fb
แคนาดากับระเบียบการค้าโลกใหม่ ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ
โดย
Petra
ลงเมื่อ 05 กุมภาพันธ์ 2569 01:16
สคต. ณ นครแวนคูเวอร์ (แคนาดา) (TTC, Vancouver (Canada))
25

นับตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มว่าจะเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ อันเนื่องมาจากการกล่าวสุนทรพจน์ของนายมาร์ค คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ในการประชุม World Economic Forum (WEF) เมืองดาวอสเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อแทบจะทั้งโลก เพราะอาจถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำระดับประเทศขนาดใหญ่ออกมาวิจารณ์ถึงนโยบายการต่างประเทศของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อย่างตรงไปตรงมาในแบบไม่เกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

รวมถึงการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายมาร์ก คาร์นีย์ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการค้าหลังความตึงเครียดระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมายาวนาน ซึ่งสะท้อนทิศทางนโยบายของแคนาดาที่มุ่งกระจายความเสี่ยงทางการค้าและเสริมบทบาทในระเบียบการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ คู่ค้าและพันธมิตรอันดับหนึ่ง สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดภายใต้นโยบายการค้าที่กดดันและไม่แน่นอน จนแคนาดาไม่สามารถพึ่งพาโครงสร้างการค้าเดิมได้อีกต่อไป

นายคาร์นีย์ อดีตผู้ว่าการทั้งธนาคารกลางอังกฤษและธนาคารกลางแคนาดา ชนะการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วด้วยการชูนโยบายการสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ เพื่อช่วยแคนาดารับมือกับมาตรการทางภาษีและคำขู่เรื่องการผนวกแคนาดาของผู้นำทรัมป์ ดังนั้นแล้ว การสร้างพันธมิตรและหุ้นส่วนทางการค้าใหม่ ๆ จึงกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนมากขึ้นสำหรับแคนาดาในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ผู้นำแคนาดายังระบุว่า แคนาดากำลังผลักดันบทบาทในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ควบคู่ไปกับสหภาพยุโรปที่เร่งเดินหน้าสำหรับความพยายามในการกระจายความเสี่ยงทางการค้าเช่นกัน โดยได้ลงนามข้อตกลงกับกลุ่มการค้าอเมริกาใต้ “เมอร์โคซูร์” ภายหลังการเจรจาที่ยืดเยื้อมานานถึง 25 ปี รวมไปถึงปิดข้อตกลงการค้ากับประเทศอินโดนีเซียในเดือนกันยายน 2568  และการปรับปรุงข้อตกลงการค้ากับเม็กซิโก

ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปยังได้กลับมาเปิดการเจรจาความตกลงทางการค้ากับประเทศคู่ค้าสำคัญหลายแห่ง อาทิ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินเดีย สะท้อนให้เห็นถึงการปรับยุทธศาสตร์เชิงรุกของประเทศเศรษฐกิจหลักในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าใหม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการค้าโลกในปัจจุบัน

ปัจจุบัน แคนาดายังคงพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก โดยมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นเกือบร้อยละ 70 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด นายปริ๊นซ์ โอวูซู นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Export Development Canada ระบุว่า หากแคนาดามีเป้าหมายลดการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ลงร้อยละ 10 ประเทศจะต้องเพิ่มการส่งออกไปยังจีน เยอรมนี ฝรั่งเศส เม็กซิโก อิตาลี และอินเดียเป็นสองเท่า หรือหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพใกล้เคียงกันเพื่อมาทดแทน

นอกจากการเยือนจีนครั้งล่าสุดแล้ว นายคาร์นีย์ยังได้เดินทางเยือนกาตาร์ โดยกล่าวว่าการดำเนินความร่วมมือนี้ถือเป็นบทใหม่ในความสัมพันธ์ทวิภาคี  นอกจากนี้ แคนาดายังได้สรุปข้อตกลงการค้ากับเอกวาดอร์และอินโดนีเซีย และลงนามข้อตกลงด้านการลงทุนกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ด้านนายมานินเดอร์ ซิดดู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของแคนาดา กล่าวว่า ขั้นต่อไปแคนาดาจะมุ่งเน้นการเจรจาการค้ากับฟิลิปปินส์ ไทย กลุ่มเมอร์โคซูร์ ซาอุดีอาระเบีย รวมถึงอินเดีย และยังมีแผนเดินทางเยือนอินเดียเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตและกลับมาเจรจาความตกลงทางการค้าร่วมกันอีกครั้ง

ความเห็น/ข้อเสนอแนะสคต. แม้แคนาดากำลังเร่งสร้างพันธมิตรและข้อตกลงการค้ากับหลายประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ แต่ก็ต้องระมัดระวังการพึ่งพาจีนมากเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาว อย่างไรก็ดี การเปิดเจรจากับคู่ค้าใหม่ๆ ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทยและอาเซียน โดยเฉพาะในสาขาอาหารและเกษตรแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่ม พลังงานสะอาด ซึ่งแคนาดามีแนวโน้มเพิ่มการนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงพึ่งพาซัพพลายเออร์จากสหรัฐฯ เพียงตลาดเดียว ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการอาจต้องเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากประเทศคู่ค้าใหม่ของแคนาดา และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และความยั่งยืนที่เข้มงวดมากขึ้น

 

ที่มาhttps://www.reuters.com/world/china/canadas-carney-aims-lead-new-global-trading-order-less-reliant-us-2026-01-20/ 

Share :
Instagram