
ค่าเงินอิสราเอลเชเกลแข็งค่าขึ้นไม่หยุดทำสถิติแข็งที่สุดในรอบ 30 ปี โอกาสที่ไทยไม่ควรปล่อยหลุดมือ
ค่าเงินเชเกล (New Israeli Shekel - ILS) ทะยานแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรงจนแตะระดับ 2.90 เชเกลต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นสถิติการแข็งค่าที่สูงสุดในรอบ 33 ปี (นับตั้งแต่ปี 2536) ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังสร้างความท้าทายครั้งใหม่ต่อภาคการส่งออกและทิศทางนโยบายทางการเงินที่ธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel - BoI) จำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง
ปัจจัยขับเคลื่อนและกลไกตลาด
แรงส่งที่ทำให้เงินเชเกลแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรากฐานมาจากสองปัจจัยหลัก
ประการแรกคือ ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่เริ่มมีสัญญาณเชิงบวกจากการเจรจาความมั่นคงในภูมิภาค ส่งผลให้นักลงทุนลดระดับความเสี่ยง (Risk Premium) และหันกลับมาถือครองสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินเชเกลมากขึ้น
ประการที่สองคือ ความแข็งแกร่งของภาคเทคโนโลยีขั้นสูง (High-tech Sector) ที่ยังคงเป็นเครื่องจักรสำคัญในการดึงดูดเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของอิสราเอลอยู่ในสภาวะเกินดุลอย่างแข็งแกร่ง
จุดยืนและนโยบายของธนาคารกลาง
ท่ามกลางสภาวะเชเกลแข็งค่า ธนาคารกลางอิสราเอลภายใต้การนำของผู้ว่าการธนาคารกลาง กำลังเผชิญกับสภาวะ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" (Policy Dilemma) ในด้านหนึ่ง การแข็งค่าของเงินช่วยกดดันเงินเฟ้อให้ลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% ได้เร็วขึ้น แต่ใน อีกด้านหนึ่งกลับสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก
ปัจจุบัน ธนาคารกลางยังคงยืนยันนโยบายการคุมเข้มเงินเฟ้อเป็นลำดับแรก โดยยังไม่มีมาตรการเข้าแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศขนานใหญ่ อย่างไรก็ตาม ความกดดันจากภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอาจเลือกใช้เครื่องมือด้าน "อัตราดอกเบี้ย" โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากการประชุมในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อเป็นการลดทอนความร้อนแรงของเงินเชเกลโดยไม่กระทบต่อกลไกตลาดเสรีจนเกินไป
ผลกระทบของค่าเงินเชเกลต่อแรงงานไทยและกระแสเงินโอนกลับประเทศไทย
จากสภาวะเศรษฐกิจและอำนาจการส่งกลับที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางการแข็งค่าของเงินเชเกล (ILS) ที่ระดับ 11.08-11.10 บาทต่อเชเกล ในเดือนพฤษภาคม 2569 ปรากฏการณ์นี้ได้สร้าง "โบนัสทางรายได้" ให้กับแรงงานไทยในอิสราเอลจำนวนกว่า 70,000 คนอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในปี 2568 ที่อยู่เพียงประมาณ 9.53 บาทต่อเชเกล เท่ากับว่าแรงงานที่ได้รับค่าจ้างในอัตราเดิม จะสามารถส่งเงินกลับบ้านได้ มูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 15-18% ในรูปสกุลเงินบาท โดยที่ต้นทุนแรงงานของเขายังเท่าเดิมนัยสำคัญต่อครัวเรือนในประเทศไทยเงินโอนจากแรงงานต่างชาติในอิสราเอลซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 6.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยที่แรงงานไทยเป็นกลุ่มหลักในภาคเกษตรกรรม การแข็งค่าของเชเกลจึงส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในชนบทของไทย เงินจำนวนที่เพิ่มขึ้นถูกนำไปใช้ชำระหนี้สินสินเชื่อภาคเกษตร การศึกษาของบุตรหลาน และการอุปโภคบริโภคในท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับจุดประสงค์หลักของแรงงานไทยส่วนใหญ่ที่ยอมเสี่ยงทำงานในสภาวะสงครามเพื่อรายได้ที่สูงกว่าในไทยถึง 8 เท่า
ความเสี่ยงที่แฝงมากับค่าเงินแข็ง ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นนี้อาจเป็นเพียงสถานการณ์ระยะสั้น หากธนาคารกลางอิสราเอล (BoI) ตัดสินใจ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมวันที่ 25-28 พฤษภาคมนี้ เพื่อสกัดการแข็งค่าของเงินเชเกล นอกจากนี้ ค่าเงินเชเกลที่แข็งเกินไปอาจทำให้ผู้ประกอบการฟาร์มในอิสราเอลประสบภาวะขาดทุนจากการส่งออกผลผลิตไปยังตลาดโลก ซึ่งอาจนำไปสู่การลดชั่วโมงการทำงาน หรือความยากลำบากในการจ่ายค่าจ้างในอนาคต
ความเห็นของ สคต.
ในมุมมองของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ สถานการณ์เงินเชเกลที่แข็งค่าเปรียบเสมือน "ดาบสองคม" ต่อการค้าไทย-อิสราเอล ในเชิงบวก ถือเป็น โอกาสทองของสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารจากประเทศไทย เนื่องจากราคาสินค้านำเข้าในสกุลเงินท้องถิ่นจะมีราคาถูกลง ส่งผลให้ผู้บริโภคชาวอิสราเอลมีกำลังซื้อสูงขึ้นอย่างชัดเจนอย่างไรก็ตาม สคต. ขอเสนอแนะให้ผู้ส่งออกไทยเร่งเจรจาปิดคำสั่งซื้อในระยะสั้นเพื่อฉกฉวยความได้เปรียบด้านอัตราแลกเปลี่ยนนี้ พร้อมทั้งควรระมัดระวังความผันผวนหากธนาคารกลางอิสราเอลตัดสินใจลดดอกเบี้ยในช่วงปลายเดือน ซึ่งอาจทำให้เงินเชเกลกลับมาอ่อนค่าลงได้ทันที ดังนั้น การใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนและติดตามข่าวสารการประชุมธนาคารกลางอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
สคต. เทลอาวีฟ ประเมินว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 นี้ เศรษฐกิจอิสราเอลจะยังคงมีความผันผวนสูงจากปัจจัยค่าเงิน ผู้ประกอบการไทยควรพลิกวิกฤตความผันผวนนี้ให้เป็นโอกาสในการขยายส่วนแบ่งการตลาดสินค้าไทยในอิสราเอล โดยใช้ประโยชน์จากอำนาจซื้อที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินอย่างเป็นระบบ
ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il
ที่มา : https://www.jns.org