
นาย Jose Antonio Kast ได้เข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของชิลี เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคม 2569 ณ สภาครองเกรสแห่งชาติ ในเมือง Valparaiso ประเทศชิลี โดยนาย Kast ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 59 และดำรงตำแหน่งประมุขของประเทศลำดับที่ 35 โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารเป็นเวลา 4 ปี
พิธีสาบานตนที่จัดขึ้นดังกล่าว มีผู้นำ/ผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม เช่น กษัตริย์จากประเทศสเปน (Felipe VI) ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา (Javier Milei) ประธานาธิบดีโบลิเวีย (Rodrigo Paz) ประธานาธิบดีปานามา (Jose Raul Mulino) ประธานาธิบดีฮอนดูรัส (Nasry Asfura) ประธานาธิบดีคอสตาริกา (Rodrigo Chavez) ประธานาธิบดีปารากวัย (Santiago Pena) ประธานาธิบดีอุรุกวัย (Yamandu Orsi) และคณะทูตานุทูตจาประเทศต่าง ๆ[1]
นาย Kast เป็นผู้นำพรรครีพับลิกันฝ่ายขวา และเป็นฝ่ายขวาจัดคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี หลังจากชิลีเข้าสู่ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยในปี 2533 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการปกครองโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยม (ฝ่ายซ้าย) ของประธานาธิบดีกาเบรีล บอริค (2565 – 2568) สู่การปกครองโดยฝ่ายขวาจัด โดยนโยบายของนาย Kast มุ่งเน้นที่ความมั่นคงในประเทศ การควบคุมการเข้าเมืองที่เข้มงวดมากขึ้น และการปฏิรูปเสรีทางเศรษฐกิจ เนื่องจากที่ผ่านมาในอดีต ชิลีประสบกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองหลายครั้ง ปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น การย้ายถิ่นฐานของประชากร สภาวะเศรษฐกิจซบเซา การดูหมิ่นพรรคการเมืองดั้งเดิมจนก่อให้เกิดการจลาจลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต่อต้านสถาบัน ทั้งนี้ การได้รับชัยชนะของพรรคฝ่ายขวา มาจากความผิดหวังของประชาชนต่อคำสัญญาของพรรคฝ่ายซ้ายที่ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ตามที่สัญญาไว้
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมือง ปัญหาทางสังคม และปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น ชิลียังคงเป็นประเทศที่มีความปลอดภัย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคลาตินอเมริกา ทั้งนี้ ปัญหาในประเทศดังกล่าว ยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรมในรัฐบาลชุดก่อนหน้า ทำให้นาย Kast เป็นความหวังเดียวของประชาชนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว[1]
บทวิเคราะห์/ความเห็นของสคต.ฯ
การบริหารประเทศโดยฝ่ายขวาจัดที่นำโดย นาย José Antonio Kast เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากฝ่ายซ้ายไปสู่ฝ่ายขวา โดยนาย Kast มุ่งให้ความสำคัญต่อความมั่นคงปลอดภัยในประเทศ และการเปิดเสรีการค้าเพิ่มขึ้น โดยมีการประกาศ “รัฐบาลฉุกเฉิน” ที่เน้นการบังคับใช้กฎหมายด้านการจัดการความสงบเรียบร้อย มีการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในการตรวจพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูง และดำเนินการลงโทษที่เข้มงวดต่อผู้กระทำความผิด นอกจากนี้ รัฐบาลได้กำหนดให้การเข้าเมืองผิดกฎหมายถือเป็นอาชญากรรม มีการเพิ่มการเนรเทศผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย การสร้างปราการป้องกันพรมแดนทางตอนเหนือของชิลีที่ติดกับประเทศเปรู และโบลิเวีย
ในด้านนโยบายทางสังคมและการศึกษา รัฐบาลได้กำหนดมาตรการการลดรายจ่ายทางสังคมที่เคยกำหนดโดยรัฐบาลชุดก่อน (ฝ่ายซ้าย) เช่น การยุติค่าเล่าเรียนฟรี / มหาวิยาลัยฟรีสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 30 ปี การยุติการขยายจำนวนมหาวิทยาลัยที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เป็นต้น ทั้งนี้ ในส่วนของนโยบายด้านวัฒนธรรมและสังคมบางส่วน ได้ถูกตัดลดงบประมาณสนับสนุนประมาณร้อยละ 3 ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เกิดการวิพากษ์จากกลุ่มศิลปินและภาคประชาสังคม
ในด้านนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลได้ระงับการพิจารณากฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมจำนวน 43 ฉบับ ที่รวมถึงกำระเบียบเกี่ยวกับการปล่อยมลพิษของโรงงานไฟฟ้า โรงงานถลุงแร่ และพื้นที่คุ้มครองใหม่ ซึ่งการระงับการพิจารณาดังกล่าว ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความก้าวหน้าด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี สคต.ฯ เห็นว่า การระงับการพิจารณากฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าว จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีความผ่อนคลายมากขึ้นจากกฎระเบียบที่เข้มงวด ในขณะเดียวกัน เป็นการสร้างความตึงเครียดให้กับองค์กรพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม
ในด้านนโยบายเศรษฐกิจและการคลัง รัฐบาลได้ประกาศลดงบประมาณลงร้อยละ 3 ของการใช้จ่ายโดยรวม ผนวกกับการกำหนดแผนการใช้จ่ายของรัฐบาลที่รัดกุม (ประมาณ 6-7 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ในช่วง 18 – 24 เดือน เพื่อลดการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะ นอกจากนี้ รัฐบาลมีแผนในการปฏิรูประบบราชการและการเก็บภาษี ส่งเสริมภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคทางการค้าสำหรับผู้นำเข้าและนักลงทุน
ทั้งนี้ การปฏิรูปและการดำเนินนโยบายในช่วงแรกของรัฐบาล ได้แก่ การลดภาษีจากร้อยละ 27 เป็นร้อยละ 23 การผ่อนปรนกฎระเบียบและการลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลจำนวน 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยรัฐบาลคาดว่าการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของชิลีได้มากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 2.5 ในปี 2568 สามารถเพิ่มการนำเข้าที่ร้อยละ 10.5 เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น การลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถคาดการณ์รายได้ที่แม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้ มีการกำหนดการดำเนินงานในการอำนวยความสะดวกทางการค้า ในส่วนของขั้นตอนการอนุญาตที่รวดเร็วขึ้น (ลดเวลาประมาณร้อยละ 30 – 70) การลดอุปสรรคทางพิธีการศุลกากร เพื่อสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ (เช่น การอนุมัติโครงการลงทุนจำนวนกว่า 16.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ) และการเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านเหมืองแร่และพลังงาน
สคต.ฯ เห็นว่า การดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของนาย Kast จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการค้าระหว่างไทยกับชิลี เนื่องจากจุดยืนที่สนับสนุนนโยบายการตลาดเสรี มุ่งเน้นการลดภาษี การลดกฎระเบียบ ปรับปรุงกลไกการค้าเสรีที่มีอยู่ และส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน ทั้งนี้ สคต.ฯ คาดว่านโยบายต่างประเทศของนาย Kast ที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ จะเอื้ออำนวยต่อภาคธุรกิจของชิลี โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าของประเทศไทย รวมถึงการสร้างเสถียรภาพของรัฐบาลและความสัมพันธ์ทางการค้าในระยะยาว
_______________________________
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก
เมษายน 2569
[1] The official website of Turkey's state-run news agency - https://www.aa.com.tr/en/americas/chile-s-jose-antonio-kast-sworn-in-as-president/3860961
The official website of the Chile´s Government - https://www.gob.cl/en/news/jose-antonio-kast-assumes-the-presidency-of-chile/
A Spain's leading daily newspaper - https://english.elpais.com/international/2026-03-11/chile-begins-its-most-conservative-era-with-kasts-emergency-government.html
The website of Control Risks, a London-based global risk consultancy - https://www.controlrisks.com/our-thinking/insights/chiles-political-transition-turning-change-into-opportunity