fb
โอกาสและสิ่งท้าทายของไทยหลังอิสราเอลออกนโยบายปฎิรูประเบียบและพิธีการนำเข้า  ภายใต้นโยบาย “What is Good for Europe” และ “What is Good for the US” - is Good for Israel

โอกาสและสิ่งท้าทายของไทยหลังอิสราเอลออกนโยบายปฎิรูประเบียบและพิธีการนำเข้า ภายใต้นโยบาย “What is Good for Europe” และ “What is Good for the US” - is Good for Israel

โดย
Natthapong
ลงเมื่อ 18 สิงหาคม 2569 20:44
สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ (อิสราเอล) (TTC, Tel Aviv (Israel))
1

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2026 รัฐสภาอิสราเอล (Knesset) ได้มีมติเห็นชอบในวาระที่ 2 และ 3 เพื่อประกาศใช้กฎหมายปฏิรูปพิธีการที่เกี่ยวข้องกับด้านมาตรฐานสินค้าและการนำเข้า ฉบับประวัติศาสตร์ “What is Good for the US – is Good for Israel” (Amendment No. 21 to the Standards Law) ซึ่งเป็นการขยายผลสำเร็จมาจากนโยบาย "What is Good for Europe– is Good for Israel " ที่บังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 ก่อนหน้านี้นั้น

 

หลักการสำคัญ: อนุญาตให้ผู้นำเข้าและผู้ผลิตสามารถเลือกใช้ช่องทาง "American Track" ในการนำเข้า ผลิต หรือวางจำหน่ายสินค้าในอิสราเอลได้โดยตรง หากสินค้านั้นผ่านมาตรฐานข้อกำหนดของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (US Federal Regulation) โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจความสอดคล้องกับมาตรฐานท้องถิ่นของสถาบันมาตรฐานอิสราเอล (SII) ที่ซ้ำซ้อนอีกต่อไป

 

กรอบเวลา: กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในต้นปี 2027 โดยระยะแรกจะครอบคลุมกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก/ทารก (ของเล่น รถเข็น ขวดนม) และกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักล้าง/สารทำความสะอาด

 

1. วิเคราะห์กลุ่มสินค้าที่ไทย "ได้เปรียบเชิงกลยุทธ์" (Advantageous Sectors)

กลุ่มสินค้าที่ผู้ผลิตไทยมีความพร้อมสูง ผ่านมาตรฐานหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (US Federal Regulation) มายาวนาน และมีศักยภาพในการขยายส่วนแบ่งตลาดในอิสราเอลผ่านระบบ American Track มีดังนี้

 

1.1 กลุ่มผลิตภัณฑ์ซักล้างและสารทำความสะอาด (Detergents & Cleaning Products)

สถานะ: ได้เปรียบสูง (High Advantage) เนื่องจากเป็นสินค้ากลุ่มแรกที่จะเปิดเสรีในต้นปี 2027

จุดแข็งของไทย: โรงงานไทยผ่านมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (US EPA) อยู่แล้ว มีความยืดหยุ่นในการผลิตสูตรออร์แกนิกและ Eco-friendly ที่ตลาดอิสราเอลระดับบนกำลังต้องการ

คู่แข่งสำคัญ ได้แก่ 

กลยุทธ์ของสินค้าไทย: ใช้ข้อเสนอแนะด้านราคาที่เป็นมิตรมากกว่ายุโรป (Price Competitiveness) แต่ชูใบรับรองมาตรฐานสหรัฐฯ เพื่อตัดหน้าสินค้าจีนและอินเดียที่ยังไม่ผ่านมาตรฐานสหรัฐ

 

1.2 กลุ่มของเล่นและผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก (Toys & Baby Products)

สถานะ: ได้เปรียบ/มีโอกาสเติบโต (Moderate-High Advantage) เช่น ครอบคลุมขวดนม จุกนม รถเข็น และของเล่นเด็กที่ทำจากไม้

จุดแข็งของไทย: ผู้ประกอบการไทยมีความเชี่ยวชาญในการผลิตสินค้ากลุ่มนี้ตามมาตรฐานคณะกรรมการความปลอดภัยสินค้าอุปโภคบริโภคสหรัฐฯ (US CPSC) และ ASTM มาอย่างต่อเนื่อง สินค้าไทยมีภาพลักษณ์ดีในเรื่องวัสดุปลอดสารพิษ (BPA Free)

คู่แข่งสำคัญ ได้แก่ 

  • จีน: ครองแชมป์วอลลุ่มสินค้าของเล่นเด็กราคาถูกในตลาดอิสราเอล

  • โปแลนด์ และ เช็ก: เป็นฐานผลิตหลัก (OEM) ของแบรนด์ของเล่นเด็กชื่อดังจากยุโรป ส่งเข้าอิสราเอลด้วยระยะทางที่ใกล้กว่า

กลยุทธ์สินค้าไทย: ผู้นำเข้าอิสราเอลจะสลับมาใช้เกณฑ์ของสหรัฐฯ เพื่อความรวดเร็วในการเดินพิธีการ สินค้าไทยต้องรีบชูความน่าเชื่อถือของผลทดสอบแล็บที่สหรัฐฯ รับรอง เพื่อชิงพื้นที่ในกลุ่มตลาด "ของเล่นปลอดภัยเกรดพรีเมียม" ซึ่งได้มาร์จิ้นสูงกว่าสินค้าจีน

 

2. วิเคราะห์กลุ่มสินค้าที่ไทย "เสียเปรียบเชิงโครงสร้าง" (Disadvantageous Sectors)

กลุ่มสินค้าที่แม้ระบบจะเปิดเสรีตามมาตรฐานสหรัฐฯ แต่ไทยยังคงติดข้อจำกัดด้านอื่น ๆ ที่ทำให้เสียเปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ดังนี้

 

2.1 กลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคแบรนด์ใหญ่ (Mass-Market Consumer Goods)

สถานะ: เสียเปรียบ (Disadvantage)

เหตุผล: การยอมรับมาตรฐาน "What is Good for the US" จะทำให้อิสราเอลสามารถนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค     แบรนด์ดังระดับโลกของสหรัฐฯ (เช่น แชมพู ยาสีฟัน สบู่ แบรนด์ยักษ์ใหญ่) เข้ามาได้โดยตรงและมีราคาถูกลงมากจากซัพพลายเชนที่สั้นลง

คู่แข่งสำคัญ: 

  • สหรัฐอเมริกา (โดยตรง) รวมถึงเครือข่ายค้าปลีกข้ามชาติที่นำเข้าจากยุโรปตะวันออก เช่น โรมาเนีย และ โปแลนด์

  • คู่แข่งในเอเชีย: เวียดนาม (ได้เปรียบทางภาษีจาก VIFTA) และ ฟิลิปปินส์ (ต้นทุนค่าแรงต่ำกว่าไทยในการผลิต)

ทางรอดของไทย: หลีกเลี่ยงการแข่งกับแบรนด์ใหญ่ในสหรัฐฯ และหันไปจับตลาด Niche Market เช่น สบู่สมุนไพรพรีเมียม, สปาโปรดักส์ หรือสินค้าที่มีนวัตกรรมเฉพาะตัวแทน

 

2.2 กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมหนักและวัสดุก่อสร้าง (Heavy Industrial Goods)

สถานะ: เสียเปรียบอย่างรุนแรง (Severe Disadvantage) (เช่น เหล็กเส้น สายไฟ ท่ออุตสาหกรรม)

เหตุผล: สินค้ากลุ่มนี้มีน้ำหนักมากและมีค่าระวางเรือขนส่ง (Freight Cost) สูงมาก ระยะทางจากไทยไปอิสราเอลไกลเกินไปเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายล้อม

คู่แข่งสำคัญ: โปแลนด์, โรมาเนีย, เช็ก และตุรกี

ผลกระทบ: แม้ไทยจะมีมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ดี แต่คู่แข่งในยุโรปตะวันออกสามารถผลิตสินค้า Dual-Standard (ผ่านมาตรฐานทั้งยุโรปและสหรัฐฯ) และจัดส่งทางบกหรือทางเรือระยะสั้นสู่อิสราเอลได้เร็วกว่าและต้นทุนถูกกว่าไทยอย่างมหาศาล

 

ตารางประเมินโอกาสของ 10 กลุ่มสินค้าสำคัญของไทยในตลาดอิสราเอล

กลุ่มสินค้า

ประเมินโอกาสทางการตลาด

มุมมอง สคต. / คำแนะนำผู้ส่งออกไทย

1. ข้าว

โอกาสสูง

American Track ไม่กระทบโดยตรง เพราะอาหารได้รับการยกเว้น ควรเร่งขยายตลาด Thai Hom Mali, Jasmine, Sticky Rice, Parboiled และสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพ

2. อาหารและเกษตรแปรรูป *

โอกาสสูง

เป็นจุดแข็งของไทย ควรเน้น อาหารพร้อมรับประทาน ซอส เครื่องปรุง กะทิ อาหารทะเล ผลไม้กระป๋อง และพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาด Kosher

3. เครื่องดื่ม *

โอกาสสูง/ปานกลาง

มีโอกาสจากความนิยม Asian/Thai products แต่ต้องตรวจข้อกำหนดด้านอาหาร ฉลาก และส่วนประกอบเป็นรายสินค้า ไม่ควรพึ่งความได้เปรียบด้านมาตรฐานเพียงอย่างเดียว

4. เคมีภัณฑ์/พลาสติก/ยาง

ต้องปรับตัว

บางสินค้าอาจได้รับผลจากการเปิดตลาดตามมาตรฐานต่างประเทศ ควรใช้ ISO/มาตรฐานสากล + Technical Documentation เป็นจุดขาย และให้ importer ตรวจ HS Code ก่อน

5. เครื่องจักร/วัสดุอุตสาหกรรม

ต้องปรับตัว

ต้องแข่งขันกับสินค้าสหรัฐฯ/EU ที่มี regulatory pathway ชัดเจนกว่า ควรเน้น ราคา + คุณภาพ + After-sales + Technical Support

6. ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์

เฝ้าระวังสูง

เป็นกลุ่มที่ควรตรวจเป็นรายมาตรฐาน เพราะการเปิด American/European regulatory routes อาจเพิ่มทางเลือกให้ importer และการแข่งขันจาก US/EU มากขึ้น ควรเตรียม CE/IEC/UL/FCC ตามความเหมาะสม

7. ยานยนต์/ชิ้นส่วน

โอกาสยังดี แต่แข่งขันสูง

ตัวรถยนต์ถูกยกเว้นจาก American Track โดยตรง แต่ต้องพิจารณากฎยานยนต์เฉพาะและการแข่งขันจากประเทศอื่นเป็นรายสินค้า ไทยควรเน้น OEM/Replacement Parts และ EV-related components

8. สินค้าอุปโภคบริโภค

เสี่ยงสูง

เป็นกลุ่มที่ควรระวังมากที่สุด โดยเฉพาะ ของเล่น ของใช้เด็ก เครื่องครัว Household และสินค้า Lifestyle เพราะ American Track ระยะแรกครอบคลุมสินค้าหลายรายการ ทำให้คู่แข่งจาก US/Israel มีทางเลือกด้าน regulatory มากขึ้น 

9. เครื่องสำอาง/สุขภาพ/Spa

โอกาส + ต้องปรับตัว

ไทยมีจุดขายด้าน Thai Spa, Natural/Herbal, Wellness แต่ต้องตรวจข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละสินค้า ควรเน้นมาตรฐานสากลและ branding มากกว่าการแข่งขันราคา

10. วัตถุดิบ/สินค้าขั้นกลาง

ต้องปรับตัว

มีโอกาสใน B2B หากมีคุณภาพและราคาที่แข่งขันได้ แต่ importer จะมีทางเลือกมากขึ้น ควรเน้น คุณภาพสม่ำเสมอ, specification, certification และ supply reliability

หมายเหตุ * สินค้ากลุ่มนี้ ยังต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน Kosher ตามหลักศาสนายูดาห์หรือยิวด้วย

 

ความเห็นของ สคต.

 

สคต.เทลอาวีฟเห็นว่า ผู้ส่งออกไทยควรใช้โอกาสจากการปฏิรูปการนำเข้าของอิสราเอล โดยเร่งขยายตลาดในสินค้าที่ไทยมีจุดแข็งและมีความแตกต่าง เช่น ข้าว อาหารแปรรูป เครื่องปรุง ผลไม้ อาหารทะเล และสินค้า Wellness ขณะเดียวกัน ก็ควรเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและเอกสารสำหรับสินค้าอุตสาหกรรม โดยตรวจสอบข้อกำหนดเป็นรายสินค้าและทำงานร่วมกับผู้นำเข้าอิสราเอลตั้งแต่ต้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และลดความเสียเปรียบจากคู่แข่งโดยเฉพาะ สหรัฐฯ และยุโรป ที่ได้ประโยชน์จากนโยบาย “What is Good for Europe – Good for Israel”  และ “What is Good for the US – is Good for Israel” ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า ในเรื่องมาตรฐานสินค้านั้น อิสราเอลกำลังเปลี่ยนจากเดิมที่ “ต้องใช้มาตรฐานอิสราเอล” ไปสู่ “การยอมรับมาตรฐานต่างประเทศที่กำหนดไว้” โดยเริ่มจาก มาตรฐาน EU และขยายมาเป็น มาตรฐานของสหรัฐฯ (US) ซึ่งรัฐบาลอิสราเอลเชื่อมั่นว่า นโยบายนี้จะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าและเพิ่มการแข่งขันภายในประเทศ จนส่งผลดีต่อผู้บริโภคทั่วไป ที่จะได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้นในราคาที่ต่ำลงและมีความหลากหลายของรายการสินค้ามากขึ้นด้วย

 

ทั้งนี้ จากการศึกษาและติดตามข้อมูลจากรายงานของรัฐบาลอิสราเอลและ OECD ที่อิสราเอลเป็นสมาชิดในเรื่องดังกล่าวพบว่า การปฏิรูปฯ ตามนโยบาย “What is Good for Europe – Good for Israel” สามารถลดต้นทุนการนำเข้าได้จริงในทางปฏิบัติ โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงานข้างต้น สรุปได้ตังต่อไปนี้

 

  1. ก่อนเริ่มปฏิรูป กระทรวงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอิสราเอล ประเมินว่า นโยบายนี้จะช่วยลด ต้นทุนของผู้นำเข้าได้ประมาณ 8–12% โดยเฉพาะต้นทุนด้านการปฏิบัติตามมาตรฐานและขั้นตอนทางเทคนิคต่างๆ ซึ่งหลังใช้จริงประมาณ 18 เดือน รัฐบาลได้รับรายงานว่า ภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกฎระเบียบในการนำเข้าลดลงของอิสราเอล โดยเห็นได้จากจำนวนผู้นำเข้าที่ใช้ช่องทางพิธีการนำเข้าผ่าน “EU track” ตามนโยบายนี้ มีจำนวนมากถึง 90% ของผู้นำเข้าที่นำเข้าสินค้ามายังอิสราเอลผ่านช่องทางดังกล่าว

  2. มีข้อมูลพบว่า นโยบายนี้มีผลให้ ราคาสินค้าที่ขายปลีกกับผู้บริโภคในตลาดอิสราเอลลดลง เช่น เครื่องล้างจาน ลดลง 45%,เครื่องอบผ้า ลดลง 34%, เครื่องซักผ้า ลดลง 24%, และ เครื่องดูดฝุ่น ลดลง 10% เป็นต้น

  3. จำนวนผู้นำเข้ารายใหม่ที่นำเสนอสินค้าใหม่ในตลาดเพิ่มขึ้น เช่น เครื่องดูดฝุ่น +35%, เครื่องชงกาแฟ +26%, ของเล่น +20%, รถเข็นเด็ก +15% ซึ่งสะท้อนว่าการลด regulatory barriers ทำให้เกิดผู้เล่น (ผู้นำเข้า) รายใหม่เข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น

  4. ในการสำรวจของกระทรวงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของอิสราเอล (Ministry of Economy and Industry) พบว่า 92% ของผู้นำเข้าที่ใช้ช่องทางพิเศษจากนโยบายนี้ ระบุว่า นโยบายนี้ส่งผลดีต่อธุรกิจ เช่น ลดต้นทุน ลดภาระด้านกฎระเบียบ เพิ่มรายการสินค้าได้มากขึ้น และเปิดโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการรายใหม่ 

 

ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il 

 

ที่มา

1. Knesset – รัฐสภาอิสราเอล

2. Ministry of Economy and Industry – กระทรวงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอิสราเอล

3. State Comptroller of Israel – สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐอิสราเอล

4. OECD – Economic Survey: Israel 2025

แปล_วิเคราะห์_2026__Aug_ข่าว5-“What is Good for Europe” และ “What is Good for the US” - is Good for Israel.pdf
Share :
Instagram