
แม้เราต่างทราบกันดีว่า“เพชร”คืออัญมณีที่ทรงคุณค่ามากที่สุดในโลก และถือเป็นความใฝ่ฝันของใครหลาย ๆ คนที่อยากจะได้มาครอบครอง แต่แนวโน้มเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้การซื้อขายสินค้าอัญมณีมูลค่าสูงอย่างเพชรได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากข้อมูลพบว่าในปีพ.ศ.2568 ตลาดซื้อขายเพชรแท้ในประเทศจีนเผชิญกับแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง ตลอดจนการเติบโตของสินค้าเครื่องประดับอัญมณีทดแทน อาทิ เพชรสังเคราะห์ หรือ ทองคำ ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมของตลาดเพชรแท้มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอัญมณีประเภทเพชรแท้ในระดับราคาปานกลางถึงสูงซึ่งมีความต้องการในตลาดที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

จากข้อมูลผลสำรวจพบว่า มีเพียง 38% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ที่มองว่าตลาดโดยรวมมีแนวโน้ม เชิงบวก ขณะที่ 26% เห็นเพียงว่าตลาดมีความทรงตัว ส่วนแนวโน้มผลกระทบจากเทศกาลหรือวันสำคัญยังคงมีผลเชิงบวกต่อยอดขาย และถือเป็นช่วงกอบโกยของวงการซื้อขายตลาดเพชรแท้ในระดับทหนึ่ง โดยคิดเป็น 38% ของความคิดเห็นทั้งหมด และอีก 29% มองว่าเทศกาลมีอิทธิพลในระดับคงที่ แม้ว่ายอดการบริโภคในช่วงเทศกาลจะช่วยพยุงสมดุลของตลาดเพชรแท้ไว้ได้ แต่อย่างไรก็ตามบรรยากาศของตลาดเพชรแท้ยังคงเป็นที่น่าจับตามองอย่างต่อเนื่อง

อ้างอิงจากผลสำรวจอัตราความนิยมการซื้อเครื่องประดับเพชรแท้ พบว่าช่วงโอกาสที่การซื้อ-ขายเครื่องประดับเพชรแท้ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ งานพิธีหมั้น งานแต่งงาน วันครบรอบ เทศกาลชีซี (七夕节) หรือ วันวาเลนไทน์ของจีน ซึ่งตรงกับวันที่ 7 เดือน 7 ตามปฏิทินจีน และ เทศกาลอู่เอ้อหลิง (520) ตรงกับวันที่ 20 พฤษภาคมของทุกปี โดยชื่อเทศกาลล้อเสียงภาษาจีนมาจากคําว่า "หว่ออ้ายหนี่" มีความหมายว่า "ฉันรักคุณ" ถือเป็นวันแห่งการบอกรักของชาวจีน) ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงที่สุดคือ แหวนเพชร ขณะที่ สร้อยคอ ต่างหู และกำไล ก็มีความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ สำหรับช่วงราคาเครื่องประดับเพชรแท้ที่เป็นที่นิยม ผู้บริโภคกว่า 60% มักพึงพอใจในช่วงราคาที่ไม่เกิน 10,000 หยวน (45,400 บาท) โดยมีบางส่วนอีก 35% ที่พึงพอใจในช่วงระหว่าง 10,001–30,000 หยวน (45,404-136,200 บาท) ในขณะที่สินค้าที่มีราคามากกว่า 30,000 หยวน (136,200 บาท) ขึ้นไป มีสัดส่วนความต้องการเพียง 4% ของตลาดเท่านั้น ในแง่รูปแบบสินค้า เพชรขนาด 0.5–1 กะรัต ยังคงได้รับความนิยมสูงสุดกว่า 81% ส่วนเพชรขนาด 1–2 กะรัตขึ้นไป มีความต้องการน้อยกว่ามาก รูปแบบการฝังเพชรแบบหลายเม็ด อาทิ แบบสามเม็ด (Three-stone) แบบฮาโล (Halo) และแบบกลุ่ม (Cluster) เป็นที่ชื่นชอบที่สุด ในขณะที่ แบบเพชรเม็ดเดียว (Solitaire) มีเพียง 18% เท่านั้น

ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันและความท้าทายในตลาดเพชรแท้ ขณะเดียวกัน แนวโน้มความสนใจของผู้บริโภคได้เปลี่ยนทิศทางไปสู่สินค้าประเภทอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ ทองคำ ไข่มุก หยก ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของค่านิยมผู้บริโภคยังเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันต่อการเติบโตของตลาดเพชรแท้ในอนาคต นอกจากนี้ ความนิยมและการขยายตัวของตลาด “เพชรสังเคราะห์” หรือ “เพชรLab” (Lab-grown Diamonds) ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงอัตราการหมั้น/แต่งงานของผู้คนยุคใหม่ที่ลดลง ล้วนเป็นความท้าทายและอุปสรรคสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมเพชรต้องเผชิญในปัจจุบัน

จากข้อมูลผลสำรวจพบว่า วิธีการแก้ไขปัญหาด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีที่สุด คือการใช้ “เครื่องมือตรวจสอบเพชรแท้” (Diamond Testing Instruments) ที่มีอัตราการใช้งานสูงถึง 85% ในท้องตลาดการซื้อขายเพชรแท้ ซึ่งส่วนใหญ่มักนิยมใช้ในร้านค้าปลีก และกว่า 80% ของผู้ใช้งานเห็นว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยเสริมประสิทธิภาพทางธุรกิจ ทั้งในการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า ยกระดับความรู้ด้านอัญมณีของพนักงาน ทั้งยังเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือของผู้ขายอีกด้วย ในขณะเดียวกัน “เทคโนโลยีบล็อกเชน” (Blockchain) กำลังถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการค้าเพชรแท้อย่างแพร่หลาย โดยกว่า 53% ของผู้ประกอบการ ระบุว่าได้เริ่มใช้งานแล้ว โดยในกลุ่มดังกล่าวกว่า 82% เชื่อว่าบล็อกเชนมีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านการรับรองคุณภาพสินค้า การสร้างความไว้วางใจของผู้บริโภค การเพิ่มประสิทธิภาพของทีมขาย และการเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความเป็นสากลยิ่งขึ้น

แม้ตลาดจะอยู่ในช่วงปรับตัว แต่ผู้ประกอบการธุรกิจตลาดเพชรแท้ยังคงมีมุมมองเชิงบวก และระมัดระวังต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเกือบครึ่งหนึ่งคาดหวังว่าแนวโน้มของตลาดจะเปลี่ยนผันไปในระดับที่ดีขึ้น กลยุทธ์หลักในด้านการตลาดและการลงทุนจะมุ่งไปที่ การตลาดผ่านสื่อออนไลน์ (Content Marketing) ผสมผสานกับประสบการณ์หน้าร้าน (Offline Experience) เช่น การจัดกิจกรรมภายในร้าน การถ่ายภาพและแชร์ลงเพจร้านโดยพนักงานขาย เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้า เป็นต้น เบื้องต้นในระยะสั้น บริษัทส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าคงคลังที่มีอยู่โดยไม่เพิ่มการจัดซื้อใหม่ ส่วนการพัฒนาในระยะยาว จะมุ่งเน้นกลยุทธ์การเจาะตลาดลูกค้าระดับ พรีเมียม การยกระดับภาพลักษณ์ร้านและคุณภาพบริการ รวมถึงพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบในด้านการแข่งขันอย่างยั่งยืนต่อไป
ความเห็นสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน: ในช่วงปีพ.ศ. 2568 ตลาดเพชรแท้ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศจีน ได้เผชิญกับความท้าทายอย่างหนักจากปัญหาหลายปัจจัย ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับสามารถนำบทเรียนจากตลาดจีนมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจได้ เนื่องจากในยุคที่ผู้บริโภคต้องการความโปร่งใส ผู้ประกอบการอาจนำเทคโนโลยีตรวจสอบเพชรแท้ (Diamond Testing Instruments) มาประยุกต์ใช้ในร้านค้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า รวมถึงนำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้ในการตรวจสอบแหล่งที่มา ตลอดจนการรับรองคุณภาพสินค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าไทยในตลาดนานาชาติ
ในแง่การตลาดและการโฆษณาสินค้า จากผลสำรวจตลาดเพชรแท้ในประเทศจีนได้พิสูจน์แล้วว่า การตลาดยุคใหม่ไม่ควรพึ่งพาเพียงช่องทางใดช่องทางหนึ่ง ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้สื่อออนไลน์เพื่อสร้างฐานชื่อเสียงแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงง่าย พร้อมกับจัดกิจกรรมภายในร้าน เช่น เวิร์กช็อปออกแบบเครื่องประดับ หรือกิจกรรมถ่ายภาพแชร์ลงโซเชียลแลกกับสิทธิพิเศษ เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงและความประทับใจให้กับลูกค้า ทั้งยังช่วยให้เกิดการบอกต่อและกระจายข้อมูลในวงกว้าง
ถึงแม้ว่ากลุ่มผู้บริโภคในตลาดเพชรราคาสูงจะมีสัดส่วนไม่มาก แต่ก็ยังคงเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ผู้ประกอบการไทยควรยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ด้วยเอกลักษณ์ของงานฝีมือสกุลไทย เช่น การฝังเพชรอย่างประณีต การออกแบบร่วมสมัยที่ผสมผสานศิลปะไทย ตลอดจนการให้บริการออกแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Design) เพื่อสร้างคุณค่าและความแตกต่างที่คู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ และแม้ว่าตลาดเพชรแท้ทั่วโลกจะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค แต่สถานการณ์ดังกล่าวก็สามารถเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ปรับตัวและยกระดับสู่มาตรฐานสากลผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ หากผู้ประกอบการไทยสามารถผสมผสานการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้เข้ากับเสน่ห์ของงานฝีมือไทยได้อย่างลงตัว ย่อมจะสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันในตลาดโลก ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมเครื่องประดับและอัญมณีไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มีกำหนดจัดงานแสดงสินค้า Bangkok Gems & Jewelry ครั้งที่ 73 ในวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ 2569 และครั้งที่ 74 ในวันที่ 8-12 กันยายน 2569 ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญระดับนานาชาติที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้แสดงศักยภาพด้านการออกแบบ นวัตกรรม และคุณภาพของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยต่อไป เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพิ่มช่องทางการตลาด และเรียนรู้แนวโน้มความต้องการของตลาดโลก จะช่วยให้สามารถปรับกลยุทธ์และพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับทิศทางการค้า ตลอดจนยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืนในระดับสากล ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 1169 หรือเว็บไซต์ https://www.ditp.go.th/
https://mp.weixin.qq.com/s/hfQWyi34DsdYqmgIfLkEhQ
https://gimg2.baidu.com/
https://img0.baidu.com/
เรียบเรียงโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน
12 พฤศจิกายน 2568