
.H. Sheikh Hamdan bin Mohammed bin Rashid Al Maktoum มกุฎราชกุมารแห่งดูไบ/รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ (ยูเออี) และประธานสภาบริหารของรัฐดูไบ เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาอนุมัติชุดมาตรการทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมรวม 5 โครงการหลัก ดังนี้:
อนุมัติวงเงินงบประมาณรวม 272 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชน โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 3 - 6 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ประกอบด้วย (1) มาตรการทางภาษีและค่าธรรมเนียม อนุญาตให้กลุ่มธุรกิจโรงแรมและภาคการท่องเที่ยว เลื่อนการชำระค่าธรรมเนียมการขาย (Sales Fees) และค่าธรรมเนียม Tourism Dirham ในอัตราร้อยละ 100 เป็นระยะเวลา 3 เดือน (2) มาตรการทางศุลกากร โดยขยายระยะเวลาผ่อนปรนการยื่นข้อมูลทางศุลกากร (Customs Data Grace Period) จากเดิม 30 วัน เป็น 90 วัน และสามารถพิจารณาขยายเวลาเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสมภายใต้กฎหมายภาษี และ(3) มาตรการแรงงาน ปรับปรุงขั้นตอนการออกและต่ออายุใบอนุญาตพำนัก (Residency Permits) ให้มีความสะดวกรวดเร็ว เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้มีความสามารถสูง (Talent) เข้าสู่ภาคแรงงาน
โครงการดังกล่าวต่อยอดจากโครงการนำร่อง “Art Flow” ของศุลกากรดูไบ ซึ่งมอบประโยชน์ด้านการเงินและขั้นตอนปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญ โดยการปรับกระบวนการนำเข้าผลงานศิลปะมูลค่าสูงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โครงการนี้ช่วยเสริมบทบาทของดูไบในฐานะศูนย์กลางศิลปะระดับโลก และตอบสนองความต้องการเฉพาะทางของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง
ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานพัฒนาชุมชน (Community Development Authority) สอดคล้องกับวาระ "Dubai Social Agenda 33" ของรัฐบาลดูไบ เน้นการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่และเสถียรภาพทางการเงินของครอบครัวชาวเอมิราติ โดยจะขยายผลจากความสำเร็จเดิมที่สร้างโอกาสงานไปแล้วกว่า 7,000 ตำแหน่ง และสนับสนุนคนรุ่นใหม่กว่า 1,200 ราย เน้นความร่วมมือแบบทวิภาคีระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการในครัวเรือน (Home-based Entrepreneurship) ซึ่งส่วนมากมักดำเนินเพียงแค่คนเดียว
วางเป้าหมายภายในปี 2576 กำหนดให้ที่พักอาศัยแรงงานต้องเข้าถึงบริการพื้นฐานและผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย 100% ตามมาตรฐานสากล โดยจะปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และแผนแม่บทผังเมือง "Dubai 2040 Urban Master Plan"
ด้านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ในเชิง "ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ" มาตรการเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคหรือระดับโลกใน 4 มิติหลัก ดังนี้
เสริมสร้างสถานะของดูไบในฐานะพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเงินทุน (Safe Haven Asset) เสนอให้รัฐบาลดำเนินมาตรการด้านความโปร่งใส เสถียรภาพทางการเงิน และความน่าเชื่อถือของนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดเงินทุนจากภูมิภาคที่มีความเสี่ยงสูง และรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนในภาวะความไม่แน่นอนระดับโลก.
พัฒนาความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและระบบโลจิสติกส์ (Supply Chain Resilience) เสนอให้เร่งขับเคลื่อนโครงการคลังสินค้าเสมือน การลดอุปสรรคทางศุลกากร และการขยายระยะเวลาผ่อนปรนด้านพิธีการ เพื่อรองรับความล่าช้าจากสถานการณ์ความขัดแย้ง และเพิ่มขีดความสามารถของดูไบในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับโลก.
ยกระดับการดึงดูดทรัพยากรมนุษย์และกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (Talent & HNWI Attraction) เสนอให้ขยายมาตรการอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาตพำนัก การส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการยกเว้นภาษีสำหรับทรัพย์สินมูลค่าสูง เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มความมั่งคั่งสูงจากพื้นที่ที่มีความไม่สงบให้เข้ามาพำนักและลงทุนในดูไบ.
รักษาสภาพคล่องของภาคการท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (Counter-Cyclical Tourism Measures) เสนอให้ใช้มาตรการผ่อนปรนค่าธรรมเนียมและภาระต้นทุนของผู้ประกอบการท่องเที่ยวในช่วงความผันผวนระหว่างประเทศ เพื่อคงความสามารถในการดำเนินธุรกิจและรักษาบทบาทของดูไบในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก.
ความเห็นของ สคต.ดูไบ
มาตรการดังกล่าวเป็นกลไกสร้าง “เกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ” เพื่อคงการเติบโตของดูไบท่ามกลางความผันผวนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โดยสะท้อนแนวทางเชิงรุกของรัฐบาลในการรักษาความสามารถในการแข่งขันผ่านความโปร่งใส ความยืดหยุ่นทางนโยบาย และการคำนึงถึงมิติทางสังคมและสวัสดิภาพแรงงาน เพื่อเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของรัฐ