fb
เวียดนามเร่งขับเคลื่อนตลาดสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  แม้ยังเจออุปสรรคต้นทุนสูงและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี

เวียดนามเร่งขับเคลื่อนตลาดสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แม้ยังเจออุปสรรคต้นทุนสูงและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี

โดย
Tran
ลงเมื่อ 12 กันยายน 2568 11:20
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
87

เนื้อข่าว 

ผู้บริโภคเวียดนามมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญและเต็มใจจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green products) แต่การขยายตลาดให้กว้างขึ้นยังคงเผชิญข้อจำกัดสำคัญ เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง วัตถุดิบและเทคโนโลยีที่จำกัด รวมถึงกระบวนการผลิตที่เข้มงวด ส่งผลให้ราคาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงกว่าสินค้าดั้งเดิม (Traditional products) ที่คุ้นเคยและมีราคาต่ำกว่าอย่างชัดเจน

image.png

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรซองฮง (Song Hong Agricultural Cooperative)ซึ่งผลิตหลอดจากผักที่มีคุณสมบัติเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อสุขภาพ แต่ด้วยต้นทุนที่สูงทำให้สินค้าส่วนใหญ่ต้องส่งออกไปยังตลาดประเทศพัฒนาแล้ว เช่น เยอรมนี สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขณะที่ตลาดในประเทศยังมีอุปสรรคเรื่องราคาซึ่งเกินกำลังซื้อของผู้บริโภคส่วนใหญ่ ทั้งที่เวียดนามมีการบริโภคหลอดมากถึง 5,300 ล้านชิ้นต่อปี หากเพียงร้อยละ 1–2 รั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมย่อมสร้างผลกระทบอย่างรุนแรง แต่ความนิยมในสินค้าประเภทนี้ยังคงถูกจำกัด

สถานการณ์เดียวกันยังพบในผลิตภัณฑ์อื่น เช่น น้ำยาล้างจานของบริษัท Fuwa Biotech ที่ใช้เอนไซม์ธรรมชาติจากเปลือกสับปะรด แม้จะมีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยและลดการใช้สารเคมี แต่ราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไป 2–3 เท่า ทำให้ขยายตลาดได้ยาก เช่นเดียวกับในอุตสาหกรรมแฟชั่นที่บริษัท Faslink ซึ่งดำเนินรูปแบบธุรกิจแฟชั่นที่ยั่งยืน (Sustainable fashion model) มากว่า 15 ปี ยังคงเผชิญอุปสรรคด้านราคา แม้จะเปิดตัวผ้าจากเส้นใยใบสับปะรด แต่ต้องรักษาระดับราคาสูงจากต้นทุนด้านการวิจัย การทดสอบ และการผลิต

ผลสำรวจของ Deloitte Vietnam ชี้ว่า แม้ผู้บริโภคเวียดนามกว่าร้อยละ 50 แสดงความสนใจในสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 30 ที่พร้อมจะจ่ายเงินเพิ่ม ตัวเลขนี้สะท้อนถึงช่องว่างระหว่างความตระหนักรู้และการลงมือปฏิบัติในพฤติกรรมการบริโภคที่ยั่งยืน

การผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเผชิญความท้าทายที่สำคัญจากต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นสูง กระบวนการผลิตที่เข้มงวด และความต้องการวัตถุดิบสะอาด ซึ่งทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงดำเนินการผลิตได้เพียงในวงจำกัด ไม่กล้าขยายขนาดเต็มรูปแบบเนื่องจากความกังวลด้านผลกำไรและการแข่งขันในตลาด แม้จะมีนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ข้อจำกัดเหล่านี้ยังคงเป็นอุปสรรคหลัก

ในอุตสาหกรรมแฟชั่น บริษัท Faslink ได้ชี้ให้เห็นถึงความยากลำบากในการพัฒนานวัตกรรมจากวัสดุรีไซเคิล เช่น ผ้าจากเปลือกกล้วยหรือการเพาะเห็ดจากปุ๋ยหมัก ที่ยังคงติดอยู่ในขั้นทดลองหรือการผลิตขนาดเล็ก เพราะขาดเทคโนโลยีที่เหมาะสมและความร่วมมือในระบบห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน

ด้านการรีไซเคิลพลาสติก บริษัทข้ามชาติ เช่น Unilever, Coca Cola, Suntory PepsiCo และ Nestlé พยายามสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยการเก็บและนำพลาสติกกลับมารีไซเคิลเป็นบรรจุภัณฑ์ แต่ต้นทุนการรีไซเคิลยังสูงกว่าพลาสติกใหม่ถึงร้อยละ 20–30 เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเก็บ คัดแยก และแปรรูป รวมถึงข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี กรณีของบริษัท Duy Tan Recycling ก็พบต้นทุนสูงในสัดส่วนเดียวกัน โดยเสนอว่าการสร้างความตระหนักในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางจะช่วยลดต้นทุนแปรรูป และส่งผลให้ราคาสินค้าขั้นสุดท้ายเป็นมิตรต่อผู้บริโภคมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นตรงกันว่าความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ หน่วยงานเก็บและรีไซเคิล ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และภาครัฐ คือกุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เติบโตได้อย่างแท้จริง ในระยะยาว เทคโนโลยีถือเป็นปัจจัยหลักในการลดต้นทุน ทำให้ราคาสอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค และขยายการเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น

อย่างไรก็ตาม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเงินทุนและทรัพยากร จึงมีข้อเสนอให้รัฐกำหนดนโยบายเฉพาะเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านการเงิน การวิจัย และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการพัฒนา 

แม้จะเผชิญความท้าทายทั้งด้านราคา เทคโนโลยี และวัตถุดิบ แต่ความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ และสังคม ยังคงมุ่งสู่เป้าหมายร่วมในการสร้างเศรษฐกิจที่สะอาดและยั่งยืน ความเห็นพ้องและความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงเปิดโอกาสใหม่ในการพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเวียดนามสู่สังคมที่สะอาด งดงาม และเกื้อกูลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง

(แหล่งที่มา https://thesaigontimes.vn/ ฉบับวันที่ 7 กันยายน 2568)

วิเคราะห์ผลกระทบ

เวียดนามกำลังเผชิญกับการเติบโตอย่างเด่นชัดของกระแสการบริโภคอย่างยั่งยืนและการใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงการตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นในสังคม ผู้บริโภคจำนวนมากหันมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์รักษ์โลก ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องแต่งกาย ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ แนวโน้มดังกล่าวยังเป็นแรงผลักดันให้หลายธุรกิจลงทุนวิจัยและพัฒนาสินค้านวัตกรรมเพื่อรองรับความต้องการที่ขยายตัว อย่างไรก็ดี ราคาที่สูงกว่าสินค้าทั่วไปยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้การขยายตลาดในวงกว้างยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเต็มศักยภาพ

รายงานของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ระบุว่า ระหว่างปี 2564–2566 ความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในเวียดนามเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยประมาณสองในสามของผู้บริโภคยินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้นเพื่อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในภาคครัวเรือน แต่ยังขยายไปสู่ธุรกิจค้าปลีกและบริการ เช่น ร้านอาหารและซูเปอร์มาร์เก็ต ที่นำทางเลือกใหม่ ๆ อาทิ หลอดกระดาษ หลอดจากข้าว ถ้วยที่ทำจากกากอ้อย และถุงย่อยสลายได้มาใช้ แม้จะมีต้นทุนสูงกว่า แต่กลับช่วยสร้างภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในสายตาผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ระดับการนำไปปฏิบัติจริงยังคงจำกัด สะท้อนถึงช่องว่างระหว่างการตระหนักรู้กับการลงมือทำ ผู้ผลิตจำนวนมากต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูง เทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ยาก และข้อจำกัดด้านเงินทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีความเปราะบาง การผลิตส่วนใหญ่จึงยังอยู่ในระดับทดลองหรือการผลิตขนาดเล็ก ไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมเชิงโครงสร้างได้ในวงกว้าง

ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เติบโตอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต พร้อมกันนั้น ภาครัฐควรมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น ผ่านการสนับสนุนทางการเงิน มาตรการจูงใจด้านภาษี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการรีไซเคิล ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในมิติทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถือเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มศักยภาพของภาคการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะสู่ตลาดพัฒนาแล้วที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม หากเวียดนามไม่สามารถลดต้นทุนการผลิตและเร่งพัฒนาโครงสร้างสนับสนุนที่จำเป็นได้อย่างทันท่วงที อาจส่งผลให้ประเทศสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมดำเนินไปอย่างล่าช้า ไม่ครอบคลุม และเพิ่มความเหลื่อมล้ำระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับ SMEs

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

เวียดนามกำลังเผชิญกับการเติบโตอย่างโดดเด่นของกระแสการบริโภคอย่างยั่งยืนและการใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงการตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคม ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้นต่อผลิตภัณฑ์รักษ์โลกในหลายหมวดหมู่ ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องแต่งกาย ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ แนวโน้มดังกล่าวทำให้ภาคธุรกิจจำนวนมากเร่งลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การนำไปปฏิบัติจริงยังคงจำกัดอยู่ โดยผู้ผลิตส่วนใหญ่ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนสูง การเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำกัด และข้อจำกัดทางการเงิน โดยเฉพาะในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีความเปราะบาง ทำให้การผลิตจำนวนมากยังอยู่ในระดับทดลองหรือขนาดเล็ก ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้อย่างกว้างขวาง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและยกระดับประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต พร้อมกับการสนับสนุนเชิงรุกจากภาครัฐ ทั้งด้านมาตรการทางการเงิน สิทธิประโยชน์ทางภาษี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านรีไซเคิล และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับผู้ประกอบการไทย กระแสความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในเวียดนามถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสเชิงกลยุทธ์ การที่ผู้บริโภคเวียดนามมีแนวโน้มยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้นเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและยั่งยืน เปิดโอกาสให้สินค้าไทยที่มีคุณภาพ เช่น บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ วัสดุรีไซเคิล หรือผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ สามารถเข้าสู่ตลาดได้มากขึ้น โดยเฉพาะหากสามารถนำเสนอราคาที่สมเหตุสมผลและเข้าถึงได้ ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันที่สำคัญ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ที่สะท้อนถึงความยั่งยืน โดยเน้นการสื่อสารคุณค่าและประโยชน์ที่เหนือกว่าด้านราคา ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยต่อสุขภาพ การรักษาสิ่งแวดล้อม หรือความรับผิดชอบต่อสังคม การสร้างการรับรู้เชิงบวกเช่นนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการขยายส่วนแบ่งตลาดในเวียดนามได้อย่างยั่งยืน

News 8 - 12 September - VN green product costs and market prices-edit.pdf
Share :
Instagram