
เทศกาลช้อปปิ้ง “Double 11” หรือเทศกาลช้อปปิ้งวันที่ 11 พฤศจิกายน ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมส่งเสริมการขายครั้งสำคัญของตลาดจีน โดยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ต่างจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์ สำหรับปี 2569 แพลตฟอร์มต่างๆ เริ่มทยอยจัดกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 12-15 ตุลาคม และมีกำหนดสิ้นสุดในช่วงวันที่ 11-13 พฤศจิกายน ขึ้นอยู่กับแต่ละแพลตฟอร์ม
จากการรายงานผลการดำเนินกิจกรรมในช่วงที่ผ่านมา พบว่าการเปิดตัวสินค้าใหม่เป็นครั้งแรก (New Product Launch หรือ First Launch) ได้กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่แบรนด์ต่างๆ ใช้เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดและเพิ่มยอดขายในช่วงเทศกาลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของเศรษฐกิจการเปิดตัวสินค้าใหม่ (First-launch Economy) ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดจีน
นายเจียง ฮั่น (Mr.Jiang Han) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน Pangoal Institution (盘古智库) ให้ความเห็นว่า การที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ ให้ความสำคัญกับการเปิดตัวสินค้าใหม่ในเทศกาล Double 11 ปีนี้ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันทางการตลาด จากเดิมที่เน้นการแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก ไปสู่การแข่งขันด้านประสิทธิภาพของสินค้าและระบบการจัดหา โดยภายใต้ภาวะการแข่งขันในตลาดที่มีผู้บริโภคกลุ่มเดิมเป็นฐานสำคัญ การนำเสนอสินค้าใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการและสร้างความต้องการใหม่ให้แก่ผู้บริโภค จะช่วยกระตุ้นการซื้อซ้ำและสร้างความผูกพันระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ได้ในระยะยาว ทั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านจากการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการดึงดูดผู้เข้าชมแพลตฟอร์ม (Traffic-driven) ไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพและนวัตกรรมของสินค้า (Product-driven) มากยิ่งขึ้น
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน อาทิ Tmall Douyin และ JD.com ต่างกำหนดให้การเปิดตัวสินค้าใหม่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในปีนี้ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้
แพลตฟอร์ม Tmall
ในเทศกาล Double 11 ปีนี้ Tmall ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการซื้อขายสินค้าและการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดตัวเครื่องมือช่วยแนะนำสินค้าและอำนวยความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าด้วย AI จำนวน 6 รายการ อาทิ “AI Universal Search” และ “AI Help Me Pick” พร้อมร่วมมือกับ Intel และ AMD เปิดตัวคอมพิวเตอร์ AI PC มากกว่า 50 รุ่น รวมถึงผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ AI มากกว่า 100 รายการ
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Alibaba ระบุว่า ในช่วงหนึ่งเดือนก่อนเริ่มเทศกาล Double 11 จำนวนผู้ประกอบการที่เปิดตัวสินค้าใหม่เป็นครั้งแรกบนแพลตฟอร์ม Taobao และ Tmall เพิ่มขึ้นร้อยละ 64 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของผู้ประกอบการในการใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นช่องทางเปิดตัวสินค้าและขยายตลาด
สำหรับผลการดำเนินงานของแบรนด์ต่างๆ พบว่า แบรนด์ใหม่หลายรายสามารถสร้างยอดขายได้อย่างโดดเด่นตั้งแต่เริ่มกิจกรรม อาทิ แบรนด์เครื่องสำอาง Fan Beauty Diary สามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า 100 ล้านหยวนภายใน 1 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน แบรนด์รองเท้า PANE มียอดขายเติบโตมากกว่าร้อยละ 100 ขณะที่แบรนด์ Xianlang กลายเป็นแบรนด์แรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงที่มียอดขายเกิน 100 ล้านหยวนภายในชั่วโมงแรก ส่วนแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล Off&Relax สามารถทำยอดขายทะลุ 100 ล้านหยวนภายใน 4 ชั่วโมงเป็นครั้งแรก และแบรนด์อาหาร Taiyanggu สามารถทำยอดขายภายใน 4 ชั่วโมงได้สูงกว่ายอดขายรวมตลอดเทศกาล Double 11 ของปีก่อน
ในส่วนของแบรนด์ต่างประเทศ มีแบรนด์สินค้านำเข้าที่เข้าร่วมเทศกาล Double 11 เป็นครั้งแรกมากกว่า 1,300 แบรนด์ โดยมีแบรนด์ใหม่ 16 แบรนด์ อาทิ COVERNAT และ bioisland สามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า 1 ล้านหยวนอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน สินค้าใหม่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโต โดยมีสินค้าใหม่จำนวน 102 รายการที่สามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า 10 ล้านหยวน และอีก 1,113 รายการที่มียอดขายเกิน 1 ล้านหยวน ตัวอย่างเช่น ร้านค้าอย่างเป็นทางการของ Apple บน Tmall เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคใช้คูปองส่วนลดกับการซื้ออุปกรณ์เสริม iPhone เป็นครั้งแรก ส่งผลให้หัวชาร์จรุ่น 40W มียอดขายเกิน 10 ล้านหยวน ขณะที่เสื้อแจ็กเก็ตกีฬารุ่น CrossChill รุ่นใหม่ของแบรนด์ lululemon ได้รับความนิยมตั้งแต่เริ่มวางจำหน่าย และสามารถสร้างยอดขายเกิน 10 ล้านหยวน



นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มสินค้าใหม่จำนวน 228 กลุ่มมีอัตราการเติบโตมากกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และในจำนวนนี้มี 117 กลุ่มที่เติบโตมากกว่าร้อยละ 100 โดยกลุ่มคอมพิวเตอร์ AI PC มีอัตราการเติบโตในชั่วโมงแรกมากกว่าร้อยละ 300 ขณะที่สินค้าในกลุ่ม AI Token ซึ่งเปิดจำหน่ายในเทศกาล Double 11 เป็นครั้งแรก มียอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 450 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
แพลตฟอร์ม Douyin
Douyin E-commerce ใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศการค้าออนไลน์ผ่านวิดีโอสั้นและการถ่ายทอดสด (Livestreaming) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตให้แก่สินค้าใหม่และผู้ประกอบการรายใหม่ โดยได้เปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานในช่วงเริ่มต้นของเทศกาล Double 11 ปี 2569 ระหว่างวันที่ 15-18 ตุลาคม พบว่า จำนวนร้านค้าที่มียอดขายเกิน 100 ล้านหยวนจากการได้รับแรงสนับสนุนผ่านคูปองส่วนลดของแพลตฟอร์ม เพิ่มขึ้นร้อยละ 200 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกัน จำนวนอินฟลูเอนเซอร์ (KOL) ที่เข้าร่วมเทศกาล Double 11 เป็นครั้งแรก และสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า 1 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของการตลาดผ่านผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์และการถ่ายทอดสดในการขยายตลาดสินค้าใหม่ โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและแบรนด์ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาด
แพลตฟอร์ม JD.com
JD.com ให้ความสำคัญกับการเปิดตัวสินค้าใหม่ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการพัฒนาประสบการณ์การซื้อสินค้า โดยมีแบรนด์ชั้นนำหลายราย อาทิ Apple Huawei Hisense Bosideng และ Feihe เข้าร่วมเปิดตัวสินค้าใหม่บนแพลตฟอร์มในช่วงเทศกาล Double 11
นอกจากนี้ JD Auction ยังนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ อาทิ หุ่นยนต์ส่วนบุคคลที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ ซึ่งได้รับการนำเสนอว่าเป็นหุ่นยนต์ประเภทดังกล่าวรุ่นแรกของโลก ขณะที่แอปพลิเคชัน JoyAI ได้เปิดตัวบริการมนุษย์ดิจิทัล AI ที่รองรับการแนะนำและเลือกซื้อสินค้าผ่านวิดีโอแบบเรียลไทม์ เพื่อยกระดับประสบการณ์การซื้อสินค้าออนไลน์


ในส่วนของธุรกิจอีคอมเมิร์ซผ่านการถ่ายทอดสด (Livestreaming E-commerce) ผู้ประกอบการและบริษัทที่ให้บริการด้านการตลาดก็เพิ่มการลงทุนในการนำ AI มาใช้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น บริษัท YaoWang Technology ซึ่งได้นำเทคโนโลยี CarryGo World Model มาใช้ในเทศกาล Double 11 ปีนี้ เพื่อยกระดับบทบาทของ AI จากเครื่องมือช่วยปฏิบัติงานทั่วไปไปสู่การเป็นผู้ช่วยบริหารจัดการธุรกิจในรูปแบบดิจิทัล (Digital Business Assistant) โดยนำ AI มาใช้ในกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างครอบคลุม ทั้งการถ่ายทอดสด การผลิตเนื้อหา การวางแผนและดำเนินกิจกรรมทางการตลาด ตลอดจนการบริหารจัดการแบรนด์
นายเจียง ฮั่น ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การเปิดตัวสินค้าใหม่ผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซมีข้อได้เปรียบเหนือการเปิดตัวสินค้าในรูปแบบออฟไลน์แบบดั้งเดิม 3 ประการ ได้แก่
ประการแรก สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง เนื่องจากไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่หรือพื้นที่จัดงาน ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าใหม่สามารถเผยแพร่ไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องจัดกิจกรรมเปิดตัวหรือจัดแสดงสินค้าในหลายพื้นที่
ประการที่สอง สามารถรับข้อมูลตอบกลับจากตลาดได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากแพลตฟอร์มสามารถรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนผู้เข้าชม การคลิกสินค้า อัตราการเปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นผู้ซื้อ ตลอดจนพฤติกรรมและแนวโน้มการซื้อของผู้บริโภค ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาปรับปรุงสินค้าและกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างทันท่วงที
ประการที่สาม มีต้นทุนในการดำเนินกิจกรรมต่ำกว่า เนื่องจากไม่จำเป็นต้องรับภาระค่าเช่าพื้นที่จัดงาน ค่าบูธแสดงสินค้า และค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมสถานที่ในรูปแบบออฟไลน์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กมีโอกาสเข้าถึงช่องทางการเปิดตัวสินค้าและทรัพยากรทางการตลาดได้มากขึ้น
การที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ต่างให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจการเปิดตัวสินค้าใหม่ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการสนับสนุนและกำหนดทิศทางเชิงนโยบายของภาครัฐจีนอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์จีนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 7 หน่วยงาน ได้ออกเอกสาร “ความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินมาตรการส่งเสริมการขยายตัวและยกระดับการบริโภคสินค้า” (关于推动商品消费扩容升级的实施意见) โดยกำหนดแนวทางส่งเสริมการสร้างแบรนด์สินค้า สนับสนุนการจัดกิจกรรมเปิดตัวสินค้าใหม่ การเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ และการจัดแสดงสินค้าเป็นครั้งแรก ตลอดจนสนับสนุนให้ผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศพัฒนาแบรนด์ของตนเองให้มีความเข้มแข็ง
ต่อมา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 กระทรวงพาณิชย์จีนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 7 หน่วยงาน ได้ออกประกาศ “ว่าด้วยการดำเนินมาตรการส่งเสริมอีคอมเมิร์ซคุณภาพ 5 ประการ” (关于实施品质电商“五优”行动的通知) เพื่อยกระดับคุณภาพการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซของจีน โดยมีสาระสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้
มาตรการที่ 1 ส่งเสริมคุณภาพของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
สนับสนุนให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ ปรับปรุงกฎระเบียบและระบบการดำเนินงานของแพลตฟอร์มให้มีความโปร่งใส ตลอดจนพัฒนาระบบตรวจสอบและควบคุมคุณภาพสินค้าตลอดห่วงโซ่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค
มาตรการที่ 2 ยกระดับคุณภาพของผู้ประกอบการ
สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซ พัฒนาแบรนด์สินค้า และยกระดับมาตรฐานการผลิตและการให้บริการ รวมถึงส่งเสริมการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ และสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีศักยภาพให้สามารถขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรการที่ 3 ส่งเสริมให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ
จัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคสินค้าคุณภาพผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมสนับสนุนการเชื่อมโยงช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ รวมถึงส่งเสริมการให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคและพัฒนาบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค
มาตรการที่ 4 ส่งเสริมอีคอมเมิร์ซภายใต้กรอบความร่วมมือเส้นทางสายไหมให้แข่งขันด้วยคุณภาพ
ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ สนับสนุนการพัฒนาแบรนด์ “Silk Road Cloud Products” หรือ “สินค้าคุณภาพเส้นทางสายไหมออนไลน์” ตลอดจนสนับสนุนการเปิดตัวสินค้า การเปิดตัวคอลเลกชัน และการจัดแสดงสินค้าคุณภาพสูงจากต่างประเทศเป็นครั้งแรก รวมถึงการพัฒนาช่องทาง “National Pavilion + Livestreaming” หรือ “พาวิลเลียนแห่งชาติควบคู่กับการถ่ายทอดสด” และการส่งเสริมแนวคิด “หนึ่งประเทศ หนึ่งสินค้าฮิต” (One Country One Best-selling Product)
มาตรการที่ 5 พัฒนามาตรฐานและระบบกำกับดูแลเพื่อรักษาคุณภาพในระยะยาว
ปรับปรุงมาตรฐานการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ลดการแข่งขันที่ไม่เหมาะสม เช่น การแข่งขันตัดราคาและการมุ่งเสนอราคาต่ำที่สุดในตลาด ตลอดจนปราบปรามการสร้างยอดขายหรือรีวิวปลอม และส่งเสริมการกำกับดูแลตนเองของภาคธุรกิจ เพื่อให้การพัฒนาอีคอมเมิร์ซมีคุณภาพและยั่งยืน
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ได้มีการจัดประชุมสุดยอดประจำปีของ AliExpress ประจำปี 2569 และการประชุมผู้ประกอบการเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเทศกาล Double 11 ณ เมืองเซินเจิ้น โดย AliExpress ร่วมกับ Tmall ประกาศเปิดตัว “แผนส่งเสริมการเติบโตของแบรนด์จีนในตลาดโลก” (China Brand Global Growth Plan) อย่างเป็นทางการ โดยมุ่งเชื่อมโยงศักยภาพด้านการบริหารแบรนด์และฐานลูกค้าภายในประเทศของ Tmall เข้ากับเครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐานด้านการตลาดระหว่างประเทศของ AliExpress
แผนดังกล่าวมุ่งสนับสนุนแบรนด์ชั้นนำ แบรนด์สินค้าเทคโนโลยี AI และผู้ประกอบการโรงงานที่มีศักยภาพ ให้สามารถขยายธุรกิจจากตลาดภายในประเทศไปสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การประชุมดังกล่าวยังสะท้อนถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน (Cross-border E-commerce) ซึ่งเดิมอาศัยความได้เปรียบด้านราคาต่ำและปริมาณสินค้าที่หลากหลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน แต่ปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การแข่งขันที่ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ การบริหารธุรกิจในตลาดท้องถิ่น การนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของประเทศปลายทางมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันและรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดโลกในอนาคต
ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก สคต. ณ เมืองหนานหนิง จากแนวโน้มการจัดกิจกรรมเทศกาล ช้อปปิ้ง Double 11 ในปี 2569 พบว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซจีนกำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันจากการเน้นลดราคาและส่งเสริมการขายเป็นหลัก ไปสู่การให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าใหม่ นวัตกรรม และการสร้างแบรนด์ในระยะยาว ขณะเดียวกัน ภาครัฐจีนยังมีนโยบายสนับสนุนการยกระดับคุณภาพของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะการสนับสนุนสินค้าคุณภาพสูงจากต่างประเทศให้มีโอกาสเปิดตัวและจัดแสดงเป็นครั้งแรกในตลาดจีน รวมถึงการพัฒนาช่องทางการจำหน่ายในรูปแบบ “National Pavilion + Livestreaming” และการส่งเสริมสินค้าเด่นจากแต่ละประเทศให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
แนวโน้มดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการนำสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดจีน ตลอดจนสร้างการรับรู้และพัฒนาแบรนด์ให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาแนวทางดำเนินธุรกิจที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้
1. มุ่งเน้นคุณภาพสินค้า ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมและการออกแบบ: ผู้บริโภคจีนให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า ส่วนประกอบและวัตถุดิบ การออกแบบ บรรจุภัณฑ์ ตลอดจนประสบการณ์ในการใช้งานมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) การปรับปรุงสูตรผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคจีน รวมถึงการสร้างจุดเด่นและความแตกต่างของสินค้า นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้า การรับรองที่เกี่ยวข้อง การขึ้นทะเบียน และการปฏิบัติตามกฎระเบียบการนำเข้าของจีนอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือให้แก่แบรนด์ในระยะยาว
2. สร้างความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีน: ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน อาทิ Tmall Douyin และ JD.com เพื่อเป็นช่องทางในการเปิดตัวสินค้าใหม่และขยายตลาด โดยอาจร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (KOL) หรือผู้ดำเนินรายการถ่ายทอดสดที่มีฐานผู้ติดตามตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขายและกิจกรรมเปิดตัวสินค้าใหม่ของแพลตฟอร์ม
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรนำข้อมูลจากแพลตฟอร์มมาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ทั้งด้านความสนใจ การเข้าชมสินค้า การตัดสินใจซื้อ และความคิดเห็นหลังการซื้อ เพื่อนำมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์และวางแผนการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดจีนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
3. มุ่งทำตลาดผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย: ผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และกลุ่มชนชั้นกลางรุ่นใหม่ ให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล คุณค่าทางวัฒนธรรม และประสบการณ์ในการบริโภคมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรนำจุดเด่นของสินค้าและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า
นอกจากนี้ ควรพัฒนาสินค้าและเนื้อหาทางการตลาดที่เหมาะกับการเผยแพร่และแบ่งปันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยนำเสนอเอกลักษณ์ของสินค้าไทยและวิถีชีวิตแบบไทย (Thai Lifestyle) ให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้บริโภครุ่นใหม่ เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ มากกว่าการมุ่งเน้นการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของตลาดอีคอมเมิร์ซจีนและการเติบโตของเศรษฐกิจการเปิดตัวสินค้าใหม่ เป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและยกระดับสินค้าไทยให้มีมูลค่าเพิ่ม อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ตลาดจีนในปัจจุบันจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า การสร้างแบรนด์ การเลือกช่องทางการตลาดที่เหมาะสม และการทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดดังกล่าว ก็จะมีโอกาสพัฒนาแบรนด์สินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับและสามารถแข่งขันในตลาดจีนได้อย่างยั่งยืน
-------------------------------------------------------------------
แหล่งที่มา https://www.163.com/dy/article/LA83UVPH0514R9OJ.html
https://mp.weixin.qq.com/s/g-nyfpKbsc1nBKUWpiopsw
https://mp.weixin.qq.com/s/feMGe7Wb9z6gM_RGN5rhQA
https://mp.weixin.qq.com/s/7n7GxJb5TFO92W3qbQNcdg
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569