินค้า แพลตฟอร์มออนไลน์ และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเชิงรุก เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้บริโภคเวียดนามอย่างเป็นระบบ

                   แนวทางที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยคือการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของตลาด ทั้งด้านการควบคุมคุณภาพ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การกำหนดราคาที่เหมาะสม และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวของไทยและเวียดนามใกล้เคียงกัน การวางแผนด้านการผลิต การขนส่ง และการจัดโปรโมชั่นล่วงหน้า จะช่วยสร้าง ความได้เปรียบเชิงแข่งขัน ให้สามารถเข้าสู่ตลาดเวียดนามได้มั่นคง พร้อมทั้งขยายโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน

News 8 - 12 September - US fruit imports-edit.pdf
Share :
Instagram