
Whole Foods Market เผย 8 เทรนด์อาหารและเครื่องดื่มที่จะมาแรงในปี 2026

Whole Foods Market เปิดเผยรายงาน “Top Food Trends 2026” โดยฝ่าย Trends Council ของบริษัท ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารตั้งแต่ฝ่ายจัดซื้อ นักสรรหาวัตถุดิบ ไปจนถึงเชฟผู้เชี่ยวชาญ ได้คาดการณ์ว่าในปี 2026 โลกของอาหารจะได้รับอิทธิพลจากกระแสใหม่ ๆ ที่สะท้อนทั้งความคิดสร้างสรรค์และความใส่ใจต่อสุขภาพมากขึ้น
Sonya Gafsi Oblisk ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและการจัดจำหน่ายของ Whole Foods Marketกล่าวว่าทุกปี รายงานเทรนด์ของบริษัทมักสะท้อนทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร และปี 2026 ก็ไม่ต่างกัน แนวโน้มในปีนี้แสดงให้เห็นว่าแนวคิดใหม่ ๆ สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่จะได้เห็นว่าเทรนด์เหล่านี้จะส่งอิทธิพลต่อครัวเรือนและวัฒนธรรมการกินในปีหน้ามากเพียงใด
8 เทรนด์เด่นสำหรับปี 2026 ได้แก่
1. Tallow Takeover – การกลับมาของไขมันวัว ไขมันวัว (beef tallow) กำลังได้รับความสนใจอีกครั้งในวงการอาหาร ตั้งแต่การตีฟูเป็นส่วนผสมขนม ไปจนถึงการผสมเข้ากับสมุนไพรต่าง ๆ ไขมันชนิดนี้ไม่เพียงแต่ให้คุณค่าทางโภชนาการ แต่ยังช่วยรังสรรค์รสชาติที่เข้มข้น และสะท้อนวิถีการทำอาหารแบบดั้งเดิมได้อย่างชัดเจน
ครั้งหนึ่งไขมันวัวเคยเป็นวัตถุดิบหลักในครัวเรือน ด้วยคุณสมบัติในการทนความร้อนสูงและให้รสชาติเข้มข้น ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มหันมาสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่สนใจวัตถุดิบจากภูมิปัญญาเก่า และกำลังมองหาทางเลือกแทนน้ำมันพืช

แม้จะดูเหมือนเป็นเทรนด์บนโลกโซเชียล แต่จริง ๆ แล้ว ไขมันวัวถูกใช้ทอดและอบอาหารมานานหลายศตวรรษ ร้านอาหารหลายแห่งเลือกใช้น้ำมันวัวแทนน้ำมันทั่วไปเพื่อเพิ่มรสชาติให้เมนู ตั้งแต่มันฝรั่งทอดจนถึงขนมอบ สำหรับผู้ที่สนับสนุนแนวคิด “nose-to-tail” หรือการใช้ประโยชน์จากสัตว์ทั้งตัว การใช้ไขมันวัวยังช่วยให้ไขมันที่มักถูกทิ้งกลับมาใช้ได้อย่างคุ้มค่า


ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ตามแนวโน้มนี้:
• Epic Provisions Beef Tallow
• FOND Grass-Fed and Regenerative Beef Tallow
• Jesse & Ben’s “Tallow & Sea Salt” House-Cut Fries
• Maggie Ann Soap Co. Tallow Soap (เปิดตัวพฤศจิกายน 2025 ในบางสาขา)
• South Chicago Packing Wagyu Beef Tallow Cooking Spray
2. Focus on Fiber –– เน้นใยอาหาร แม้โปรตีนยังคงครองตำแหน่งราชาในวงการอาหาร แต่ตอนนี้ใยอาหารเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อผู้บริโภคมองหาวิธีดูแลสุขภาพลำไส้ และต้องการตัวช่วยให้อิ่มนานอย่างเป็นธรรมชาติ

แบรนด์หลายแห่งเริ่มเน้นการระบุปริมาณใยอาหารบนฉลากมากขึ้น พร้อมกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เสริมใยอาหาร เช่น พาสต้า ขนมปัง แครกเกอร์ และบาร์สุขภาพที่วางจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รากพืชอย่าง มันสำปะหลัง (cassava) และชิโครี (chicory) กลายเป็นส่วนผสมใยอาหารสำคัญในเครื่องดื่ม พรีไบโอติก ส่วนบุก (konjac) ก็ได้รับความนิยมในอาหารพร้อมทานจากพืช ขณะที่วัตถุดิบพื้นฐานในครัวอย่างข้าวโอ๊ตก็กำลังกลายเป็นดาวเด่นในผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพราะอุดมไปด้วยใยอาหารพรีไบโอติกและช่วยส่งเสริมการย่อยอาหาร
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ตามแนวโน้มนี้:
• 365 by Whole Foods Market Organic Caramelized Pineapple Prebiotic Soda
• Bio.me Daily Prebiotic Fiber
• Halfday Iced Tea Prebiotic Half & Half
• Happy Family Organics Happy Tot Fiber & Protein Pouches
• Olyra Blueberry Soft Baked Bites
3. Year of the Female Farmer – ปีแห่งเกษตรกรหญิง เมื่อฟาร์มรุ่นต่อรุ่นเริ่มลดลง และผู้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำอาชีพเกษตรกรน้อยลง การให้ความสำคัญกับผู้หญิงที่เปลี่ยนแปลงวงการเกษตรจึงมีความหมายมากกว่าที่เคยผู้บริโภคเริ่มสังเกตเห็นบทบาทของผู้หญิงในภาคเกษตรผ่านสื่อ งานอีเวนต์ และแม้กระทั่งบนบรรจุภัณฑ์ของแบรนด์ต่าง ๆ และองค์กรอย่าง National Young Farmers Coalition มอบทุนผ่านโครงการ Young Farmer Grant โดยจัดสรร 50% ของทุนให้กับเกษตรกรหญิง nonbinary และ trans ขณะที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประกาศให้ปี 2026 ว่าเป็นปีสากลแห่งเกษตรกรหญิง (International Year of the Woman Farmer)
ตัวอย่างแบรนด์ที่สนับสนุนแนวโน้มนี้:
Lotus Foods: ช่วยผู้หญิงในฟาร์มต้นทางด้วยค่าจ้างพรีเมียมและการพัฒนาชุมชน
Kvarøy Arctic: มอบทุนการศึกษาและโอกาสฝึกงานด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสำหรับผู้หญิง
True Moringa: สนับสนุนเกษตรกรหญิงในกานาโดยจัดสรรที่ดิน ฝึกอบรม และให้สิทธิ์เข้าถึงระบบน้ำ การรับรองออร์แกนิก ประกันสุขภาพ และการดูแลเด็ก
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ตามแนวโน้มนี้
4. Kitchen Couture – เทรนด์แฟชั่นบรรจุภัณฑ์ที่เป็นศิลปะบนชั้นวาง โดยแนวคิด “dopamine
décor” หรือการตกแต่ง
บ้านที่กระตุ้นความสุขและพลังบวก กำลังขยายเข้าสู่พื้นที่ในครัวอย่างเต็มตัว และไม่จำเป็นต้องซ่อนกระป๋องหรือภาชนะไว้ในตู้ หรือถอดฉลากออกเวลาเปิดบ้านอีกต่อไป ผู้บริโภคยุคใหม่กลับภาคภูมิใจที่ได้โชว์ของใช้ดีไซน์สวย ราวกับงานศิลปะที่เพิ่มสีสันให้ครัว
ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์ที่สะดุดตา สีสันสดใส และลวดลายสร้างสรรค์ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งเคาน์เตอร์และชั้นวางในครัว แบรนด์ต่าง ๆ ใช้ดีไซน์เหล่านี้ไม่เพียงเพื่อความสวยงาม แต่ยังสะท้อนอารมณ์และบุคลิกของเจ้าของบ้าน กระแสนี้คือการต่อยอดแนวคิด little luxuries เป็นกระแสที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากหรือใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่เน้น “การให้รางวัลตัวเอง (self-reward)” ด้วยสิ่งที่สร้างความรู้สึกพิเศษและมีคุณค่าในเชิงอารมณ์
5. Freezer Fine Dining – อาหารแช่แข็งระดับไฟน์ไดนิ่ง โซนอาหารแช่แข็งในซูเปอร์มาร์เก็ตกำลังเปลี่ยนภาพลักษณ์จาก “อาหารสะดวกซื้อ” สู่การเป็นพื้นที่แสดงนวัตกรรมแห่งวงการอาหารยุคใหม่ อาหารแช่แข็งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เมนูทั่วไปอีกต่อไป แต่ขยายไปถึง มื้อหลักระดับไฟน์ไดนิ่ง อาหารเรียกน้ำย่อย และเครื่องเคียงดีไซน์ใหม่ๆ ผู้บริโภคยุคนี้หันมาเลือก อาหารแช่แข็งระดับพรีเมียม เพื่อสร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารเหมือนอยู่ในร้านอาหารหรู ได้รสชาติและความประณีตแบบไฟน์ไดนิ่ง แต่ในรูปแบบที่ สะดวก ง่าย และเข้าถึงได้จากที่บ้าน
ของตนเอง

ยกตัวอย่างเช่น เมนูอย่าง อารันชินี (Arancini) เมนูข้าวทอด เป็นอาหารว่างดั้งเดิมของชาวอิตาเลียน หรือ พูพูซา (Pupusas) เป็นแผ่นแป้งข้าวโพด อาหารพื้นเมืองประจำชาติของประเทศเอลซัลวาดอร์ หรือเมนูเชฟสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่ให้รสชาติราวกับเพิ่งออกจากครัวร้านอาหารชั้นนำ แม้จริง ๆ แล้วจะสามารถทำจาก หม้อทอดไร้น้ำมัน (Air Fryer) ก็ตาม
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์สุดฮอตในกลุ่มนี้ ได้แก่:
Flour + Water Cacio e Pepe Pizza
Force of Nature – Grass Fed Beef Ancestral Blend Classic Meatballs
Laoban Crab Rangoon
Masienda Beef Birria Quesadillas
6. Very Vinegar – เทรนด์น้ำส้มสายชูสุดเปรี้ยวที่กำลังมาแรง น้ำส้มสายูวันนี้ไม่ได้มีแค่รสเปรี้ยวแบบดั้งเดิมอีกต่อไป ผู้บริโภคกำลังสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ๆ ตั้งแต่โทนิกสำหรับดื่ม น้ำส้มสายูผสมผลไม้บด จนถึงสูตรดิบไม่กรอง เพื่อเพิ่มรสชาติ ความซับซ้อน และประโยชน์คล้ายโปรไบโอติก
น้ำส้มสายู หรือที่เคยเรียกว่า “ไวน์เปรี้ยว (sour wine)” มีประวัติยาวนับพันปี และเคยถูกใช้เป็นยาด้วย จึงถือเป็นหนึ่งในอาหารฟังก์ชัน (functional food) ดั้งเดิม
ปัจจุบันครีเอเตอร์บางคนในโลกออนไลน์เชื่อว่า การดื่มน้ำดองแตงกวาก่อนมื้ออาหารอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ขณะที่น้ำส้มสายูในยุคใหม่กำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง (“modern renaissance”)
ผู้บริโภคจึงเริ่มมองหาน้ำส้มสายูเกรดพรีเมียม ผลิตจำนวนน้อย มีรสชาติใหม่ ๆ และรูปแบบนวัตกรรม ทั้งสำหรับทำอาหารที่บ้าน และใช้ในค็อกเทลหรือม็อกเทลในร้านอาหาร นอกจากนี้ น้ำส้มสายูยังถูกนำไปผสมในซอสและครีม เช่น มายองเนส เพื่อเพิ่มรสเปรี้ยวสดชื่น และหลายแบรนด์ยังใส่ไอเดียการใช้งานบนบรรจุภัณฑ์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคลองใช้ในรูปแบบใหม่ ๆ
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์เด่น ๆ ได้แก่:
American Vinegar Works – “Better Than Champagne” Chardonnay Wine Vinegar (บางสาขา)
Ayoh! Foods – Hot Giardinayo Sando Sauce
Cabi Foods – Sweet Yuzu Vinaigrette (บางสาขา)
Garcia de la Cruz – Pedro Ximenez Spanish Sherry Vinegar
Häxan Ferments – Fermented Hot Sauce and Vinegars (บางสาขา)
7. Sweet But Make It Mindful – แม้ความอยากของหวานจะไม่หายไป แต่ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มใส่ใจปริมาณน้ำตาลที่บริโภค พวกเขาเลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้ความหวานอย่างพอดี ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น
ใช้น้ำตาลอ้อยแท้ แทนสารให้ความหวานสังเคราะห์
ใช้ความหวานจากผลไม้ทั้งผล น้ำผึ้ง หรือเมเปิลไซรัป แทนการเติมน้ำตาลมาก ๆ
แบรนด์แยม ช็อกโกแลต และเยลลี่หลายรายจึงเริ่มพึ่งพาผลไม้จริงเพื่อให้รสชาติและเนื้อสัมผัสดี โดยไม่ต้องใส่น้ำตาลมากเกินไป
ครีเอเตอร์บน TikTok หลายคนได้นำเทรนด์อาหารชื่อ “The Great Date” ซึ่งได้รับความนิยมในปี 2023 มาต่อยอด โดยสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ อย่าง “homemade date and peanut butter bars หรือแท่งขนมโฮมเมดจากอินทผลัมและเนยถั่ว” ขนมชนิดนี้ใช้ อินทผลัม ซึ่งมีความหวานตามธรรมชาติ ผสมกับ เนยถั่วและดาร์กช็อกโกแลต จนได้รสชาติคล้ายขนมช็อกโกแลตแท่ง แต่ดีต่อสุขภาพกว่า เทรนด์นี้จึงกลายเป็นกระแสไวรัลในกลุ่มคนรักสุขภาพและสายทำขนมโฮมเมดบนโซเชียลมีเดีย
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์แนวนี้:
Corpse Reviver – Electrolyte Drinks (ส่วนหนึ่งของ Whole Foods Market’s 2025 LEAP Early Growth Cohort)
GOOD GOOD – Special Reserve Five Fruits Spread
Harken Sweets – The Lil’ Nutty Ones: Date Caramel Candy Bars (เปิดตัว พ.ย. 2025 บางสาขา)
Hu – Hazelnut Butter Dark Chocolate Bites
Smash Foods – Cherry Pomegranate Superfood Fruit Spread
8. Instant Reimagined – อาหารสำเร็จรูปในมุมมองใหม่ แบรนด์อาหารกำลังตีความคำว่า “instant” (สำเร็จรูป / ทันใจ) ใหม่ให้ขยายกว้างไปกว่าภาพเดิมของ “อาหารไมโครเวฟ” หรือ “อาหารที่รับประทานง่าย” ที่คุ้นเคย ผู้บริโภคยุคนี้กำลังค้นพบตัวเลือกใหม่ที่ทั้ง ดีต่อสุขภาพ และสะดวกในทุกสถานที่ ตั้งแต่ในครัวออฟฟิศไปจนถึงบนเครื่องบิน
TikTok มีบทบาทสำคัญในการรีแบรนด์ภาพลักษณ์ของอาหารสำเร็จรูปให้ดู “เท่และใส่ใจสุขภาพ” มากขึ้น ครีเอเตอร์จำนวนมากโชว์เมนูสร้างสรรค์อย่าง อาทิ ลาเต้ระดับบาริสต้าที่พกพาได้ หรือ “ราเมงลิ้นชักโต๊ะทำงาน” (desk drawer ramen) ที่ทำจากซุปกระดูก (bone broth), พริกกรอบ (chili crisp) และส่วนผสมอะแดปโตเจน (adaptogenic add-ins)
ในขณะเดียวกัน แบรนด์ต่าง ๆ ก็เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบรับเทรนด์นี้ เช่น
กาแฟพรีเมียมแบบซองชงเดี่ยว
อาหารแนวเทรนดี้แบบถ้วยเดียว
เมนูพร้อมทานที่เก็บได้นานแต่เตรียมได้ในไม่กี่วินาที
ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์เร่งรีบ เช่น ช่วงพักระหว่างประชุม หรือเวลาพักสั้น ๆ ในวันทำงาน แม้แต่ผลิตภัณฑ์แบบดั้งเดิม เช่น ข้าวพร้อมทาน (ready-made rice) ก็เริ่มปรับมาตรฐานด้านการจัดหาวัตถุดิบและความยั่งยืนให้ดีขึ้น ขณะที่แบรนด์หน้าใหม่จำนวนมากก็กำลังเข้ามาปฏิวัติวงการนี้อย่างจริงจัง กล่าวได้ว่า คำว่า “Just add water” (แค่เติมน้ำ) กำลังได้รับ การอัปเกรดภาพลักษณ์ใหม่ จากของที่สะดวกรับประทานแบบธรรมดา สู่ผลิตภัณฑ์ที่ผสานทั้งคุณภาพ รสชาติ และความยั่งยืนในเวลาเดียวกัน
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในเทรนด์นี้ ได้แก่:
365 by Whole Foods Market Instant Espresso Single Serve Coffee Sticks
Aahana’s Coconut & Ginger Sprouted Power Bowl (วางจำหน่ายในบางสาขา)
Aiya’s Matcha To Go Sticks
Maya Kaimal Chinese Indian Fried Rice with Pineapple (เปิดตัวกุมภาพันธ์ 2026)
Milkadamia Oat Milk Slices (เปิดตัวปี 2026)
ความคิดเห็นของ สคต. นิวยอร์ก
รายงานเทรนด์อาหารปี 2026 ของ Whole Foods Market ชี้ว่าเทรนด์สำคัญปีหน้าจะเน้นเรื่อง “ใยอาหาร” (Fiber Frenzy) “อาหารแช่แข็งระดับไฟน์ไดนิ่ง” (Fine-Dining Freezer Finds) รวมถึงกระแสอาหารพร้อมทานคุณภาพสูงและบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น ผู้ประกอบการไทยควรจับตากระแส “อาหารสุขภาพเชิงลึก” ที่เน้นใยอาหารและสุขภาพลำไส้ พร้อมปรับผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพแต่ยังต้องการความสะดวก ขณะเดียวกันอาจต่อยอดแนวคิด “อาหารแช่แข็งพรีเมียม” ด้วยเมนูไทยคุณภาพส่งออกหรือขายในประเทศ รวมทั้ง ของว่างทำมาจากความหวานของผลไม้ที่ไทยมีจุดแข็ง โดยควรให้ความสำคัญกับดีไซน์บรรจุภัณฑ์ เรื่องราวของวัตถุดิบ และแนวทางผลิตที่ยั่งยืน เพื่อสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มในตลาด
ข้อมูลอ้างอิงจาก: https://www.wholefoodsmarket.com/trends
สคต. นิวยอร์ก เดือนพฤศจิกายน 2568