
รัฐสุลต่านโอมานได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ตามการจัดอันดับ U.S. News Best Countries Rankings 2026 ในหมวดความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety) นับเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของโอมานในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีความมั่นคงและปลอดภัยมากที่สุดสำหรับประชาชน ผู้พำนักอาศัย และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
ผลการจัดอันดับล่าสุดปรากฏว่า สาธารณรัฐสิงคโปร์ครองอันดับ 1 รองลงมาคือโอมานในอันดับ 2 และญี่ปุ่น ในอันดับ 3 ขณะที่กาตาร์อยู่ในอันดับ 4 ตามด้วยเวียดนาม ฮังการี สาธารณรัฐเกาหลี นิวซีแลนด์ และลักเซมเบิร์ก ตามลำดับ โดยการจัดอันดับพิจารณาจากการรับรู้ของประชาชนทั่วโลกต่อระดับความปลอดภัยของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินศักยภาพประเทศจากหลายปัจจัย อาทิ เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคง
อนึ่ง แม้โอมานจะมีผลการจัดอันดับที่โดดเด่นด้านความปลอดภัยสาธารณะ แต่ปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในหลายตัวชี้วัด มิพึงนำมาใช้ชี้วัดผลการดำเนินงานของประเทศโดยรวมแต่เพียงด้านเดียว อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาโอมานได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านอัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำ เสถียรภาพทางการเมือง และสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรอันส่งผลให้ได้รับการพิจารณาว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสมสำหรับการพำนักอาศัย การทำงาน และการเดินทางที่มีความสงบและปลอดภัย
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล โอมานมีบทบาทสำคัญเกินกว่าขนาดทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยจุดยืนทางการทูตที่เป็นกลาง การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่าย และที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งเชื่อมโยงกับช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อันเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานและการค้าที่สำคัญยิ่งของโลก โดยอาจพิจารณาบทบาทของโอมานได้ในหลายมิติ ดังนี้
โอมานดำเนินนโยบายการทูตแบบสมดุล (Balanced Diplomacy) โดยรักษาความสัมพันธ์กับอิหร่านในฐานะประเทศเพื่อนบ้านทางทะเลกับสหรัฐอเมริกาในฐานะพันธมิตรด้านความมั่นคง และกับอิสราเอลผ่านบทบาททางการทูตในระดับภูมิภาค จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นช่องทางสื่อสารและตัวกลางในการเจรจา (Back-channel mediator) เมื่อเกิดวิกฤตดังปรากฏว่าโอมานเคยเป็นสถานที่จัดการเจรจาลับระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านก่อนการบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์เมื่อปี 2558 นับได้ว่าโอมานเป็น “พื้นที่ปลอดภัยทางการทูต” ของภูมิภาคตะวันออกกลาง
โอมานมีอาณาเขตติดกับช่องแคบฮอร์มุซด้านทะเลอาหรับ และควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ แหลม Musandam และทะเลโอมาน (Gulf of Oman) โดยช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลก การส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์ ตลอดจนสินค้าระหว่างอ่าวอาหรับกับภูมิภาคเอเชีย ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์ปิดช่องแคบดังกล่าว โอมานจะเป็นหนึ่งในประเทศแรกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ในช่วงที่มีความเสี่ยงจากการปิดหรือการโจมตีช่องแคบฮอร์มุซ โอมานทวีความสำคัญในฐานะเส้นทางการค้าทางเลือก (Alternative Trade Route) เนื่องจากมีท่าเรือสำคัญที่ตั้งอยู่นอกช่องแคบและเชื่อมต่อกับมหาสมุทรอินเดียโดยตรง ได้แก่ ท่าเรือ Salalah ท่าเรือ Duqm และท่าเรือ Sultan Qaboos โดยผู้ประกอบการอาจใช้โอมานเป็นทางเลือกสำหรับการนำเข้า การขนถ่ายสินค้า (Transshipment) และการเป็นศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Hub)
แม้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) จะมีท่าเรือขนาดใหญ่ อาทิ ท่าเรือ Jebel Ali และท่าเรือKhalifa Port แต่ส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมโยงกับเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้น หากเกิดความเสี่ยง สินค้าบางส่วนอาจเปลี่ยนเส้นทางผ่านโอมาน โดยใช้ท่าเรือดุกม์และศอลาละฮ์เป็นจุดเชื่อมต่อ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านค่าประกันภัยและความล่าช้าในการขนส่ง
มิติพลังงาน : ผู้ค้ำจุนเสถียรภาพเส้นทางขนส่ง
แม้โอมานมิได้เป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่เทียบเท่ายูเออี หรือซาอุดีอาระเบีย แต่มีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงของเส้นทางขนส่งน้ำมัน การรักษาความปลอดภัยทางทะเล และการเจรจาด้านพลังงานในภูมิภาค นอกจากนี้ ท่าเรือและเขตเศรษฐกิจพิเศษของโอมานยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อรองรับอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจนสีเขียว และปิโตรเคมี อันสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลก
ในภาวะที่มีความขัดแย้ง นักลงทุนย่อมให้ความสำคัญกับประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง มีความปลอดภัยสูง และมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สมดุล การที่โอมานได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดของโลก จึงช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และส่งเสริมการลงทุนในภาคการท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเมื่อบริษัทต่างชาติมองหาฐานปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงต่ำในภูมิภาคตะวันออกกลาง
สำหรับประเทศไทย โอมานมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน ในฐานะจุดกระจายสินค้า เข้าสู่กลุ่ม GCC โดยสินค้าไทย อาทิ อาหารและอาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์ฮาลาล วัสดุก่อสร้าง และชิ้นส่วนยานยนต์ สามารถใช้โอมานเป็นฐานในการกระจายเข้าสู่ยูเออี ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และคูเวต นอกจากนี้ เมื่อเส้นทางผ่านท่าเรือ Jebel Ali หรือช่องแคบฮอร์มุซประสบปัญหา การมีเส้นทางผ่านโอมานยังช่วยเพิ่มทางเลือกและลดความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานแก่ ผู้ส่งออกไทยได้อีกทางหนึ่ง
กล่าวโดยสรุป โอมานมิได้เป็นเพียงประเทศขนาดกลางในอ่าวอาหรับ หากแต่เป็น “จุดสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Balancing Hub) ที่มีความสำคัญต่อคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ครบทุกมิติอย่างเกื้อกูลกัน กล่าวคือ ในมิติการเมืองและการทูต โอมานเป็นคนกลางประสานไมตรีและรักษาช่องทางเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง ในมิติความมั่นคง โอมานเป็นผู้ค้ำจุนเสถียรภาพทางทะเลและปกป้องเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ ในมิติการค้าและโลจิสติกส์ โอมานเป็นเส้นทางสำรองที่รักษาความต่อเนื่องของการค้าเมื่อช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยงและในมิติพลังงานและการลงทุนโอมานเป็นหลักประกันเสถียรภาพของการขนส่งพลังงานและเป็นฐานปฏิบัติการที่ปลอดภัยสำหรับทุนต่างชาติ
ด้วยเหตุนี้การธำรงเสถียรภาพและความปลอดภัยของโอมานจึงมิใช่ประโยชน์เฉพาะของโอมานเท่านั้น หากแต่เป็นปัจจัยค้ำจุนความมั่นคง ความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ และการสื่อสารทางการทูตของกลุ่ม GCC โดยรวม ตลอดจนเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยพึงพิจารณาใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของโอมาน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและขยายการค้ากับภูมิภาคตะวันออกกลางต่อไป
ที่มา: https://www.gulf-insider.com/oman-ranked-second-safest-country-in-the-world/