
เม็กซิโกประกาศโครงการ Immediate Action Program for the Protection of the Heavy Vehicle Industry เพื่อเร่งปรับเปลี่ยนรถบรรทุกและรถโดยสารที่ใช้งานอยู่ทั่วประเทศ โดยจัดสรรงบประมาณสนับสนุนรวมกว่า 2,000 ล้านเปโซ (ประมาณ 112.23 ล้านเหรียญสหรัฐ) ควบคู่กับกองทุนค้ำประกันสินเชื่ออีก 250 ล้านเปโซ (ประมาณ 14.03 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนรถใหม่ในระบบขนส่ง ซึ่งปัจจุบันมีรถใช้งานอยู่ประมาณ 1.2 ล้านคัน
มาตรการสำคัญของโครงการเริ่มจากการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยปรับหลักเกณฑ์การหักค่าเสื่อมราคาสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสารที่ผลิตหรือประกอบในเม็กซิโก จากเดิมที่ต้องทยอยหักภายใน 4 ปี ให้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมดภายในปีเดียว ซึ่งจะช่วยลดภาระภาษีและเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการตัดสินใจเปลี่ยนรถใหม่เร็วขึ้น ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Plan México ที่มุ่งส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ
ในด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รัฐบาลได้จัดตั้งกองทุนค้ำประกันเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งรายย่อย หรือที่เรียกว่า Man-truck ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่มีรถเพียงไม่กี่คันและประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยกองทุนดังกล่าวจะช่วยระดมเงินทุนได้ถึง 6,000 ล้านเปโซ (ประมาณ 336.7 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพื่อให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้สามารถทยอยเปลี่ยนรถใหม่ได้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเตรียมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของรถใหม่ ผ่านการออกข้อบังคับ (NOM) เช่น ระบบเบรก ระบบไฟส่องสว่าง เข็มขัดนิรภัย ระบบมองเห็น และอุปกรณ์ความปลอดภัยอื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหารถเก่าที่มีอายุเฉลี่ยสูงถึง 19 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของอุบัติเหตุบนท้องถนนราว 30,000 ครั้งต่อปี รวมถึงการปล่อยมลพิษในระดับสูง
ในส่วนของโครงสร้างราคาในตลาด รัฐบาลมีแผนปรับปรุงราคาประเมินสำหรับการนำเข้ารถใช้แล้ว เพื่อแก้ปัญหาการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งส่งผลให้รถนำเข้ามีราคาถูกผิดปกติและสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตภายในประเทศ มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจ้างงานกว่า 200,000 ตำแหน่ง
ทั้งนี้ ภาคเอกชน โดยสมาคมผู้ผลิตรถโดยสาร รถบรรทุก และรถแทรกเตอร์ (ANPACT) ได้แสดงความเห็นสนับสนุนต่อมาตรการดังกล่าว โดยมองว่าการเร่งปรับปรุงยานพาหนะให้ทันสมัยจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดการปล่อยมลพิษ และยกระดับประสิทธิภาพของระบบขนส่ง ซึ่งไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาในระยะสั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์และโลจิสติกส์ของเม็กซิโกในระยะยาว
โอกาสและผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย การเปลี่ยนรถบรรทุกและรถโดยสารในเม็กซิโกจะส่งผลให้ความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์ความปลอดภัย และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาโอกาสในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ (auto parts) อุปกรณ์ระบบไฟส่องสว่าง สายไฟ ระบบเบรก และชิ้นส่วนพลาสติกหรือยางสำหรับยานยนต์ ซึ่งสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานได้ โดยในปี 2025 เม็กซิโกนำเข้าสินค้าพิกัด HS 8708 (ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์) จากไทยมูลค่า 394.59 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 32.75 จากปีก่อนหน้า โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 5 รองจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย สะท้อนว่าผู้ประกอบการไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตในเม็กซิโก หรือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศเม็กซิโก
สคต. ณ กรุงเม็กซิโก
แหล่งที่มา