
สถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้นำไปสู่ระยะใหม่ที่มีต้นทุนสูงสำหรับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) โดยสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบป้องกันทางอากาศ ภาคการบิน และเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวรัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยอีกครั้งท่ามกลางสภาวะวิกฤต
ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกของการโจมตี ยูเออีต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายในการสกัดกั้นภัยคุกคามทางอากาศที่สูงถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อวัน โดยนักวิเคราะห์ประเมินค่าใช้จ่ายเฉพาะช่วงแรกนี้ ไว้ที่ประมาณ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
คลังแสงและการสกัดกั้น-กระทรวงกลาโหมรายงานว่าได้สกัดกั้นขีปนาวุธแบบยิงผ่านวิถีโค้ง (ballistic missile) 174 ลูก ขีปนาวุธร่อน 8 ลูก และโดรนอีก 689 ลำ
รายละเอียดต้นทุนระบบ Patriot - ตัวดักสกัด Patriot มีต้นทุนการยิงต่อครั้งราว 4–5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งตามหลักปฏิบัติต้องยิง 2 ลูกต่อ 1 เป้าหมาย ส่งผลให้การทำลายขีปนาวุธ ballistic 150 ลูกเพียงอย่างเดียว มีต้นทุนสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์แล้ว
ภาระจากฝูงโดรน-แม้ต้นทุนต่อการสอยโดรน 1 ลำจะอยู่ที่ 500,000–1.5 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อเผชิญกับการโจมตีแบบ "มวลมาก" ประมาณ 500 ลำ ยูเออีต้องใช้เงินสูงถึง 253–759 ล้านดอลลาร์เพื่อจัดการ
ความเสียเปรียบทางงบประมาณ - เมื่อเทียบกับอิหร่านที่ใช้เงินโจมตีเพียง 177–360 ล้านดอลลาร์ พบว่าอาบูดาบีต้องจ่ายเงินมากกว่าฝ่ายเตหะรานถึง 20–28 เท่า ต่อเงินทุก 1 ดอลลาร์ที่อิหร่านลงทุนในขีดความสามารถด้านโดรนเชิงรุก
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักเศรษฐกิจกำลังเตรียมรับมือกับการชะลอตัวรุนแรงในช่วงที่ควรจะเป็นฤดูกาลที่คึกคักที่สุด
รายได้ดิ่งเหว: ผู้ประกอบการโรงแรมเตือนว่ารายได้ไตรมาสแรกอาจลดลงมากถึง 50 %เนื่องจากนักเดินทางเลื่อนหรือยกเลิกทริปจากความกังวลด้านความปลอดภัย
ผลกระทบต่อภาค Hospitality: กลุ่มธุรกิจสำคัญอย่าง Six Senses Zighy Bay และร้านอาหาร ในดูไบ คาดการณ์ว่างบประมาณบริษัทอาจถูกตัดลดลงครึ่งหนึ่งภายในไม่กี่วัน
เดือนรอมฎอนที่เงียบเหงา – งานเลี้ยงอาหารมื้อละศีลอดหลังพระอาทิตย์ตกดิน หรือ อิฟตาร์และ ซูโฮร์ ขนาดใหญ่ขององค์กร เช่น Emirates Airline, Gems Education กองทุน Mubadala และบริษัทอื่นๆ ถูกยกเลิกทั้งหมด ส่งผลให้ผู้ประกอบการด้านอาหารต้องปรับแผนธุรกิจใหม่เพื่อความอยู่รอด
มาตรการอุ้มแขกและผู้ประกอบการ: กรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอาบูดาบีสั่งให้โรงแรมขยายเวลาพักแก่แขกที่ติดค้างโดยรัฐบาลจะรับผิดชอบค่าที่พักเพิ่มเติมทั้งหมด ขณะที่รัฐดูไบออกแนวทางยืนยันว่ากิจกรรมธุรกิจและบริการจำเป็นยังคงดำเนินการได้ตามปกติ
ระบบการบินได้รับผลกระทบรุนแรงจากการปิดน่านฟ้าทั่วยูเออีและตะวันออกกลางส่งผลให้เที่ยวบินกว่า19,000เที่ยวถูกยกเลิกและมีผู้โดยสารต่อเครื่องหลายหมื่นคนติดค้าง สายการบินหลักอย่าง Emirates และ Etihad ต้องระงับเที่ยวบินพาณิชย์เกือบทั้งหมด โดยเน้นเพียงการขนส่งสินค้าและเที่ยวบินรับคนกลับบ้านเท่านั้น
รัฐบาลเข้าสู่โหมดรับมือวิกฤตทันทีเพื่อป้องกันการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากท่าเรือเจเบลอาลีซึ่งรับผิดชอบการนำเข้าอาหาร 73% ของประเทศได้รับความเสียหายบางส่วน
การบริหารคลังสำรอง:กระทรวงเศรษฐกิจใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบสต็อกสินค้าอาหารพื้นฐานประจำวันในทุกเอมิเรตเพื่อให้มั่นใจว่ามีเพียงพอและรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงรอมฎอน
ความพร้อมของภาคค้าปลีก:ยักษ์ใหญ่เช่น Lulu Group, Choithrams และ Viva ยืนยันว่ามีสต็อกสินค้าไม่เน่าเสียง่ายสำรองไว้สำหรับ 40-60 วัน และมีแผนรองรับหากช่องแคบฮอร์มุซปิดยาวนาน
มาตรการคุมเข้มการตลาด: มีการสั่ง ห้ามกักตุนสินค้า โดยผู้ค้าปลีกต้องจำกัดปริมาณการซื้อทั้งหน้าร้านและออนไลน์เพื่อให้สินค้ากระจายตัวอย่างเท่าเทียม
การนำเข้าทางเลือก: ยูเออีพยายามใช้เส้นทางสำรองทางถนนผ่านโอมาน และอาศัยเครือข่ายแหล่งนำเข้าจากกว่า 40 ประเทศเพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือที่เสี่ยงอันตราย
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบได้เตรียมพร้อมขั้นสูงสุด โดยเปิดลงทะเบียนออนไลน์เพื่อสำรวจความจำนงของคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศยอดผู้ลงทะเบียนปัจจุบันมีคนไทยมากกว่า 1,000 รายแจ้งความประสงค์แล้ว และแผนการเดินทางหากสถานการณ์ยกระดับ จะมีการอพยพ ทางถนนไปยัง สนามบินมัสกัต ประเทศโอมาน เพื่อต่อเครื่องบินเช่าเหมาลำหรือเครื่องบินทหารกลับประเทศไทย
ความเห็นของ สคต.ดูไบ
แม้จะได้รับผลกระทบอย่างหนักในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์หลายแห่งยังคงเชื่อมั่นใน "แบรนด์ยูเออี" ที่มีประวัติการฟื้นตัวจากวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย รัฐบาลจะอัดฉีดแคมเปญการตลาดขนานใหญ่เพื่อทวงคืนภาพลักษณ์การเป็น "ที่หลบภัยที่ปลอดภัย" ของเงินทุนและนักท่องเที่ยวทั่วโลกอีกครั้ง