
เวียดนามมุ่งมั่นเร่งพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า

การส่งเสริมการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่ได้เป็นเพียงแนวโน้มของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระดับโลกเท่านั้น หากแต่ยังถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของเวียดนามในการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี พัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเสริมสร้างบทบาทของประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างยั่งยืนอีกด้วย
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การเพิ่มสัดส่วนการผลิตภายในประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี ลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ และสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตสีเขียวของเวียดนามในระยะยาว
ท่ามกลางความผันผวนของในตลาดพลังงานโลกและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดจึงกลายเป็นวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญ ทั้งในมิติของความมั่นคงด้านพลังงาน การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
นาย Pham Van Quan รองผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ระบุว่า ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่คือ “ระบบนิเวศอุตสาหกรรมสมัยใหม่” ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเปรียบเทียบว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ต่างจากวิวัฒนาการจากโทรศัพท์มือถือแบบเดิมสู่สมาร์ตโฟน ซึ่งเป็นกระแสที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ในปี 2568 เวียดนามได้จัดทำมาตรฐานและข้อกำหนดทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับสถานีชาร์จ อุปกรณ์ชาร์จ และแบตเตอรี่แล้วรวม 28 ฉบับ และคาดว่ากรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม EV อย่างเป็นระบบ
ในด้านการผลิต ภายในช่วงปลายปี 2568 รถยนต์ไฟฟ้าของ VinFast มีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศประมาณร้อยละ 60 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80 หลังโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในจังหวัดฮาติ๋ง (Ha Tinh) เปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบ สะท้อนถึงศักยภาพของเวียดนามในการพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำและเทคโนโลยีหลักด้วยตนเอง
ปัจจุบัน เวียดนามสามารถพัฒนาและมีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีสำคัญหลายด้านของยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีมูลค่าสูงที่สุดของรถยนต์ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน โครงการลงทุนใหม่ต่างมุ่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตเทคโนโลยีแบตเตอรี่ภายในประเทศให้แตะระดับร้อยละ 80–90 ในอนาคต
เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติแบบดั้งเดิมที่มีสัดส่วนการผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศเพียงร้อยละ 10–15 แม้ดำเนินธุรกิจในเวียดนามมานานหลายทศวรรษ ความก้าวหน้าของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ภายในประเทศจึงสะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมและความมุ่งมั่นในการครอบครองเทคโนโลยีขั้นสูงของเวียดนามอย่างชัดเจน
นาย Hoang Ha ผู้อำนวยการ VinFast Electric Motorcycles Vietnam กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายในการพัฒนาระบบนิเวศการคมนาคมสีเขียวอย่างครบวงจร ผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จกว่า 150,000 แห่ง และระบบจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อทำให้การเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องง่าย สะดวก และเป็นรูปธรรมสำหรับประชาชนมากยิ่งขึ้น
ในเชิงนโยบาย กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามได้ออกมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรม EV อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกฤษฎีกาฉบับที่ 205/2025/ND-CP ซึ่งแก้ไขหลักเกณฑ์การพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ที่ดิน และค่าเช่า เพื่อจูงใจการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
มาตรการดังกล่าวถือเป็นชุดสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมและเข้มข้นที่สุดของเวียดนามในปัจจุบัน โดยผู้ประกอบการสามารถได้รับการยกเว้นภาษีในช่วง 4 ปีแรก และลดหย่อนภาษีต่อเนื่องอีก 9 ปี ขณะเดียวกัน บริษัทต่างชาติที่ต้องการรับสิทธิประโยชน์จำเป็นต้องมีบริษัทเวียดนามอย่างน้อยหนึ่งแห่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน และผลิตภัณฑ์ที่จะได้รับการสนับสนุนต้องมีองค์ประกอบด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับสูง ไม่ใช่เพียงการประกอบชิ้นส่วนทั่วไป
นาย Vo Tri Thanh ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยกลยุทธ์ด้านแบรนด์และการแข่งขัน มองว่า การพัฒนาอุตสาหกรรม EV ของเวียดนามไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการเพิ่มกำลังการผลิต แต่ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก อาทิ วิศวกรรมความแม่นยำ ซอฟต์แวร์อัจฉริยะ และเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความสามารถในการแข่งขันระยะยาว เขายังเสนอว่า เวียดนามควรดำเนินนโยบายอย่างสมดุลทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ โดยในด้านอุปทาน ภาครัฐควรสนับสนุนผู้ประกอบการให้ยกระดับขีดความสามารถและเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น “Go Global” ขณะที่ด้านอุปสงค์ จำเป็นต้องเร่งขยายตลาดภายในประเทศให้มีขนาดใหญ่เพียงพอรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมสนับสนุนภายในประเทศ
ด้วยเป้าหมายการจัดทำกรอบกฎหมายสำหรับโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 เวียดนามกำลังวางรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียว และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม
(จาก https://vneconomy.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงานอย่างชัดเจน การผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของรถยนต์ แต่คือการวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ทั้งด้านเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และความมั่นคงทางพลังงาน โดยเวียดนามไม่ได้มุ่งเป็นเพียงฐานประกอบรถยนต์ แต่กำลังพยายามพัฒนา เทคโนโลยีหลักด้วยตนเอง โดยเฉพาะแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม EV ในอนาคต โดยการกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนต้องเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเวียดนามในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งถือเป็นแนวทางสร้างการถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและ ความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการไทย เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรม EV ในเวียดนามจะสร้างความต้องการชิ้นส่วน วัตถุดิบ เทคโนโลยี ระบบซอฟต์แวร์ โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมสนับสนุนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านชิ้นส่วนยานยนต์ พลาสติก ยาง แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ และระบบอัตโนมัติ มีโอกาสเข้าไปเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานใหม่ของเวียดนามได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน หากผู้ประกอบการไทยยังคงพึ่งพาอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปแบบเดิมเพียงอย่างเดียว อาจเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันในระยะยาว เนื่องจากเวียดนามกำลังเร่งสร้างระบบนิเวศ EV อย่างครบวงจรและได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง ดังนั้น การติดตามนโยบาย EV ของเวียดนาม การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และการปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมครั้งใหญ่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ