
บริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านฟาร์มกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่ง (Offshore Wind Farm) ต่างก็เห็นว่า ความต้องการใช้พลังงานลมในทะเลเหนือและทะเลบอลติกกำลังประสบความเสี่ยงทางธุรกิจอย่างหนัก โดยเกิดจากปัญหาสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ (1) กระบวนการประมูลโครงการ และ (2) การวางแผนการใช้พื้นที่สำหรับติดตั้ง ซึ่งนาย Felipe Montero กรรมการผู้จัดการของบริษัท Iberdrola เยอรมนี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Handelsblatt ว่า เงื่อนไขสำหรับการประมูลพื้นที่สำหรับสร้างฟาร์มกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งจำเป็นต้องได้รับการ “ปฏิรูปขั้นพื้นฐาน” อย่างเร่งด่วน ซึ่งปัจจุบันบริษัทของเขาทำธุรกิจฟาร์มกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งในทะเลบอลติก 2 แห่ง ได้แก่ ฟาร์ม “Wikinger” และฟาร์ม “Baltic Eagle” หากมีคนสงสัยว่า ฟาร์มกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่ง (Offshore Wind Farm) คืออะไร สามารถอธิบาย ให้เข้าใจง่ายได้ว่า Offshore Wind Farm เป็นกลุ่มกังหันลมจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นเป็นกลุ่มในทะเลเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าสะอาดจากพลังงานลม โดยสมาพันธ์ผู้ผลิตพลังงานจากกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งเยอรมนี (BWO - Der Bundesverband Windenergie Offshore) เห็นด้วยกับความเห็นของ Montero นอกจากนี้ อุตสาหกรรม Offshore ยังได้รับการสนับสนุนเรื่องด้านข้อเรียกร้องดังกล่าวจากรัฐต่าง ๆ ที่มีชายฝั่งทะเลในเยอรมนีอีกด้วย อย่างไรก็ตามกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าวยังไม่เร่งรีบที่จะปฏิรูปแต่อย่างใด ซึ่ง Montero เตือนว่า หากเงื่อนไขการประมูลพื้นที่ติดตั้งไม่มีการเปลี่ยนแปลง อาจเสี่ยงที่จะไม่มีผู้เสนอราคาในการประมูลครั้งต่อไป โดยเขากล่าวว่า “หากไม่มีการออกแบบรูปแบบการประมูลที่น่าดึงดูดใจเกิดขึ้น กระบวนการประมูลอาจล้มเหลว ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาสำหรับผู้ผลิตสินค้า และชิ้นส่วนกังหันลมผลิตไฟฟ้าให้เราด้วย เพราะผู้ผลิตเองก็ต้องรักษาการใช้กำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน”
ในการเปิดประมูลพื้นที่ติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งเยอรมนีครั้งล่าสุดในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาผลปรากฏว่า ไม่มีบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจฟาร์ม Offshore ใดเลยเข้าร่วมประมูล ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ไม่มีบริษัทใดต้องการเผชิญกับสงครามการประมูลที่อาจสร้างความเสียหายทางธุรกิจอย่างร้ายแรงให้กับพวกเขา โดย ภายใต้การกำกับดูแลของพระราชบัญญัติพลังงานลมในทะเล (WindSeeG) พื้นที่ในเขตทะเลเหนือ และทะเลบอลติกฝั่งเยอรมนีจะถูกประมูลให้กับบริษัทที่เสนอราคาสูงสุด และมีขั้นตอนการประมูลกล่าวคือ (1) หากในรอบการประมูลพื้นที่ที่กำหนดครั้งแรก มีผู้ประมูลหลายรายยินดีรับอัตราค่าไฟฟ้าป้อนเข้า (Einspeisevergütung) จากพลังงานลมที่ราคาศูนย์ยูโรเซนต์ (Euro-Cent) ซึ่งหมายความว่า พวกเขาจะไม่ยอมรับเงินสนับสนุนอัตราค่าไฟฟ้าป้อนเข้าจากรัฐเลย ก็จะมีการประมูลรอบที่สองตามมา สำหรับการประมูลรอบที่สอง สัญญาจะถูกมอบให้กับมีบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจฟาร์ม Offshore ที่เสนอราคาที่ดีที่สุด หรือยินดีจ่ายเงินจำนวนสูงสุดให้กับประเทศ ในวงการอุตสาหกรรม Offshore เรียกเงินนี้ว่า “ค่าธรรมเนียมแรกเข้า” หรือ “ค่าปรับ” แน่นอนผู้ชนะจะต้องทำการตลาดหาทางจำหน่ายไฟฟ้าด้วยความเสี่ยงของตนเอง แบบไม่มี “เงินประกัน” จากรัฐบาลแม้แต่เซนต์เดียว ในอดีตบริษัทน้ำมันที่ร่ำรวยมหาศาลอย่างเช่น Total และ BP มักเป็นผู้ชนะในการประมูลเหล่านี้และผู้ผลิตไฟฟ้าแบบดั้งเดิมมักถอนตัวออกไปเนื่องจากจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้รัฐสูงมากเกินกว่าที่พวกเขาจะจัดสรรได้ อย่างไรก็ตาม การประมูลครั้งล่าสุดแม้แต่ Total และ BP บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันเองก็ยังปฏิเสธที่จะเข้าร่วมประมูลพื้นที่ติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งเยอรมนี
หากการดำเนินการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งหยุดชะงักลงจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พลังงานไฟฟ้าจากลมนอกชายฝั่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงาน (Energiewende) ของประเทศ เนื่องจากพลังงานไฟฟ้า Offshore เป็นเป้าหมายที่จะเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลัก หากไม่มีการขยายตัวกำลังการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมนอกชายฝั่งอย่างมีนัยสำคัญ เป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้อย่างน้อย 80% ภายในปี 2030 ก็ไม่น่าจะบรรลุผลได้ จากข้อมูลของหน่วยงานจัดสรรเครือข่ายแห่งเยอรมนี (Bundesnetzagentur) ในปี 2024 สัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 59% โดยพรรคร่วมรัฐบาลชุดก่อนได้เพิ่มเป้าหมายการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามแผนปัจจุบันที่ระบุไว้ว่า ภายในปี 2030 ในทะเลเหนือและทะเลบอลติกของเยอรมนีจะมีการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิต 30 กิกะวัตต์ (GW) และจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 GW ภายในปี 2035 และ 70 GW ภายในปี 2045 แต่ปัจจุบันกำลังการผลิตที่ติดตั้งแล้วอยู่ที่ 9.2 GW เท่านั้น เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพชัดเจนเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นกำลังการผลิต 70 GW นั้นเทียบเท่ากับกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ 70 แห่ง กระทรวงเศรษฐกิจฯ วางแผนที่จะดำเนินการเปิดการประมูลภายใต้เงื่อนไขเดิม ซ้ำอีกครั้งในปีหน้า หลังจากที่ไม่ประสบความสำเร็จในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในทางตรงกันข้ามการประมูลที่วางแผนไว้เดิมสำหรับปี 2026 จะถูกกระจายออกไปในอีกหลาย ๆ ปีถัดไป กระทรวงฯ ระบุในการตอบคำถามดังกล่าวว่า “เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างเครือข่ายสายไฟฟ้าออกไป”
ภาคอุตสาหกรรม Offshore ไม่คิดว่านี่เป็นความคิดที่ดี ในขณะที่ รัฐบาลของรัฐต่าง ๆ ที่มีชายฝั่งทะเลของเยอรมนีก็มีความกังวลเช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมฯ นาย Christian Meyer รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานฯ ของ Niedersachsen สังกัดพรรคยุค 90 พันธมิตรสีเขียว (Bündnis 90/Die Grünen) กล่าวว่า “การนำการประมูลที่ล้มเหลวแล้วครั้งหนึ่งมาทำซ้ำภายใต้เงื่อนไขเดิม ไม่น่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น” นาย Tobias Goldschmidt (พรรคสีเขียว) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานฯ ของ Schleswig-Holstein แนะนำให้ใช้รูปแบบการประมูลใหม่ภายในปี 2026 แทนที่จะพยายามใช้กระบวนการประมูลโครงการการวางแผนพื้นที่ติดตั้งวิธีเดิม ๆ ทั้งนาย Meyer และนาย Goldschmidt เชื่อว่า เครื่องมือที่เหมาะสมกว่าคือ สัญญาซื้อขายส่วนต่างทวิภาคี (CfDs - Contracts for Difference) ที่มีความยาวเพียง 2 หน้า ซึ่งภาคอุตสาหกรรม Offshore เองก็เห็นด้วยกับความคิดนี้เช่นกัน สัญญาซื้อขายส่วนต่างทวิภาคี (CfD) เป็นสัญญาที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับสากล วิธีการทำงาน CfDs สรุปได้ว่า สัญญาซื้อขายส่วนต่างแบบทวิภาคี หรือ CfD จะรับประกันราคาคงที่สำหรับไฟฟ้าที่ผลิตได้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้า หากราคาตลาดต่ำกว่าราคาประกันรัฐบาลจะจ่ายส่วนต่าง หากราคาสูงกว่าประกันผู้ผลิตไฟฟ้าต้องคืนรายได้ส่วนเกินให้กับรัฐบาล วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านรายได้ ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยควบคุมต้นทุนให้กับผู้บริโภค และรัฐบาล นาย Montero กล่าวว่า “CfD เป็นพื้นฐานที่มั่นคงช่วยให้ผู้ผลิตไฟฟ้ามันใจกับการตัดสินใจลงทุนมากขึ้น” กระทรวงเศรษฐกิจฯ ของรัฐบาลกลางก็มองว่า CfD เป็นทางออกหนึ่งของปัญหาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พวกเขาต้องการใช้เวลาในการพิจารณา โดยวางแผนที่จะปรับปรุงพระราชบัญญัติ WindSeeG ก่อนเปิดการประมูลใหม่ในปี 2027 ซึ่งกระทรวงฯ ระบุว่า การปรับปรุงนี้ยังรวมถึง “การบูรณาการกลไกการสนับสนุนและการฟื้นฟูผ่าน CfD ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบการประมูล” อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรม Offshore ต้องการความชัดเจนโดยเร็วที่สุด โดยนาย Stefan Thimm กรรมการผู้จัดการ BWO กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นว่า ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 ก็สามารถนำ CfD ไปปฏิบัติใช้กับการประมูลได้”ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ผู้ประกอบการฟาร์มกังหันลม Offshore เผชิญก็คือ พวกเขาเชื่อว่า แผนการจัดสรรใช้พื้นที่สำหรับติดตั้งจำกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เนื่องจากพื้นที่ที่มีอยู่ในปัจจุบันมีปริมาณจำกัด โดยการที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายการขยายกำลังการผลิตติดตั้ง (Installed Capacity) ให้ถึง 70 กิกะวัตต์ นั้น หน่วยงานการเดินเรือ และอุทกศาสตร์แห่งเยอรมนี (BSH - Bundesamt für Seeschifffahrt und Hydrographie) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมถูกวิจารณ์ว่า วางตำแหน่งพื้นที่ที่จัดสรรไว้สำหรับสร้างฟาร์มกังหันลมไว้ใกล้กันเกินไป นาย Thimm กล่าวว่า “แน่นอนการวางแผนการใช้พื้นให้มีประสิทธิภาพนั้นมีความสำคัญ แต่การใช้เกณ์อย่างกำลังการผลิตติดตั้งไม่ควรเป็นเกณฑ์เดียวในการวางแผน” แต่ควรเน้นไปที่การเพิ่มผลผลิตไฟฟ้าต่อกังหันลมแต่ละตัวด้วย เขากล่าวต่อว่า “ตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) กังหันลมต้องไม่ห่างกันมากเกินไป ดังนั้น BSH ต้องแก้ไขแผนการอนุญาติใช้พื้นที่ในการติดตั้งกังหันลมเสียใหม่” นอกจากนี้สมาพันธ์อุตสาหกรรมพลังงานและน้ำเยอรมนี (BDEW – Bundesverband der Energie- und Wasserwirtschaft) ระบุว่า ปัจจัยกำหนด (Parameter) ของการวางผังการใช้พื้นที่ และการออกแบบการประมูลราคาจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างครอบคลุม การปฏิบัติเยี่ยงนี้เท่านั้นจึงจะสามารถสร้าง (1) กรอบการลงทุนที่ทันสมัย และ (2) กรอบการแข่งขันในระดับสากล สำหรับการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่งเยอรมนีได้ ซึ่ง BSH เองก็ตระหนักถึงปัญหานี้ดี โดยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทาง BSH ได้เผยแพร่แผนการแก้ไขการพัฒนาพื้นที่ในทะเลเหนือ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่ดังกล่าวออกมา เมื่อไม่นานมานี้อุตสาหกรรม Offshore ก็ประสบความสำเร็จ และมีความคืบหน้าเล็กน้อยในเรื่องดังกล่าว โดยสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐสภาเยอรมันได้อนุมัติร่างกฎหมายในวาระที่สองและสามเรียบร้อย ซึ่งเป็นกฎหมายที่นำเอาหลักเกณฑ์ด้านพลังงานหมุนเวียนของสหภาพยุโรป (RED III) มาปรับใช้กับกฎหมายพลังงานลมในทะเล และโครงข่ายไฟฟ้าในภายในประเทศ โดยกฎหมายฉบับนี้ได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อกฎหมายต่าง ๆ ในพระราชบัญญัติพลังงานลมในทะเล (WindSeeG) หลายส่วน ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาในการดำเนินการสร้างฟาร์มกังหันลมในทะเลที่ถูกขยายออกไปเป็นสิบสองเดือน ซึ่งภาคอุตสาหกรรม Offshore ยินดีกับเรื่องนี้มาก อย่างไรก็ตามบริษัทต่าง ๆ เองก็ดำเนินการตามมาตรฐาน RED III ที่กำหนดไว้อยู่แล้วเพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิรูปการออกแบบการประมูล และการปรับปรุงแผนการใช้พื้นที่ไปพร้อม ๆ กัน ตามที่นาย Thimm กรรมการผู้จัดการ BWO กล่าวไว้ว่า นี่จะเป็น “ก้าวสำคัญที่จะสามารถคาดการณ์การขยายธุรกิจได้มากขึ้น ด้วยการออกแบบการประมูลที่ได้รับการปรับปรุง และการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในเวลาเดียวกันสิ่งนี้ยังสร้างเสถียรภาพให้กับห่วงโซ่อุปทานในการผลิตกังหันลมผลิตไฟฟ้าอีกด้วย”
จาก Handelsblatt 2 มกราคม 2569