
Credit: ภาพจากคลังสื่อสาธารณะของ Disney (https://press.disneyplus.com/about/logos?image_id=connected_devices_lockup_9092753f)
เนื้อหาสาระข่าว: ภายใต้การบริหารของ Josh D’Amaro ซีอีโอคนใหม่ Disney จะยังคงเดินหน้ารุกคอนเทนต์แบบสั้นๆ ต่อไป ควบคู่กับการลงทุนทั้งในผลงานที่มีลิขสิทธิ์ (IP) ใหม่ๆและแฟรนไชส์เดิมของบริษัท ภายใต้การกำกับดูแลด้านคอนเทนต์ของ Dana Walden ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ของบริษัท
ในการแถลงผลประกอบการของดิสนีย์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการแถลงข่าวครั้งแรกของ D’Amaro หลังได้รับแต่งตั้งเป็นซีอีโอ เขาระบุว่า Disney ได้เริ่มนำระบบวิดีโอแนวตั้ง (vertical video) เข้ามาใช้งานบน Disney+ แล้ว รวมถึงในแอป ESPN โดยแม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่บริษัทพบว่าสามารถ "ช่วยดึงดูดให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมกับเนื้อหา (Engagement) ได้ลึกซึ้งขึ้นมาก"
นอกจากนี้ ดิสนีย์ยังได้นำวิดีโอจากกลุ่มนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ (Creator) อย่าง Predator และ Lilo & Stitch มาลงในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของบริษัทฯ พร้อมเตรียมขยายแนวทางดังกล่าวต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนข้างหน้า โดย D’Amaro ระบุว่า Disney ให้ความสำคัญอย่างมากเรื่อง "พยายามนำผลงานแบบมีลิขสิทธิ์ (IP) ของเราให้ไปปรากฏอยู่ทั่วแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ในรูปแบบที่สอดคล้องกับกลุ่มผู้ชม"
“นี่คือพื้นที่ที่เราให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะเรามีผู้ชมขาประจำจำนวนมหาศาลที่ผูกพันอย่างเหนียวแน่นกับแบรนด์ แฟรนไชส์ และตัวละครของเรา และพวกเขาต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับคอนเทนต์เหล่านี้ในรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะเมื่อเราพูดถึง Gen Alpha ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ล่าสุดในแฟนคลับของ Disney” D’Amaro กล่าวถึงยุทธศาสตร์ภาพยนตร์สั้นของบริษัท
เขาย้ำอีกว่า Disney จะเดินหน้าพัฒนาแนวทางดังกล่าวต่อไป พร้อมผลักดันให้ผลงานแบบมีลิขสิทธิ์ (IP) ของบริษัทสามารถเข้าถึงผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละแพลตฟอร์ม
ในภาพรวมของยุทธศาสตร์คอนเทนต์ภายใต้การนำของ D’Amaro และ Dana Walden ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความคิดสร้างสรรค์ (Chief Creative Officer) ของบริษัทนั้น Disney จะยังคงลงทุนในแฟรนไชส์หลักที่มีอยู่เดิม ขณะเดียวกันก็พร้อม “รับความเสี่ยงเชิงสร้างสรรค์” เพื่อพัฒนาแบรนด์และแฟรนไชส์ใหม่ ๆ ขึ้นมา โดยเขายกตัวอย่าง Zootopia ว่าเป็นแฟรนไชส์ที่มีศักยภาพในการต่อยอดการลงทุน ขณะที่ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องใหม่ของ Pixar อย่าง Hoppers อาจกลายเป็นผลงานแบบมีลิขสิทธิ์ (IP) ใหม่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในอนาคต
"เรามุ่งเน้นลงทุนใน IP ที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ สร้างความผูกพันกับแฟนๆ และสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างยาวนาน" D’Amaro กล่าว
ภายหลัง Dana Walden เข้ารับตำแหน่งใหม่ Disney ยังได้ปรับโครงสร้างธุรกิจเกมให้อยู่ภายใต้กลุ่มเดียวกับธุรกิจสตรีมมิ่ง ภาพยนตร์ และโทรทัศน์ของบริษัท โดย D’Amaro ระบุว่า การรวมโครงสร้างดังกล่าวจะช่วย “เร่งกระบวนการตัดสินใจ” และทำให้องค์กรมีความคล่องตัวมากขึ้น พร้อมชื่นชม Walden ว่าสามารถบริหารองค์กรคอนเทนต์รูปแบบใหม่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“สิ่งที่เรากำลังทำต่อจากนี้ คือเราได้รวมศูนย์การบริหารจัดการรายการโทรทัศน์ทั้งหมดไว้ภายใต้กลุ่มบริการแบบ DTC (Direct-to-Consumer) ภายใต้ Disney Entertainment ดังนั้น การจัดวางผังรายการสำหรับ Disney+ และ Hulu จึงดำเนินการจากศูนย์กลางเดียวกัน พร้อมทั้งบริหารการกำหนดช่วงเวลาการเผยแพร่ (windowing) และการนำคอนเทนต์ไปออกอากาศบนช่องโทรทัศน์แบบดั้งเดิม (linear TV) อย่างเหมาะสม เพื่อขยายฐานการเข้าถึงผู้ชมและเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างรายได้สูงสุด นอกจากนี้ บริษัทยังได้ผนวกรวมธุรกิจเกมเข้ามาอยู่ภายใต้ Disney Entertainment ด้วยเช่นกัน และการกระทำเช่นนี้จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการโปรโมตแฟรนไชส์ข้ามสื่อ และใช้เกมเพื่อต่อยอดการเล่าเรื่อง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนา IP ใหม่ๆ ได้อีกด้วย ดังนั้นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ Dana กำลังพยายามเข้ามาดูแลให้มั่นใจได้ว่าทุกการตัดสินใจด้านคอนเทนต์ ของเรา ตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาไปจนถึงการจัดจำหน่าย จะเป็นไปเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ชมขาประจำ และสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาวให้กับแบรนด์ของเราให้จงได้” D’Amaro กล่าวปิดท้าย
บทวิเคราะห์: แนวทางยุทธศาสตร์การรุกคืบเข้าสู่ระบบนิเวศของวิดีโอสั้นโดย The Walt Disney Company เผยให้เห็นถึงวิวัฒนาการในการปรับตัวระดับโครงสร้างขององค์กร ซึ่งดำเนินนโยบายไปทั้งเพื่อป้องกันความเสี่ยงและเชิงรุก ท่ามกลางบริบททางสังคมที่สมาธิในการบริโภคสื่อของผู้ชมทั่วโลกกำลังหดสั้นลง และอิทธิพลของการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดจากแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนแอปพลิเคชันสำหรับละครสั้น (Micro-drama) กำลังช่วงชิงเวลาหน้าจอของผู้ใช้ไปจากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งรูปแบบดั้งเดิม รายงานการศึกษานี้ได้ทำการถอดรหัสกลยุทธ์สำคัญขององค์กรผ่านมิติทางเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการสร้างสรรค์เนื้อหา โดยสามารถสรุปแก่นสารเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญได้ดังนี้:
การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางธุรกิจด้วยนวัตกรรมทางแพลตฟอร์ม: Disney กำลังผลักดันองค์กรให้หลุดพ้นจากการยึดติดกับรูปแบบเดิม ผ่านการนำเสนอและพัฒนาฟีเจอร์ "Verts" เพื่อเป้าหมายหลักในการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคบนแพลตฟอร์ม Disney+ ยกระดับสถานะจากการเป็นตัวเลือกเพื่อการรับชมช่วงสุดสัปดาห์ (Weekend Binge) ไปสู่การเป็นกิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้ (Daily Habit) กลยุทธ์ดังกล่าวถูกวางเป้าหมายหลักไปที่การเชื่อมความสัมพันธ์กับกลุ่มประชากรรุ่น Gen Alpha ซึ่งมีพื้นฐานการเติบโตมาพร้อมกับพฤติกรรมการปัดหน้าจอสมาร์ทโฟน นอกจากนั้น องค์กรยังผสานความร่วมมือกับอุตสาหกรรมวิดีโอเกมผ่านการลงทุนใน Epic Games และเร่งบูรณาการเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมปัญญาประดิษฐ์ (Agentic AI) เพื่อวิเคราะห์และจัดการโฆษณาเชิงสร้างสรรค์ อันเป็นการเปลี่ยนความสนใจรายวันที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะให้กลายเป็นรายได้เชิงพาณิชย์และผลกำไรในระบบนิเวศระยะยาว

ความลุ่มลึกในการวิเคราะห์พลวัตของสองตลาดยักษ์ใหญ่: ในระดับการปฏิบัติงานระหว่างประเทศ Disney และอุตสาหกรรมวิดีโอสั้นดำเนินธุรกิจในสองตลาดที่มีโครงสร้างและแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สหรัฐอเมริกาถูกจัดวางให้ทำหน้าที่เป็น "กลไกการสร้างผลกำไร" ซึ่งพึ่งพาโมเดลการสร้างรายได้ทางตรงและมีโครงสร้างราคาโฆษณาที่สูง ผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องการเสพคอนเทนต์แนวโรแมนติกแฟนตาซี ที่มีจังหวะรวดเร็วและกระตุ้นความรู้สึก ในทางกลับกัน ภูมิภาคละตินอเมริกา (LATAM) ทำหน้าที่เป็น "กลไกขับเคลื่อนการขยายตัวเชิงปริมาณ" โดยขับเคลื่อนด้วยอิทธิพลการบริโภคผ่านสมาร์ทโฟน โมเดลธุรกิจในเขตเศรษฐกิจนี้จึงต้องพึ่งพาระบบโฆษณาเป็นเสาหลัก ด้วยความได้เปรียบทางด้านต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ที่ต่ำกว่าตลาดพัฒนาแล้ว
ความสามารถในการปกป้องธุรกิจด้วยยุทธศาสตร์เนื้อหาทางเลือก: ในขณะที่เผชิญกับอุตสาหกรรมละครสั้นที่มีเนื้อหาเน้นพฤติกรรมฉาบฉวย Disney แสดงความแข็งแกร่งในการกำหนดกลยุทธ์เนื้อหาที่แตกต่าง ในตลาดละตินอเมริกา บริษัทประยุกต์ใช้แนวทางสร้างสรรค์แบบสากลภายใต้บริบทท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในรากฐานทางวัฒนธรรมแบบ Telenovela ของผู้ชมในพื้นที่ ซึ่งก็ละม้ายคล้ายคลึงกันกับพฤติกรรมของผู้ชมละครในประเทศไทย โดยผู้ชมจะมีความชื่นชอบและผูกพันกับเนื้อหาที่มีความดราม่าเข้มข้น มีการสื่ออารมณ์ที่ชัดเจน และมักจะนำเสนอเรื่องราวที่เข้าถึงง่าย เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัว ความรัก การทรยศหักหลัง หรือความขัดแย้งทางชนชั้น รวมถึงมีการผูกปมเรื่องที่ชวนให้ติดตามต่อ รูปแบบการเล่าเรื่องที่กระตุ้นอารมณ์ร่วมได้สูงเช่นนี้ ได้ฝังรากลึกจนกลายเป็นวิถีชีวิตที่สมาชิกทุกวัยในครอบครัวคุ้นเคย สามารถรับชมและอินไปกับเนื้อหาพร้อมๆ กันได้ เพื่อผลิตเนื้อหาต้นฉบับคุณภาพสูงที่มีศักยภาพระดับโลก ในด้านตลาดสหรัฐฯ องค์กรเลือกที่จะผสานรอยต่อระหว่างพรีเมียมคอนเทนต์และคอนเทนต์ที่ผู้ชมสร้างขึ้นผ่านการสร้างสรรค์โครงการ "Creators Collection" เพื่อแย่งชิงความสนใจในตลาดวิดีโอสั้นโดยยังคงสามารถรักษาภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยสำหรับครอบครัวเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ท้ายที่สุด การต่อสู้เพื่อชิงพื้นที่แห่งความสนใจในสมรภูมิวิดีโอสั้นและความบันเทิงยุคใหม่ อาจไม่ได้ถูกตัดสินแพ้ชนะกันที่ความฉลาดหรือความซับซ้อนของอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์และความสามารถของแพลตฟอร์มในการประยุกต์ใช้คลังทรัพย์สินทางปัญญาชั้นเลิศ ให้สอดคล้องประสานไปกับพฤติกรรมการบริโภคในยุคโมบายล์เฟิร์ส ซึ่ง The Walt Disney Company กำลังดำเนินการเพื่อวางรากฐานโครงสร้างระดับมหภาคดังกล่าวอย่างเป็นระบบ รัดกุม และเปี่ยมด้วยนวัตกรรม เพื่อให้มั่นใจได้ถึงความอยู่รอดและความสำเร็จในการครองบัลลังก์ความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมสื่อและความบันเทิงระดับโลกตลอดทศวรรษต่อไป
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: จากทิศทางการดำเนินธุรกิจล่าสุดของ The Walt Disney Company ภายใต้การบริหารของ Josh D’Amaro และ Dana Walden สะท้อนให้เห็นถึงการปรับยุทธศาสตร์คอนเทนต์ครั้งสำคัญของบริษัท โดยเฉพาะการขยายบทบาทของคอนเทนต์แบบ Short-Form และ Vertical Video ควบคู่กับการลงทุนต่อเนื่องในทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ทั้งที่มีอยู่เดิมและที่จะสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ เพื่อรองรับพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้ชมรุ่นใหม่ในตลาดโลก
ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ Disney อยู่ระหว่างการเร่งพัฒนาแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของตนให้มีลักษณะใกล้เคียงกับแพลตฟอร์ม Social Video มากขึ้น โดยได้เริ่มนำระบบวิดีโอแนวตั้ง (Vertical Video) เข้ามาใช้งานบน Disney+ และ ESPN แล้ว เพื่อเพิ่มความถี่ในการใช้งานของผู้บริโภคและสร้างการมีส่วนร่วมรายวันของผู้ชม (Daily Engagement) กับผู้ชมรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Alpha ซึ่งเติบโตมากับพฤติกรรมการรับชมวิดีโอสั้นบนโทรศัพท์มือถือ อย่างไรก็ตาม แม้ Disney จะรุกเข้าสู่ตลาดคอนเทนต์แบบเดียวกับแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ แต่บริษัทยังคงให้ความสำคัญอย่างสูงกับมาตรฐานด้าน Brand Safety และคุณภาพของคอนเทนต์ โดยมีแนวโน้มจะหลีกเลี่ยงคอนเทนต์ประเภทละครสั้นคุณภาพต่ำ หรือเนื้อหาที่เน้นความรุนแรง อาชญากรรม กลุ่มมาเฟีย หรือเนื้อหาที่มีประเด็นล่อแหลม เปราะบาง และสุ่มเสี่ยง ที่ถูกนำมาขยี้และนำเสนอให้ดูหวือหวา รุนแรง เพื่อบีบคั้นอารมณ์และเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชม โดยมุ่งเน้นการสร้างดราม่าและปรุงแต่งเรื่องราวให้ใหญ่โตเกินจริง จนหลายครั้งก็ละเลยข้อเท็จจริง ความถูกต้อง หรือจรรยาบรรณไป เพียงเพื่อสะกดให้คนดูรู้สึกอิน เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และดึงดูดให้ต้องคอยติดตามต่อไป กดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม ฯลฯ ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาว ในเชิงยุทธศาสตร์ Disney ให้ความสำคัญกับการสร้าง “Fan Connection” ผ่าน IP ที่สามารถต่อยอดได้หลายแพลตฟอร์ม ทั้งสตรีมมิ่ง เกม โซเชียลมีเดีย และสินค้าเชิงพาณิชย์ (Consumer Products) โดยมุ่งพัฒนาระบบนิเวศที่เชื่อมโยงแฟรนไชส์เข้ากับพฤติกรรมการบริโภคสื่อยุคใหม่อย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มคอนเทนต์ที่มีศักยภาพสำหรับการนำเสนอ สำหรับตลาดสหรัฐฯ และตลาดโลก Disney มีแนวโน้มที่จะหันมาให้ความสำคัญกับ เนื้อหาที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มนักสร้างสรรค์อิสระหรืออินฟลูเอนเซอร์ (Creator-led content) ซึ่งตอบรับกับกระแสเศรษฐกิจยุคปัจจุบันที่ผู้ผลิตคอนเทนต์รายย่อยสามารถสร้างฐานผู้ชมของตนเองได้ (Creator Economy) โดย Disney ตั้งใจที่จะนำคอนเทนต์รูปแบบนี้มาต่อยอด และผูกเรื่องราวเข้ากับ กลุ่มภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือตัวละครลิขสิทธิ์ชื่อดังที่บริษัทมีอยู่แล้ว (Franchise) ได้อย่างกลมกลืนและเป็นธรรมชาติ อาทิ คอนเทนต์เชิงเบื้องหลัง การตีความตัวละคร การขยายโลกของเรื่อง (Universe Expansion) หรือคลิปวิดีโอสั้นเพื่อความบันเทิง (Entertainment Clip) ที่มีเนื้อหาเชื่อมโยงกับ ลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และตัวละครระดับแม่เหล็กของบริษัท เช่น เรื่อง Lilo & Stitch หรือ Predator โดยคลิปเหล่านี้จะถูกนำไปรวบรวมและจัดไว้ในหมวดหมู่พิเศษที่เรียกว่า “ศูนย์รวมผลงานจากนักสร้างสรรค์ (Creators Collection)” บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของบริษัทฯ ในส่วนของตลาดภูมิภาค เช่น ละตินอเมริกา (LATAM) Disney ยังคงใช้ยุทธศาสตร์ “Local-for-Local” ซึ่งให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภาษา ดนตรี และบริบททางสังคมของแต่ละประเทศ ขณะเดียวกัน คอนเทนต์ดังกล่าวยังต้องมีคุณภาพการผลิตในระดับสากล และมีศักยภาพในการส่งออกไปยังผู้ชมทั่วโลกได้ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสื่อจากต่างประเทศสามารถนำเสนอคอนเทนต์ที่มีรากฐานจากวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ใช้รูปแบบการเล่าเรื่องร่วมสมัยและเข้าถึงผู้ชมระดับสากลได้
ข้อสังเกตด้านการผลิตสำหรับผู้ประกอบการสื่อ การเปลี่ยนผ่านสู่คอนเทนต์แบบวิดีโอแนวตั้ง (Vertical Video) ทำให้ผู้ผลิตสื่อจำเป็นต้องปรับแนวคิดด้านการออกแบบภาพและการเล่าเรื่องอย่างมีนัยสำคัญ โดย Disney มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ที่ถูกออกแบบสำหรับสัดส่วน 9:16 ตั้งแต่ขั้นตอนพัฒนาโครงการ (Development) และ Pre-production มากกว่าการนำคอนเทนต์แนวนอนมาตัดกรอบในภายหลัง นอกจากนี้ รูปแบบการเล่าเรื่องจำเป็นต้องสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้ภายในช่วงเวลาสั้นมาก โดยเฉพาะในช่วง 3–5 วินาทีแรก ขณะเดียวกันยังต้องคงคุณค่าด้านอารมณ์ ความอบอุ่น และคุณภาพของศิลปะการเล่าเรื่องที่ให้อารมณ์ความรู้สึกยิ่งใหญ่ตระการตา มีมิติ และภาพสวยงามเสมือนกำลังรับชมในโรงภาพยนตร์(Cinematic storytelling) ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สำคัญของ Disney ดังนั้น ผู้ผลิตคอนเทนต์ที่ต้องการทำงานร่วมกับ Disney ควรปรับแนวทางการผลิตให้สมดุล โดยผสมผสานรูปแบบที่เข้ากับธรรมชาติของสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media Native Format) เช่น ความกระชับ ฉับไว หรือคลิปแนวตั้ง เข้ากับการเล่าเรื่องที่ประณีต ลึกซึ้ง และมีคุณภาพสูง (Premium Storytelling) ให้ออกมากลมกลืนกันในคอนเทนต์ของตน
ช่องทางและแนวทางการนำเสนอผลงาน สำหรับกลุ่มคนทำงานเบื้องหลังอย่างนักเขียนบทหรือผู้กำกับที่ต้องการร่วมงานกับบริษัท ทาง Disney มีช่องทางรองรับผ่านโครงการพัฒนาบุคลากร (DET Writing Program และ Directing Program) โดยผู้ที่สนใจสามารถยื่นเสนอผลงานได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นบทภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่เขียนจบแล้ว วิดีโอรวบรวมผลงานที่ผ่านมา (Reel) ไปจนถึงเอกสารนำเสนอไอเดียที่สะท้อนมุมมองและประสบการณ์ส่วนตัว เพื่อให้บริษัทเห็นถึงสไตล์การเล่าเรื่องที่โดดเด่น
ในขณะเดียวกัน สำหรับกลุ่มผู้สร้างคอนเทนต์อิสระหรืออินฟลูเอนเซอร์ Disney มักจะไม่ได้เปิดรับผลงานโดยตรง แต่จะใช้วิธีคัดเลือกผ่านบริษัทพันธมิตรที่เป็นสตูดิโอผลิตสื่อดิจิทัล (Digital Studio) หรือบริษัทตัวแทนที่บริหารจัดการเครือข่ายนักสร้างสรรค์ โดยเฉพาะบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาสำหรับเด็กและเยาวชน (เช่น Pocket.watch) ดังนั้น แนวทางที่ปฏิบัติได้จริงสำหรับผู้ผลิตคอนเทนต์ คือการนำผลงานเข้าไปอยู่ในสังกัดของเครือข่ายเหล่านี้ ซึ่งเป็นกลไกหลักที่ Disney ใช้ในการพัฒนาระบบนิเวศคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์เด็กรุ่นใหม่ (Creator Ecosystem สำหรับกลุ่ม Gen Alpha)
ส่วนกรณีที่เป็นโครงการขนาดใหญ่หรือการผลิตซีรีส์จากต่างประเทศ การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับทีมดูแลเนื้อหาต่างประเทศ (International Content Group) และผู้บริหารประจำภูมิภาคนั้นๆ ซึ่งแนวทางในทางปฏิบัติที่มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงที่สุดสำหรับผู้ผลิตจากต่างประเทศ คือการใช้กลยุทธ์จับมือร่วมผลิต (Co-production) กับสตูดิโอที่เคยรับงานของ Disney มาก่อน อาทิ สตูดิโอในไทยอย่าง GMMTV และ Kantana (พันธมิตรหลักผู้ผลิตและป้อนคอนเทนต์ท้องถิ่นให้ Disney+ Hotstar), Studio&NEW จากเกาหลีใต้ (ผู้ร่วมผลิต ซีรีส์ฟอร์มยักษ์อย่าง Moving), Kodansha จากญี่ปุ่น (พันธมิตรร่วมขยายตลาดอนิเมะ) หรือ Kugali Media จากแอฟริกา (สตูดิโอท้องถิ่นที่ร่วมสร้างแอนิเมชัน Iwájú) ตลอดจนการร่วมมือกับบริษัทที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับฝ่ายจัดซื้อคอนเทนต์อยู่แล้ว การใช้เครือข่ายพันธมิตรในลักษณะนี้จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ลดความเสี่ยงในขั้นตอนการพัฒนาโครงการ และเพิ่มโอกาสให้ผลงานถูกหยิบยกเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ Disney ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าการเข้าไปนำเสนอด้วยตัวเองเพียงลำพัง
*********************************************************