
ระหว่างวันที่ 11–13 กันยายน 2026 กรุงมาดริดจะเป็นเจ้าภาพจัดการจัดแข่งขัน Formula 1 Spanish Grand Prix ขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งงานนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก มีการจำหน่ายบัตรเข้าชมมากกว่า 120,000 ใบ ในจำนวนนี้มีผู้ชมกว่า 80,000 คนเดินทางมาจากนอกกรุงมาดริดและประมาณ 45,000 คนเดินทางมาจากต่างประเทศ

การแข่งขัน Formula 1 Spanish Grand Prix ที่กรุงมาดริดคาดว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึง 467 ล้านยูโร และก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณ 8,850 ตำแหน่ง คิดเป็น 5,7% ของค่า GVA (Gross Value Added) โดยตรงในภาคธุรกิจกิจกรรมนันทนาการ ตามผลการศึกษาของบริษัท PwC ซึ่งจัดทำจากข้อมูลจริงเกี่ยวกับการขายบัตรและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแข่งขัน นอกจากนี้ การแข่งขันยังคาดว่าจะสร้างรายได้ให้ภาครัฐประมาณ 83 ล้านยูโร จากภาษีและเงินสมทบประกันสังคม
ผลการศึกษาเบื้องต้นของ PwC ระบุว่า การแข่งขันไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะจากกิจกรรม F1 โดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ อย่างกว้างขวาง อาทิ ภาคโรงแรมและธุรกิจบริการอาหาร 59 ล้านยูโร ภาคการขนส่ง 22 ล้านยูโรภาคการค้า 18 ล้านยูโร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต 72 ล้านยูโร ภาคการก่อสร้าง 50 ล้านยูโร ภาคกิจกรรมทางวิชาชีพ 33 ล้านยูโร ภาคข้อมูลและการสื่อสาร 19 ล้านยูโร
นอกจากนี้ สเปน ร่วมกับโปรตุเกสและโมร็อกโก กำลังเตรียมเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2030 โดยสหพันธ์ฟุตบอลสเปน (RFEF[1]) ประเมินว่าจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 2.5 พันล้านยูโร และคาดว่าจะสร้างรายได้เข้าสู่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสเปนมากกว่า 5 พันล้านยูโร
สเปนเพิ่งฉลองตำแหน่งแชมป์ไปหมาด ๆ ก็ต้องหันมาเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจครั้งใหม่ทันที นั่นคือการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่สอง ในปี 2030 สเปนจะรับหน้าที่เจ้าภาพหลักร่วมกับโปรตุเกสและโมร็อกโก นอกจากนี้ยังจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันนัดพิเศษ 3 นัดแรกในอุรุกวัย อาร์เจนตินา และปารากวัยอีกด้วย

สมาคมฟุตบอลแห่งสเปน (RFEF) ประเมินว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จะทำให้สเปนต้องลงทุนประมาณ 2.5 พันล้านยูโร ตัวเลขนี้มาจากรายงานของ PwC[2] ที่ประธานสมาคม ราฟาเอล ลูซาน อ้างถึง ครอบคลุมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการแข่งขัน เช่น การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬา
การประเมินเดียวกันนี้ระบุว่า ฟุตบอลโลกจะสร้างรายได้ให้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสเปนมากกว่า 5 พันล้านยูโร สร้างงานมากกว่า 90,000 ตำแหน่ง (เป็นงานโดยตรง 56,000 ตำแหน่ง) กระตุ้นการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว 3.7 พันล้านยูโร สร้างรายได้จากภาษี 1.8 พันล้านยูโร และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมากกว่า 1 พันล้านยูโร
สเปนได้เปรียบในแง่ของเงินลงทุนที่จำเป็น เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานหลักส่วนใหญ่มีอยู่แล้ว ข้อเสนอเริ่มต้นประกอบด้วยสนามกีฬา 11 แห่ง ได้แก่ อาโนเอตา (Anoeta), คัมป์นู (Camp Nou), กราน กานาเรีย (Gran Canaria), ลา การ์ตูฮา (La Cartuja), ลา โรซาเลดา (La Rosaleda), เมโทรโปลิตาโน (Metropolitano), นูเอบา โรมาเรดา (Nueva Romareda), สนามกีฬาอาร์ซีดีเอ (RCDE Stadium), ริอาซอร์ (Riazor), ซาน มาเมส (San Mamés) และซานติอาโก เบร์นาเบว (Santiago Bernabéu) อย่างไรก็ตาม รายชื่อนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากสหพันธ์ฟุตบอลสเปน (RFEF) ต้องการเพิ่มบาเลนเซีย (Valencia) และบิโก (Vigo)เข้าไปด้วย พร้อมทั้งต้องการให้สเปนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ศูนย์ปฏิบัติการของฟีฟ่า และศูนย์สื่อมวลชนระหว่างประเทศ
นอกเหนือจากการเตรียมสนามกีฬาและสิ่งอำนวยความสะดวกแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายด้านการจัดการและโลจิสติกส์ ทั้งความปลอดภัย การขนส่ง เทคโนโลยี และการบริหารจัดการงานอีเวนต์ รัฐบาลยังต้องอนุมัติกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับวีซ่า ภาษี ใบอนุญาตทำงาน ความปลอดภัย เทคโนโลยี และการคุ้มครองสิทธิ์ทางการค้าของการแข่งขันด้วย
สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก มีข้อได้เปรียบเหนือเจ้าภาพก่อนหน้านี้ เพราะใช้สนามกีฬาที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก และเน้นใช้จ่ายไปกับความปลอดภัย การขนส่ง และการปรับปรุงชั่วคราวเท่านั้น สำนักข่าวรอยเตอร์ประเมินว่าฟีฟ่าและรัฐบาลใช้จ่ายรวมกันไปประมาณ 5.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบสามทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากไม่มีการสร้างสนามกีฬาใหม่
จากข้อมูลประมาณการของธนาคารแห่งอเมริกา การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐอเมริกาเกือบ 20 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ฟีฟ่าประมาณการไว้สูงกว่านั้นที่ 30.5 พันล้านดอลลาร์สำหรับสามประเทศเจ้าภาพ และ 41 พันล้านดอลลาร์สำหรับเศรษฐกิจโลกโดยรวม ฟีฟ่าเองคาดว่าจะมีรายได้ถึง 15 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้มาก
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ รวมถึงผลกระทบที่แท้จริงต่อ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ยังคงต้องได้รับการยืนยัน และการประเมินหลายฝ่ายชี้ว่าควรลดความคาดหวังลง ธนาคารดอยช์แบงก์คำนวณว่าการแข่งขันจะเพิ่ม ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ เพียง 0.05% เท่านั้น นักวิเคราะห์บางคนยังชี้ว่าการใช้จ่ายของแฟนกีฬาบางส่วนอาจเป็นเพียงการทดแทนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เคยมีอยู่แล้ว และการแข่งขันอาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวตามปกติของประเทศด้วย

ที่สำคัญสเปนเป็นหนึ่งในมหาอำนาจอันดับต้นๆ ของโลกในการจัดงานประชุม สัมมนา และนิทรรศการนานาชาติ (ธุรกิจ MICE) โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่จัดงานประชุมนานาชาติมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก (ตามหลังเพียงสหรัฐอเมริกาและอิตาลี) จากการจัดอันดับของสมาคมการประชุมนานาชาติ ICCA (International Congress and Convention Association) โดยบาร์เซโลนา ครองอันดับหนึ่ง ตามด้วยมาดริด อย่างไรก็ตาม เครือข่าย Spain Convention Bureau (SCB) มีเมืองรองรับการจัดงานขนาดใหญ่ (ผู้ร่วมงานมากกว่า 500 คนขึ้นไป) มากถึง 67 เมืองทั่วประเทศ และมีเมืองติดอันดับโลกของ ICCA ถึง 57 เมือง เช่น วาเลนเซีย, เซบียา, มาลากา และบิลเบา เฉลี่ยจัด มากกว่า 300 ถึง 500 งานต่อปี
ที่มา: Forbes.es, AS.com, MADRING, ICCA, spain.info
ข้อคิดเห็นของ สคต.
การที่สเปนมีการจัดอีเว้นท์ระดับโลกจำนวนมากต่อเนื่องตลอดปี นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว การก่อสร้าง และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งในช่วงก่อนและระหว่างการแข่งขัน
สำหรับผู้ประกอบการไทย โอกาสทางการค้าจะครอบคลุมสินค้าหลากหลายกลุ่มตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นในแต่ละภาคส่วน ทั้งในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นจากการปรับปรุงและขยายโรงแรม-ที่พักเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการจัดเลี้ยง (HORECA) เครื่องครัวและอุปกรณ์ในครัว ภาชนะและเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ธุรกิจบริการร้านอาหารไทย รวมถึงวัตถุดิบและเครื่องปรุงอาหารไทย กลุ่มเครื่องดื่ม: กาแฟ ชา น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซึ่งจะมีความต้องการสูงขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวและกิจกรรมด้านการรับรองที่เพิ่มขึ้น กลุ่มไลฟ์สไตล์และของที่ระลึก: เครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ และผลิตภัณฑ์สปา/ความงาม ที่มักได้รับอานิสงส์จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนอุตสาหกรรมและธุรกิจสนับสนุน อาทิ ดิจิทัลคอนเทนต์ โลนจิสติกส์ คมนาคมสื่อสาร เป็นต้น ผู้ประกอบการไทยที่สนใจตลาดสเปน ควรศึกษากฎระเบียบ และพิจารณาศึกษาช่องทางการเข้าสู่ตลาดสเปนทั้งช่องทาง B2B (กลุ่มธุรกิจโรงแรมและจัดเลี้ยง) แนวทางการทำการตลาด และช่องทาง e-commerce ซึ่งเป็นแนวโน้มการเติบโตของตลาดค้าปลีกในยุโรปโดยรวม เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับความต้องการที่อาจเพิ่มขึ้น เป็นการเตรียมความพร้อม สร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด
กันยายน 2569