
ในปี ค.ศ. 2025 ค่าใช้จ่ายด้านสังคมยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 6% เป็น 1.43 ล้านล้านยูโร ซึ่งข้อมูลนี้ปรากฏอยู่ใน “งบประมาณด้านสังคมปี 2025” ที่เผยแพร่โดยกระทรวงแรงงานและกิจการสังคมแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สัดส่วนของการใช้จ่ายด้านสังคมในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นอีก 0.7% ทำให้มีสัดส่วนอยู่ที่ 32% (ซึ่งตัวเลขที่เคยสูงกว่านี้ ก็เฉพาะในช่วงปีแรกที่มีการระบาดของ COVID-19 เท่านั้น) นั่นหมายความว่า เกือบหนึ่งในสามของ GDP ของเยอรมนี ถูกใช้ไปกับสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านสังคม อย่างเช่น เงินบำนาญ การดูแลสุขภาพ การดูแลระยะยาว และบริการที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเป็นตัวจุดประกายการถกเถียงเรื่องการปฏิรูประบบประกันสังคมในฤดูใบไม้ร่วงนี้ หลังจากปิดภาคเรียนฤดูร้อนรัฐบาลตั้งใจที่จะดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายด้านสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องบำนาญและการดูแลระยะยาว ค่าใช้จ่ายของรัฐสวัสดิการนั้นมาจากเงินของ 3 ฝ่าย คือ ผู้จ่ายเงินสมทบ(ลูกจ้าง) รัฐ และนายจ้าง โดยเงินสมทบประกันสังคมของนายจ้าง คิดเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด อยู่ที่ 34.5% เพิ่มขึ้น 0.3 จุด เมื่อเทียบกับปี 2024 สัดส่วนที่มาจากรัฐ ลดลง 0.6 จุด เหลือ 32.8% และสัดส่วนการเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ เงินสมทบที่ลูกจ้างต้องชำระ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 31%
รายการค่าใช้จ่ายทางสังคมที่ใหญ่ที่สุด 2 รายการ ได้แก่ (1) ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้สูงอายุและสามีหรือภรรยาผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่หลังจากที่คู่ชีวิตเสียชีวิตไปแล้ว และ (2) ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้เจ็บป่วยและคนพิการ แต่ละรายการคิดเป็นเงินประมาณ 564 พันล้านยูโร อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 7% เล็กน้อย เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายสำหรับผู้สูงอายุ (5%) รายการที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 คือ สวัสดิการสำหรับเด็ก ครอบครัวและการคลอดบุตร คิดเป็น 162 พันล้านยูโร ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.5% สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการเสียภาษีร่วมกันของคู่สมรส (Ehegattensplitting) ไม่ได้รวมอยู่ในที่นี้ เนื่องจากไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นสวัสดิการทางสังคม จากข้อมูลของสถาบันเศรษฐศาสตร์เยอรมนี (IW - das Institut der deutschen Wirtschaft) การเสียภาษีร่วมกันของคู่สมรส (Ehegattensplitting) ในปัจจุบันทำให้เยอรมนีต้องสูญเสียรายได้ประมาณ 25 พันล้านยูโรต่อปี โดยกว่า 90% ของคู่สมรสที่มีบุตรได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ ค่าใช้จ่ายด้านประกันการว่างงาน (Arbeitslosenversicherung) ก็เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน รวมเป็นเงินเกือบ 48 พันล้านยูโร นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายด้านประกันสุขภาพภาคบังคับ (GKV - gesetzliche Krankenversicherung) เพิ่มขึ้น 7.7% และประกันการดูแลเมื่อเจ็บป่วยระยะยาวที่ดำเนินการโดยรัฐ (Pflegeversicherung) เพิ่มขึ้น 11.2% ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม การใช้จ่ายด้านเงินสวัสดิการประเภทเงินช่วยเหลือประชาชน (Bürgergeld) ซึ่งได้รับการปฏิรูปในปีนี้ให้กลายเป็นเงินประกันรายได้ขั้นพื้นฐาน (Grundsicherung) แบบใหม่แทน ค่าใช้จ่ายในหมวดดังกล่าวก็ลดลง โดยลดลงจาก 58.2 พันล้านยูโรในปี 2025 เหลือ 57.5 พันล้านยูโร กระทรวงแรงงานและกิจการสังคมฯ อธิบายเรื่องนี้โดยระบุว่า จำนวนผู้รับสวัสดิการที่ยังมีศักยภาพ/มีกำลังในการทำงาน (erwerbsfähigen Leistungsempfänger หมายถึง คนที่ยังประกอบอาชีพอยู่ไม่ว่าจะเต็มเวลาหรือไม่เต็มเวลา แต่เงินก็ยังไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ยังต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐ) ลดลง 91,000 คน แม้ว่า ในตอนนี้เศรษฐกิจของประเทศจะอ่อนตัวอยู่ก็ตาม นอกจากนี้ ความพยายามในการผลักดันให้ผู้รับสวัสดิการเข้าสู่ตลาดแรงงานก็ประสบความสำเร็จมากขึ้นกว่าในอดีต
(แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือนสิงหาคม 2569)