fb
อุตสาหกรรมสิ่งทอตุรกี กำลังเผชิญความท้าทายใหม่
โดย
Suttichat
ลงเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2569 04:00
สคต. ณ กรุงอังการา (ตุรกี) (TTC, Ankara (Turkey))
8

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของตุรกี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นอัญมณีล้ำค่าบนมงกุฎเศรษฐกิจของประเทศและเป็นซัพพลายเออร์หลักของยุโรป กำลังเผชิญกับภาวะ Perfect Storm ที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง ตั้งแต่ภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนไปโดยข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ใหม่ๆ ไปจนถึงวิกฤตศรัทธาและปากท้องของแรงงานในท้องถิ่นที่กำลังลุกฮือประท้วง ท่ามกลางตัวเลขการส่งออกที่ลดฮวบลงเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายทศวรรษ

 

สัญญาณอันตรายเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของตุรกี เริ่มขยับตัวปรับโฉมการค้าโลกผ่านการลงนาม FTA กับยักษ์ใหญ่หลากภูมิภาค นาย Ahmet Öksüz ประธานคณะกรรมการสมาคมผู้ส่งออกสิ่งทอและวัตถุดิบอิสตันบูล หรือ ITHIB ระบุว่า การที่ EU บรรลุข้อตกลงกับกลุ่มประเทศ MERCOSUR (ลาตินอเมริกา) และที่สำคัญที่สุดคือ EU–India FTA ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2027 กำลังจะทำลายกำแพงภาษีที่เคยปกป้องตุรกีไว้ภายใต้กรอบ “สหภาพศุลกากร” (Customs Union) ในอดีต ตุรกีได้เปรียบคู่แข่งอย่างอินเดียเพราะส่งออกไปยุโรปได้โดยไม่มีภาษี ในขณะที่อินเดียต้องแบกรับภาษีกว่า 10% แต่เมื่ออินเดีย ผู้ส่งออกสิ่งทอรายใหญ่อันดับสองของโลกได้รับสิทธิภาษีศูนย์เปอร์เซ็นต์ ตุรกีจะสูญเสียปราการด่านสุดท้ายนี้ไปทันที ไม่เพียงเท่านั้น จีนที่กำลังถูกกีดกันจากตลาดสหรัฐฯ ก็กำลังเบนเข็มมารุกรานตลาดยุโรปอย่างหนักหน่วง ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดของตุรกีใน EU ลดต่ำกว่า 5% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

 

ในส่วนของนายจ้างกับความกังวลเรื่องภาษี ที่จังหวัดโทกัต (Tokat) ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ องศาเซลเซียส ภาพความขัดแย้งในอุตสาหกรรมนี้ปรากฏชัดผ่าน “เต็นท์แห่งความสามัคคี” ของอดีตพนักงานโรงงาน Sik Makas ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตยีนส์ให้แบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Zara, Levi’s และ H&M คนงานนับพันคนถูกเลิกจ้างผ่านข้อความโทรศัพท์ หลังจากพวกเขาประท้วงหยุดงานเพราะไม่ได้รับค่าจ้างมานานหลายเดือน นางซุนดุซ อัคคาน คุณแม่ลูกสามและนางบูเซ คารา โฆษกกลุ่มผู้ประท้วง เปิดเผยถึงเบื้องหลังความสำเร็จของอุตสาหกรรมที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดเวลาเข้าห้องน้ำเพียง นาที หรือแรงกดดันมหาศาลเพื่อเพิ่มผลผลิต จนนำไปสู่การฟ้องร้องและการปะทะกันทางกฎหมาย วิกฤตเงินเฟ้อที่รุนแรงและค่าเงินลีราที่ผันผวนบีบให้โรงงานที่มีความเก่าแก่เหล่านี้ต้องตัดสินใจที่ทำในสิ่งที่ยากแก่การตัดสินใจ โรงงานหลายแห่งเริ่มย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอียิปต์ เพื่อลดต้นทุน หรือย้ายไปสู่ชนบทเพื่อรับเงินอุดหนุนจากรัฐแลกกับการกดค่าแรงให้ต่ำลง สถิติชี้ให้เห็นความโหดร้ายของสถานการณ์ ในปี 2025 เพียงปีเดียว มีบริษัทปิดตัวลงถึง 4,500 แห่ง และตำแหน่งงานหายไปกว่า 380,000 ตำแหน่งในช่วงสามปีที่ผ่านมา

 

ท่ามกลางความมืดมิด ผู้นำอุตสาหกรรมของตุรกีพยายามเสนอทางออกที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ นาย Öksüz เสนอว่าตุรกีต้องเลิกเป็นเพียง ประเทศผู้ผลิต (Producer Country) แต่ต้องยกระดับเป็น ประเทศผู้บริหารจัดการ (Organiser Country) กลยุทธ์สำคัญที่ถูกนำเสนอประกอบด้วย (1) การกระจายตลาดสู่สหรัฐอเมริกา ตุรกีกำลังเร่งผลักดันข้อตกลงการค้าพิเศษกับวอชิงตัน โดยตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจาก 3% เป็น 5% เพื่อชดเชยยอดขายที่หายไปในยุโรป (2) การเข้าซื้อกิจการ (M&A) เสนอให้บริษัทตุรกีรวมตัวกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ หรือแม้แต่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Türkiye Wealth Fund) เพื่อเข้าซื้อแบรนด์และบริษัทที่ประสบปัญหาทางการเงินในยุโรปและสหรัฐฯ เพื่อครอบครองช่องทางการจัดจำหน่ายเอง (3) นวัตกรรมสิ่งทอเทคนิค (Technical Textiles) นี่คือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ โดยในปี 2025 การส่งออกสิ่งทอเทคนิคของตุรกีเติบโตขึ้นสวนกระแส แตะระดับ 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ การมุ่งเน้น Know-how แทนการเน้นปริมาณการผลิตแบบเดิมอาจเป็นคำตอบที่ยั่งยืน

 

สถานการณ์ปัจจุบันของอุตสาหกรรมสิ่งทอตุรกีคือภาพสะท้อนของความขัดแย้งระหว่างต้นทุนและการอยู่รอด ในขณะที่แบรนด์หรูอย่าง Gucci, Dior และ Burberry ยังคงเลือกใช้ผ้าคุณภาพสูงจากตุรกี แต่โครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมกลับกำลังสั่นคลอนจากนโยบายการเงินที่นายจ้างมองว่าทำลายล้างความสามารถในการแข่งขัน หากตุรกีไม่สามารถแก้ไขปัญหากับสหภาพศุลกากรให้ทันสมัย หรือไม่สามารถบรรลุ FTA กับสหรัฐฯ และ MERCOSUR ได้ทันท่วงที อุตสาหกรรมที่เคยเลี้ยงดูผู้คนกว่าล้านชีวิตนี้อาจเหลือเพียงตำนานในหน้าประวัติศาสตร์การค้าโลก การปรับตัวจากโรงงานเย็บผ้าของโลกสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์และนวัตกรรมจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก  แต่เป็นทางรอดเดียวที่เหลืออยู่

 

ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ

          ยุโรปถือเป็นตลาดใหญ่และเป็นตลาดที่ตุรกีเคยคิดว่าเป็นตลาดที่มั่นคงของตัวเองที่สุด แต่ปัจจุบันตุรกีกำลังจะได้รับผลกระทบจาก FTA ของสหภาพยุโรปที่จะทำกับอินเดียและกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ซึ่งหากข้อตกลงการค้านี้มีผลบังคับใช้ จะกระทบกับอุตสาหกรรมสิ่งทอของตุรกีอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ ตุรกีจะต้องเร่งหาทางออกและเริ่มมองหาตำแหน่งใหม่ๆ ของตัวเองในตลาดอุตสาหกรรมสิ่งทอที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในครั้งนี้ ในขณะเดียวกับปัญหาเรื่องภาษีและต้นทุนการผลิตภายในประเทศ ที่มีผลมาจากปัญหาเงินเฟ้อที่มีมาอย่างยาวนานหลายปีแล้วนั้น รัฐบาลตุรกีอาจจะต้องหาทางออกที่ดีกว่าปัจจุบันให้แก่ภาคอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน นโยบายที่สนับสนุนให้มีการย้ายฐานการผลิตไปยังจังหวัดรอง อาจจะยังไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องมากนักตราบใดที่นายจ้างยังต้องพยายามลดต้นทุนด้วยการกดค่าจ้างของแรงงาน ไม่ว่าการแก้ปัญหาในภาคอุตสาหกรรมนี้จะออกมาในรูปแบบใด ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนคือแรงงานในภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอเกือบสี่แสนคนนั้นเอง

 

 

ที่มา: https://www.textilegence.com/en/how-will-turkiye-position-itself-as-global-textile-trade-is-reshaped/

Share :
Instagram