
ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) เปิดเผยว่า การเงินโอนกลับประเทศของแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ (Overseas Filipino Workers: OFWs) ในปี 2568 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากโบนัสปลายปีและการใช้จ่ายในช่วงเทศกาล ส่งผลให้ยอดเงินโอนทั้งปีสูงกว่าที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า
การเงินโอนผ่านระบบธนาคาร (Cash Remittances) ในเดือนธันวาคม 2568 มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.52 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 จาก 3.38 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2567 ส่งผลให้ยอดเงินโอนทั้งปี 2568 อยู่ที่ 3.56 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 จาก 3.45 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 และนับเป็นระดับการโอนเงินกลับรายปีสูงที่สุดและยังสูงกว่าที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) คาดการณ์ไว้ โดย ณ ไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 คาดการณ์ว่าจะขยายตัวร้อยละ 3 ต่อปี และคาดว่ายอดเงินโอนในปี 2569 จะอยู่ที่ 3.66 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับแหล่งที่มาหลักของเงินโอนในปี 2568 มาจากสหรัฐอเมริกา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 39.7 ของยอดรวมการโอนทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ สิงคโปร์ (ร้อยละ 7.3) ซาอุดีอาระเบีย (ร้อยละ 6.6) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 5.0) และสหราชอาณาจักร (ร้อยละ 4.6)
นาย Jonathan L. Ravelas ที่ปรึกษาอาวุโสของ บริษัท Reyes Tacandong & Co. ระบุว่า การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของยอดการโอนในเดือนธันวาคม 2568 ทำให้ยอดทั้งปีทำสถิติสูงสุด โดยมีผลมาจากโบนัสปลายปีและการใช้จ่ายช่วงเทศกาล พร้อมทั้งสะท้อนถึงความยืดหยุ่นของการจ้างงานแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ แม้เผชิญความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยประเมินว่าเงินโอนกลับในปี 2568 ช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ราว 50 จุดพื้นฐาน (basis points) ทั้งนี้ เงินโอนดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 7.3 ของ GDP และร้อยละ 6.4 ของรายได้ประชาชาติรวม (Gross National Income: GNI) ซึ่งช่วยสนับสนุนการบริโภค ภาคที่อยู่อาศัย และภาคบริการ แม้เศรษฐกิจในปี 2568 จะขยายตัวเพียงร้อยละ 4.4 อย่างไรก็ตาม ยังเห็นว่า ข้อเสนอการจัดเก็บภาษีร้อยละ 1 สำหรับเงินโอนจากสหรัฐฯ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการขยายตัวของเงินโอนเงินกลับ แม้มาตรการดังกล่าวจะไม่กระทบกระแสเงินโอนในทันที แต่ต้นทุนที่สูงขึ้นอาจทำให้การโอนผ่านระบบทางการชะลอลงและมีผลต่อแนวโน้มในระยะยาว
นาง Domini S. Velasquez หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ China Banking Corp. กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนธันวาคม 2568 เกิดจากปัจจัยตามฤดูกาล ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น และความเป็นไปได้ที่มีการเร่งโอนเงินล่วงหน้าก่อนการบังคับใช้กฎหมาย One Big Beautiful Act ในเดือนมกราคม 2569 นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินเปโซในเดือนธันวาคม 2568 ยังช่วยกระตุ้นให้แรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศเร่งโอนเงินกลับประเทศเพื่อใช้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน และมีข้อสังเกตว่า โครงสร้างแหล่งที่มาของเงินโอนกลับมีการเปลี่ยนแปลง โดยเงินโอนจากยุโรปและโอเชียเนียเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 สะท้อนถึงตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งและรายได้ที่เพิ่มขึ้นของแรงงานฟิลิปปินส์ในภูมิภาคดังกล่าว
นาย John Paolo Rivera นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน Philippine Institute for Development Studies (PIDS) เห็นพ้องกับปัจจัยตามฤดูกาลเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกระแสเงินทุนไหลเข้า และระบุว่าสถิติสูงสุดในเดือนธันวาคม 2568 ยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของการจ้างงานในต่างประเทศ และความต้องการแรงงานฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะในภาคสาธารณสุข การเดินเรือ และภาคบริการ โดยการขยายตัวของเงินโอนกลับทั้งปีช่วยพยุงเศรษฐกิจ จากการชะลอตัวของการลงทุนและข้อจำกัดด้านการใช้จ่าย ผ่านการสนับสนุนการบริโภคภาคครัวเรือน อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดเก็บภาษีเงินโอนจากสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มดังกล่าวในระยะยาว เนื่องจากต้นทุนการโอนที่สูงขึ้นทำให้จำนวนเงินสุทธิที่ส่งกลับประเทศลดลง ซึ่งอาจกระทบต่อการบริโภคและเสถียรภาพของค่าเงินเปโซ แม้ผลกระทบจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปเนื่องด้วยหลายครัวเรือนยังพึ่งพาเงินโอนกลับเป็นหลัก
ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ระบุว่า ผู้ให้บริการโอนเงินหลายแห่งในต่างประเทศดำเนินการผ่านธนาคารคู่ค้า (Correspondent bank) ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐฯ ทำให้เงินโอนผ่านผู้ให้บริการเหล่านี้ถูกบันทึกตามประเทศที่สำนักงานตั้งอยู่ ไม่ใช่ประเทศต้นทางที่แท้จริง ดังนั้น สหรัฐฯ จึงมักปรากฏเป็นแหล่งเงินโอนหลัก ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของเงินโอนผ่านระบบธนาคารยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินโอนส่วนบุคคล (Personal Remittances) ซึ่งรวมถึงเงินสดที่โอนผ่านธนาคาร ช่องทางอย่างไม่เป็นทางการ และเงินโอนในรูปแบบสิ่งของก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในเดือนธันวาคม 2568 เงินโอนส่วนบุคคลอยู่ที่ 3.89 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 จาก 3.73 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2567 ส่งผลให้ยอดเงินโอนส่วนบุคคลทั้งปี 2568 อยู่ที่ 3.96 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 จาก 3.83 หมื่อนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 และนับเป็นสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน
ที่มา: หนังสือพิมพ์ Manila Bulletin
บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น
รายได้จากการส่งเงินกลับประเทศของแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ (OFWs) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เนื่องจากเป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศที่ช่วยสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ เสริมสร้างสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ โดยฟิลิปปินส์นับเป็นประเทศที่พึ่งพารายได้จากแรงงานย้ายถิ่นฐานมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2568 เงินโอนผ่านระบบธนาคาร (Cash Remittances) ในเดือนธันวาคมมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.52 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 จาก 3.38 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2567 ส่งผลให้ยอดเงินโอนรวมทั้งปี 2568 อยู่ที่ 3.56 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 จาก 3.45 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 และนับเป็นระดับการโอนเงินกลับประเทศรายปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ ยอดเงินโอนรวมทั้งปี 2568 ยังสูงกว่าที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) คาดการณ์ไว้ โดย ณ ไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 คาดการณ์ว่าจะเติบโตร้อยละ 3 ต่อปี และคาดว่าในปี 2569 ยอดเงินโอนจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.66 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ แหล่งที่มาของเงินโอนในปี 2568 ส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 39.7 แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังคงแข็งแกร่ง และเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจฟิลิปปินส์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายการส่งออกไปยังตลาดฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ ควรติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจและประเมินสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนและปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจให้เหมาะสมต่อไป