fb
ฮ่องกงรักษาอันดับที่ 3 ในฐานะศูนย์กลางการเงินระดับโลกรองจากนิวยอร์กและลอนดอน

ฮ่องกงรักษาอันดับที่ 3 ในฐานะศูนย์กลางการเงินระดับโลกรองจากนิวยอร์กและลอนดอน

โดย
Wacharaporn
ลงเมื่อ 29 กันยายน 2568 14:45
สคต. ณ เมืองฮ่องกง (จีน) (TCC, Hong Kong (China))
57

ฮ่องกงยังคงรักษาตำแหน่งอันดับสามของโลกในฐานะศูนย์กลางการเงิน โดยค่าคะแนนห่างจากเมืองชั้นนำอย่างนิวยอร์กและลอนดอนเพียงนิดเดียวเท่านั้น ตามรายงานดัชนีศูนย์กลางการเงินโลก (Global Financial Centres Index - GFCI) ซึ่งจัดทำขึ้นปีละสองครั้ง โดยฉบับล่าสุดเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน 2568 ที่ผ่านมาระบุว่าคะแนนรวมของฮ่องกงเพิ่มขึ้น 4 คะแนน โดยมีคะแนนน้อยกว่าลอนดอนเพียง 1 คะแนน และตามหลังนิวยอร์กซึ่งครองอันดับหนึ่งอยู่ 2 คะแนน

Mr. Benjamin Hung ประธานสภาพัฒนาบริการทางการเงิน (Financial Services Development Council) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาของรัฐบาลฮ่องกง กล่าว “การจัดอันดับนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นการยืนยันถึงกลยุทธ์ของเรา” ในขณะเดียวกันสิงคโปร์มีคะแนนเพิ่มขึ้นถึง 13 คะแนน ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 4 โดยมีคะแนนตามหลังฮ่องกงเพียง 1 คะแนน การจัดอันดับของศูนย์กลางชั้นนำยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดย 10 อันดับแรกยังคงเดิม รายงาน GFCI ฉบับเดือนกันยายนระบุช่องว่างระหว่าง 4 อันดับแรกได้แคบลง โดยแต่ละอันดับมีคะแนนห่างกันเพียง 1 คะแนน การจัดอันดับเมื่อเดือนมีนาคมครั้งก่อน ฮ่องกงมีคะแนนตามหลังลอนดอน 2 คะแนน และตามหลังนิวยอร์ก 9 คะแนน การจัดอันดับล่าสุดสะท้อนถึงความพยายามของฮ่องกงในการเสริมสร้างบทบาทในฐานะศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศที่สำคัญ มูลค่าการระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ในฮ่องกงเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงกลับขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกด้านการระดมทุน IPO เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2562

image.png

ภาพถ่ายแขกผู้ร่วมงานในพิธีเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ ณ ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยสำนักข่าว Reuters

 

จากการสนับสนุนของ IPO ขนาดใหญ่ 6 ราย ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงคาดว่าจะยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำระดับโลกด้านการระดมทุน IPO ในไตรมาสที่สาม ตามการคาดการณ์ของ Deloitte Touche Tohmatsu Certified Public Accountants LLP (China) หนึ่งในสี่บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจและการบัญชีระดับโลก หรือที่เรียกว่า “Big Four”

Deloitte คาดว่าฮ่องกงจะมีการเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 66 ราย และสามารถระดมทุนได้สูงถึง 182.3 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกงในช่วงสามไตรมาสแรกของปี 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้น 47% จากจำนวน IPO ที่มี 45 รายในช่วงเดียวกันของปี 2566 และเพิ่มขึ้นถึง 228% จากมูลค่าระดมทุนที่ 55.6 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง แม้จะครองอันดับหนึ่งในดัชนี แต่นิวยอร์กกลับมีคะแนนลดลง 4 คะแนนเมื่อเทียบกับการประเมินเมื่อ 6 เดือนก่อน โดยเป็นเมืองเดียวใน 10 อันดับแรกที่มีคะแนนลดลง ขณะที่ลอนดอนยังคงลดช่องว่างกับเมืองที่ใหญ่ที่สุดบนชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ การประเมินของ GFCI นั้นอิงจาก 5 ด้านในการให้คะแนน ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ทุนมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาภาคการเงิน และชื่อเสียงโดยรวม

ฮ่องกงครองอันดับหนึ่งในด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ทรัพยากรมนุษย์ และชื่อเสียงโดยรวม ขณะที่นิวยอร์กครองอันดับหนึ่งในอีกสองด้านที่เหลือ การสำรวจของ GFCI ได้สอบถามผู้ตอบแบบสอบถามว่าเมืองใดที่พวกเขาคาดว่าจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในอีก 2 ถึง 3 ปีข้างหน้า ในบรรดา 16 เมืองชั้นนำ มี เมืองอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และอีก เมืองอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคเหล่านี้ในแวดวงการเงินโลก  GFCI ได้ประเมินศูนย์กลางทางการเงินจำนวน 135 แห่ง โดยอิงจากปัจจัย 140 ด้าน รวมถึงการประเมินจากผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 4,877 ราย รายงานฉบับนี้จัดทำโดยสถาบันวิจัย Z/Yen Group ในกรุงลอนดอน และ China Development Institute ในเมืองเซินเจิ้น

ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

การที่ฮ่องกงยังคงรักษาอันดับ 3 ของโลกในฐานะศูนย์กลางการเงิน รองจากนิวยอร์กและลอนดอน แสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจยอดเยี่ยมเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจต่างๆเป็นอย่างมาก เพราะได้รับคะแนนสูงสุดในด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ทรัพยากรมนุษย์ และชื่อเสียงโดยรวม ในขณะที่ตลาด IPO ของฮ่องกงก็แข็งแกร่ง เพิ่มขึ้นถึง 8 เท่าในครึ่งปีแรกของ 2568 คาดว่าจะเป็นผู้นำโลกในไตรมาสที่ 3 และที่สำคัญฮ่องกงมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินครบวงจร มีระบบตลาดทุน ธนาคาร และบริการทางการเงินที่ทันสมัยและเชื่อถือได้

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่าฮ่องกงมีโอกาสหลายอย่าง การขยายตัวของตลาดเอเชีย-แปซิฟิกจะช่วยเสริมบทบาทของฮ่องกงในการเป็นประตูสู่จีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับการจัดอันดับที่ดีช่วยดึงดูดนักลงทุนและบริษัทต่างชาติ รวมถึงฮ่องกงมีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) ซึ่งเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยที่มีนวัตกรรมเข้าไปแข่งขันได้

ดังนั้นสำหรับนักธุรกิจไทยที่ทำการค้ากับฮ่องกง ควรใช้โอกาสเหล่านี้ โดยให้ฮ่องกงเป็นฐานขยายสู่จีนและตลาดทุนระดับโลก ธุรกิจไทยควรพิจารณาการสร้างพันธมิตรในฮ่องกงเพื่อขยายเครือข่าย และหากเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการระดมทุนหรือมีเทคโนโลยีใหม่ ควรศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าตลาดทุนฮ่องกงโดยร่วมมือกับบริษัทท้องถิ่นหรือที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อเตรียมความพร้อม ทำการปรับตัวตามกฎระเบียบและวัฒนธรรมธุรกิจ ศึกษากฎหมายท้องถิ่นอย่างละเอียด โดยเฉพาะด้านภาษี การลงทุน และการนำเข้าสินค้า สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืนผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศต่างๆ

 

แหล่งที่มาของข่าว : https://www.scmp.com/business/markets/article/3326875/hong-kong-retains-no-3-rank-global-financial-hub-behind-new-york-and-london?module=perpetual_scroll_0&pgtype=article

ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ เดือน กย 29_9_2568.pdf
Share :
Instagram