
รัฐบาลอิหร่านเดินหน้าใช้นโยบายเปิดตลาดรถยนต์นำเข้า เพื่อเพิ่มการแข่งขันและช่วยปรับสมดุลตลาดรถยนต์ภายในประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เหมืองแร่ และการค้า หรือกระทรวง (SMT) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้วางแผนและออกใบอนุญาตสำหรับการนำเข้ารถยนต์ประมาณ 70,000–75,000 คัน โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ รถยนต์นั่งราคาประหยัดและรถยนต์ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
นายซัยยิด โมฮัมหมัด อาตาบัก กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลและกระทรวงฯ มีเป้าหมายหลักในการทำให้ตลาดรถยนต์ของอิหร่านมีการแข่งขันมากขึ้น หลังจากตลาดภายในประเทศพึ่งพาผู้ผลิตในประเทศเป็นหลักมาเป็นเวลานาน โดยการเพิ่มรถยนต์นำเข้าจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคและช่วยสร้างแรงกดดันด้านการแข่งขันต่อผู้ผลิตรถยนต์ภายในประเทศ
แม้รัฐบาลจะเปิดทางให้มีการนำเข้ารถยนต์หลายประเภท แต่รัฐมนตรีระบุอย่างชัดเจนว่า ภารกิจหลักของกระทรวงมุ่งไปที่ รถยนต์นั่งกลุ่มประหยัด มากกว่ารถยนต์หรูหรือรถยนต์ราคาแพง เนื่องจากต้องการให้การนำเข้ามีผลโดยตรงต่อผู้บริโภคทั่วไปและช่วยเพิ่มทางเลือกในตลาด
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับกฎระเบียบการนำเข้าที่อิหร่านกำหนดไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเคยระบุว่ารถยนต์นั่งที่มีราคา FOB ต่ำกว่า 20,000 ยูโร สามารถนำเข้าได้ และให้ความสำคัญกับรถยนต์ราคาต่ำกว่า 10,000 ยูโร ในฐานะกลุ่มรถยนต์เศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์ด้านการนำเข้ามีการปรับเปลี่ยนตามปีงบประมาณและนโยบายของรัฐบาล ทำให้โครงสร้างภาษี จำนวนโควตา และเงื่อนไขของรถแต่ละประเภทแตกต่างกันไป
ในด้านการชำระเงิน รัฐบาลอิหร่านระบุว่าการนำเข้ารถยนต์สามารถใช้ทั้งเงินตราต่างประเทศที่ได้รับการจัดสรรจากภาครัฐ และเงินตราต่างประเทศที่อยู่ในมือของบุคคลหรือผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาต
ประเด็นนี้มีความสำคัญ เนื่องจากการนำเข้ารถยนต์ของอิหร่านไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังเปิดช่องให้ผู้ที่มีเงินตราต่างประเทศที่ถูกต้องตามกฎหมายสามารถนำเงินดังกล่าวมาใช้ในการนำเข้ารถยนต์ได้ ภายใต้กฎของธนาคารกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับรถยนต์นั่ง การกำหนดภาษีและสิทธิประโยชน์แตกต่างกันตามประเภทเครื่องยนต์และขนาดเครื่องยนต์ โดยกฎระเบียบในปี 1404 ของปฏิทินอิหร่าน หรือปี 2025–2026 มีการกำหนดจำนวนรถยนต์และอัตราภาษีตามขนาดเครื่องยนต์ ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดได้รับอัตราภาษีที่แตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป
ตัวอย่างโครงสร้างที่ประกาศไว้สำหรับรถยนต์เบนซินในปีดังกล่าว มีการแบ่งกลุ่มตั้งแต่รถยนต์ขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี ไปจนถึงรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์มากกว่า 3,000 ซีซี โดยกลุ่มเครื่องยนต์ขนาดเล็กมีจำนวนที่ได้รับจัดสรรมากที่สุด ขณะที่รถยนต์เครื่องยนต์ใหญ่มีภาษีนำเข้าสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ในส่วนของรถยนต์พลังงานทางเลือก กฎระเบียบกำหนดอัตราที่แตกต่างกัน โดยรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ประเภทเพิ่มระยะทาง (range extender) มีอัตราต่ำกว่ารถยนต์สันดาปอย่างมาก ขณะที่รถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดอยู่ในระดับที่แตกต่างกันตามประเภทระบบขับเคลื่อน
นอกจากรถยนต์ราคาประหยัดแล้ว รัฐบาลยังออกใบอนุญาตสำหรับรถยนต์บางประเภทเป็นกรณีพิเศษ โดยรัฐมนตรีอาตาบักอธิบายว่า รถยนต์กลุ่มดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้ให้รัฐบาลผ่าน อากรขาเข้าและภาษีศุลกากร
ดังนั้น จำนวน 70,000–75,000 คันจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นรถยนต์ราคาประหยัดทั้งหมด เพราะแผนการนำเข้ายังประกอบด้วยรถยนต์หลายกลุ่ม และมีช่องทางพิเศษสำหรับรถยนต์บางประเภทด้วย
การเพิ่มจำนวนรถยนต์นำเข้าถือเป็นประเด็นสำคัญสำหรับตลาดรถยนต์อิหร่าน เพราะตลาดภายในประเทศมีผู้ผลิตรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงมาหลายปี รัฐบาลจึงมองว่าการเปิดรับรถยนต์จากต่างประเทศจะช่วยเพิ่มการแข่งขันและทำให้ผู้ผลิตภายในประเทศต้องปรับปรุงคุณภาพ ราคา และผลิตภัณฑ์ของตน
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาขายจริงจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนขนส่ง ราคาต้นทาง ภาษีนำเข้า ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตลอดจนขั้นตอนการอนุมัติและการจัดจำหน่ายภายในประเทศ
โดยสรุป แผนล่าสุดของอิหร่านมีสาระสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่
1. เป้าหมาย/ใบอนุญาตนำเข้าอยู่ที่ประมาณ 70,000–75,000 คัน
2. รถยนต์นั่งราคาประหยัดเป็นกลุ่มที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด
3. การนำเข้าสามารถใช้ทั้งเงินตราต่างประเทศที่รัฐบาลจัดสรรและเงินตราต่างประเทศของผู้มีสิทธิ์
4. รัฐบาลยังคงเปิดทางให้รถยนต์พิเศษและรถยนต์หรูเข้าประเทศในบางกรณี เพื่อสร้างรายได้จากภาษีและอากร
ดังนั้น ทิศทางของตลาดรถยนต์นั่งอิหร่านในระยะต่อไปจึงน่าจับตามอง โดยเฉพาะกลุ่ม รถยนต์ขนาดเล็ก รถยนต์ราคาประหยัด รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีโอกาสได้รับความสนใจจากนโยบายของรัฐบาลมากกว่ารถยนต์เครื่องยนต์ขนาดใหญ่และรถยนต์หรู
ทั้งนี้ ตัวเลข 70,000–75,000 คันเป็นตัวเลขตามแผนและใบอนุญาตนำเข้า ไม่ควรตีความว่าเป็นจำนวนรถยนต์ที่ผ่านศุลกากรและเข้าสู่ตลาดครบทั้งหมดแล้ว เนื่องจากการนำเข้าจริงยังขึ้นอยู่กับการจัดสรรเงินตราต่างประเทศ การลงทะเบียนคำสั่งซื้อ การอนุมัติ และขั้นตอนศุลกากรในแต่ละช่วงเวลา