fb
ภาคการส่งออกเรียกร้องธนาคารกลางอิสราเอลดูแลค่าเงินเซเกล (NIS) ที่แข็งค่ากว่า 20% ด่วน! หวั่นผลกระทบรุนแรง

ภาคการส่งออกเรียกร้องธนาคารกลางอิสราเอลดูแลค่าเงินเซเกล (NIS) ที่แข็งค่ากว่า 20% ด่วน! หวั่นผลกระทบรุนแรง

โดย
Natthapong
ลงเมื่อ 10 มิถุนายน 2569 21:19
สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ (อิสราเอล) (TTC, Tel Aviv (Israel))
1

จากรายงานข่าวต้นสัปดาห์ (8 มิถุนายน 2569) ที่ผ่านมา ของหนังสือพิมพ์  The Times of Israel รายงานว่า ค่าเงินเชเกลแข็งค่าขึ้นสู่ระดับประมาณ 2.90 เชเกลต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบ 33 ปี นับตั้งแต่ปี 2536 ส่งผลให้ภาคการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Tech) และภาคการผลิตของอิสราเอลเริ่มแสดงความกังวลอย่างมาก เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่เป็นเงินตราต่างประเทศ ขณะที่ต้นทุนดำเนินงาน เช่น ค่าจ้างแรงงานและค่าใช้จ่ายในประเทศ อยู่ในรูปเชเกล ทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 

 

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใช่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานี้ ที่ค่าเงินเซเกลแข็งค่ากว่าร้อยละ 20 จากระดับ 3.20 เชเกลต่อ 1 USD เป็น2.90 เซเกล ต่อ 1 USD ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกอบการและสมาคมผู้ผลิตอิสราเอลเรียกร้องให้ธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel) และกระทรวงการคลังของอิสราเอล ควรเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือ เช่น การลดอัตราดอกเบี้ย การแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน หรือมาตรการสนับสนุนผู้ส่งออก อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ข่าวเผยแพร่ หน่วยงานภาครัฐยังไม่ได้ส่งสัญญาณดำเนินมาตรการที่ชัดเจนแม้ ธนาคารกลางอิสราเอลเพิ่งลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ทำให้ดอกเบี้ยลดลงจากร้อยละ 4.0 เป็น ร้อยละ 3.75 ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชเกลแข็งค่าประกอบด้วย เช่น เงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีอิสราเอล/ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจอิสราเอล/ ความคาดหวังต่อการผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสงครามและความขัดแย้งของ อิสราเอล และสหรัฐฯ กับ อิหร่าน/ และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของอิสราเอลในระดับสูง เป็นต้น นั้น

 

ต่อมาในวันที่ 7-8 มิถุนายน 2569 ธนาคารกลางอิสราเอลได้เริ่มเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศ มูลค่าประมาณ 801 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 เพื่อชะลอการแข็งค่าของเชเกล สะท้อนว่าทางการเริ่มตระหนักถึงผลกระทบต่อภาคส่งออกแล้ว 

 

วิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิสราเอล

 

1. ภาคส่งออกได้รับผลกระทบโดยตรง

อิสราเอลเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูง โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และบริการดิจิทัล

เมื่อเชเกลแข็งค่า จะมีผลต่ออิสราเอลหลายด้าน เช่น รายได้จากการส่งออกเมื่อแปลงกลับเป็นเชเกลลดลง/ อัตรากำไรของผู้ส่งออกลดลง/ ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลงเมื่อเทียบกับคู่แข่งในยุโรปและเอเชีย เป็นต้น ซึ่งผลกระทบจะรุนแรงต่อบริษัทที่มีฐานการผลิตในอิสราเอลและมีต้นทุนเป็นเชเกลเกือบทั้งหมดค่อนข้างมากในระยะยาวหากค่าเงินยังแข็งต่อไป

2. ความเสี่ยงต่อภาคอุตสาหกรรม High-Tech ของอิสราเอล

รายได้ของภาคอุตสาหกรรม High-Tech คิดเป็นประมาณ 50% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และประมาณ 20% ของ GDP อิสราเอล ดังนั้น หากเงินเชเกลแข็งค่าเป็นเวลานาน อาจเกิดความเสี่ยง เช่น การย้ายศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ไปต่างประเทศการจ้างงานใหม่ลดลง หรือ การลงทุนใน Startup ชะลอตัว เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่จะกระทบเชิงลบต่อเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจอิสราเอลในระยะยาว

3. ผลดีต่อผู้บริโภคและการควบคุมเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ดี ในอีกด้านหนึ่ง ค่าเงินที่แข็งขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ จะมีผลบวกในอีกด้าน เช่น สินค้านำเข้ามีราคาถูกลง/ ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าลดลง และรัฐบาลสามารถควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำหรือระดับที่วางเป้าหมายไว้ได้ เป็นต้น

 

ดังนั้น ธนาคารกลางอิสราเอลจึงมีเหตุผลที่จะไม่รีบแทรกแซงตลาดมากเกินไป เพราะค่าเงินเชเกลแข็งค่าช่วยลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นลดความรุนแรงได้

 

วิเคราะห์ผลต่อการค้าไทย-อิสราเอล

 

1. ผู้นำเข้าอิสราเอลมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น – สินค้านำเข้าจากต่างประเทศมีราคาถูกลงในสายตาผู้นำเข้าอิสราเอล ตัวอย่าง สินค้าไทยราคา 100 ดอลลาร์ เดิมอัตราแลกเปลี่ยน 3.6 เชเกล/ดอลลาร์ = 360 เชเกล ปัจจุบัน 2.9 เชเกล/ดอลลาร์ = 290 เชเกล ทำให้ต้นทุนผู้นำเข้าลดลงประมาณ 19-20% และส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยมีความน่าสนใจมากขึ้น

2. สินค้าอาหารไทยมีโอกาสขยายตลาด - กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ อาหารทะเลแปรรูป ทูน่ากระป๋อง ผลไม้กระป๋อง ข้าวหอมมะลิ อาหารสัตว์เลี้ยง เครื่องดื่มและอาหารสำเร็จรูป เป็นต้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่อิสราเอลพึ่งพาการนำเข้าสูง

3. ผู้ค้าปลีกอิสราเอลมีแนวโน้มเพิ่มคำสั่งซื้อ - หากเงินเชเกลแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ผู้นำเข้ามักเร่งสั่งซื้อสินค้าในช่วงที่อัตราแลกเปลี่ยนเป็นประโยชน์ อาจเป็นโอกาสในการเจรจาขยายคำสั่งซื้อกับห้างค้าปลีกและผู้นำเข้ารายใหญ่ของอิสราเอล

 

อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงที่ สคต. และผู้ประกอบการไทยควรต้องติดตามอยู่สรุปได้ดังนี้

1. หากเชเกลแข็งค่ามากเกินไปจนกระทบเศรษฐกิจในประเทศ อาจทำให้รัฐบาลหรือธนาคารกลางเข้ามาแทรกแซงเพิ่มเติม ทำให้อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นในตลาดทุนได้ เนื่องจาก นักลงทุนอาจมองว่า ผลตอบแทนที่คาดหวังมีจำนวนลดลง

2. หากภาคอุตสาหกรรม High-Tech เริ่มชะลอตัว รายได้ประชาชนอาจได้รับผลกระทบในระยะกลาง

3. ความตึงเครียดด้านความมั่นคงกับอิหร่าน ยังเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ค่าเงินผันผวนอย่างรวดเร็ว ซึ่งคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ สคต. เห็นว่า สงครามไม่ค่อยส่งผลให้ค่าเงินเชเกลอ่อนค่าลงมากนักแต่กลับค่อยๆ แข็งค่าขึ้นจนผู้เชียวชาญหลายคนแปลกใจ

 

ความเห็นของ สคต.

 

ในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า ค่าเงินเชเกลที่แข็งค่าอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการนำเข้าสินค้าไทยเข้าสู่อิสราเอลมากที่สุดปัจจัยหนึ่ง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร ซึ่งผู้ส่งออกไทยควรใช้จังหวะดังกล่าวนี้ เร่งเจรจาการค้า ขยายตลาด และรักษาระดับราคาเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ควรติดตามท่าทีของธนาคารกลางอิสราเอลต่อการแทรกแซงค่าเงินอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศตามข่าวข้างต้น (7-8 มิ.ย. 2569) อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของมาตรการดูแลค่าเงินของธนาคารกลางที่จะทำในระยะต่อไป 

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยมาอิสราเอล (ม.ค. - เม.ย. 2569) ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ม.ค. - เม.ย. 2568) ขยายตัวขึ้นกว่า +15.33% มูลค่าประมาณ 277 ล้าน USD อย่างไรก็ตาม สคต.มองว่า อิสราเอลยังมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทำให้ สคต. ยังคาดการณ์ว่า การส่งออกของไทยในปี 2569 นี้ จะมีขยายตัวเพียง +3.5% จากปี 2569 มูลค่าประมาณ 804 ล้าน USD

 

ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il 

 

ที่มา : https://www.timesofisrael.com/

แปล_วิเคราะห์_2026__June_ข่าว2-ภาคการส่งออกเรียกร้องธนาคารกลางอิสราเอลดูแลค่าเงินเซเกล (NIS) ที่แข็งค่ากว่า 20% ด่วน หวั่นผลกระทบรุนแรง.pdf
Share :
Instagram