
อัตราเงินเฟ้อของ สปป.ลาว ในเดือนมีนาคม 2026 พุ่งสูงถึง 9.7% จากวิกฤตพลังงานโลกที่ดันราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในทุกด้าน โดยเฉพาะค่าขนส่งและสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขดังกล่าวถือว่าสูงที่สุดในรอบ 11 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 ที่เคยอยู่ที่ 8.30% สถานการณ์เงินเฟ้อในปัจจุบันยังคงมีแนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยเดือนมีนาคม 2026 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 9.7% เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่อยู่เพียง 6.2% และเดือนมกราคม 5.1% ทำให้ค่าเฉลี่ยในไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 7.0% การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ขับเคลื่อนโดยหลายหมวดสินค้าและบริการสำคัญ โดยเฉพาะหมวดสินค้าอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้นถึง 39.8% จากราคาทองคำที่พุ่งสูง รองลงมาคือหมวดคมนาคมและขนส่งที่เพิ่มขึ้น 18.1% ตามด้วยหมวดที่อยู่อาศัย น้ำประปาและไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 17.2% รวมถึงหมวดสาธารณสุข การศึกษาและร้านอาหาร ที่ต่างปรับตัวสูงขึ้นทั่วหน้า เมื่อเทียบแบบเดือนต่อเดือน พบว่าราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3.2% ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน โดยรายการที่โดดเด่นที่สุด ได้แก่ ค่าน้ำมัน ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่ารถโดยสารแบบรถนอน รวมถึงสินค้าในชีวิตประจำวัน เช่น ยารักษาโรค ค่าแรงก่อสร้าง และเครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ นอกจากนี้ ตัวเลขในไตรมาสแรกยังสะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมากของค่าไฟฟ้าที่สูงถึง 115% และค่าน้ำประปา 43.7% รวมถึงค่ารักษาพยาบาลและค่าเรียนระดับอนุบาล ปัจจัยหลักเบื้องหลังวิกฤตราคาสินค้าในครั้งนี้ มาจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง ปรับตัวเพิ่มขึ้น 31% ถึง 49% ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์พุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว หรือมากกว่า 161% สำหรับน้ำมันดีเซล ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนมายังราคาน้ำมันภายในประเทศ ที่มีการปรับขึ้นถึง 7 ครั้งภายในเดือนเดียว ส่งผลให้น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นกว่า 110.6% และน้ำมันเบนซินธรรมดาเพิ่มขึ้น 80.2% เมื่อเทียบกับปลายเดือนกุมภาพันธ์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นนี้ส่งผลต่อเนื่อง ทำให้ค่าขนส่งสินค้าทุกประเภทแพงขึ้น เช่น น้ำดื่มถังใหญ่ที่ปรับราคา ค่ารถโดยสารทางไกลแบบรถนอนที่เพิ่มจาก 370,000 กีบ เป็น 500,000 กีบ รวมถึงค่าโดยสารเครื่องบินภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอีก 300,000 กีบต่อเที่ยวแม้ว่าสถานการณ์ราคาสินค้าจะมีแรงกดดันสูง แต่ท่ามกลางวิกฤตก็ยังมีสัญญาณเชิงบวกจากเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยค่าเงินกีบเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐและเงินบาท มีความผันผวนเพียงเล็กน้อย และยังคงรักษาระดับได้ตลอดไตรมาสนี้ ซึ่งช่วยเป็นกันชนสำคัญไม่ให้ราคาสินค้านำเข้าเพิ่มสูงขึ้นไปมากกว่านี้ โดยอัตราแลกเปลี่ยนยังคงอยู่ที่ประมาณ 21,400 กีบต่อดอลลาร์ และ 680 กีบต่อบาท การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินกีบจึงถือเป็นกุญแจสำคัญในขณะนี้ เพื่อช่วยควบคุมไม่ให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นไปมากกว่าผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกในปัจจุบัน
ที่มา: Laoxpert