
โครงการพลังงานลมมอนซูน (Monsoon Wind Power Project) ทางตอนใต้ของลาว ซึ่งเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เปิดดำเนินการแล้วและกำลังส่งพลังงานสะอาดข้ามพรมแดนไปยังเวียดนาม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดของเอเชีย
ผู้พัฒนาโครงการกล่าวกับเจ้าหน้าที่สำนักข่าวเวียงจันทน์ไทมส์ว่า โครงการขนาด 600 เมกะวัตต์นี้ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นับเป็นโครงการพลังงานหมุนเวียนข้ามพรมแดนแห่งแรกในเอเชีย โครงการนี้ได้รับการพัฒนาโดยไม่มีการย้ายถิ่นฐาน และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระดับสากล การก่อสร้างและการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าเต็มรูปแบบของโครงการเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาเพียง 27 เดือน เร็วกว่ากำหนดถึงสี่เดือน
ปัจจุบัน พลังงานสะอาดจากภูเขาในภาคใต้ของ สปป.ลาว ได้ถูกส่งไปสู่ประเทศเวียดนาม ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาค กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกระตุ้นความมุ่งมั่นในการสร้างโครงข่ายไฟฟ้าของอาเซียน ด้วยการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ประเทศต่างๆ ร่วมมือกัน
กังหันลม จำนวน 133 ตัว ทอดยาวตามแนวสันเขา ผ่านเมืองดากจึง แขวงเซกอง และ เมืองซาญไซ แขวงอัตตะปือ หมุนวนอย่างมั่นคงท่ามกลางแรงลมที่สม่ำเสมอของพื้นที่ดังกล่าว โครงการนี้ ซึ่งเป็นฟาร์มกังหันลมแห่งแรกใน สปป.ลาว เป็นผลผลิตจากการศึกษาวิจัยลมอย่างละเอียดมานานกว่าทศวรรษ
พลังงานจากกังหันลมจะไหลผ่านสถานีไฟฟ้าย่อย 115 กิโลโวลต์ จำนวน 4 สถานี และจะถูกเปลี่ยนเป็น 500 กิโลโวลต์ที่สถานีไฟฟ้าหลักของโครงการ แล้วส่งต่อไปตามสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ระยะทางยาว 27 กิโลเมตร ไปยังชายแดนลาว-เวียดนาม ก่อนจะเชื่อมต่อกับระบบส่งไฟฟ้าแรงสูง 500kV ของประเทศเวียดนาม และส่งต่ออีก 44 กิโลเมตร ไปยังสถานีย่อย Thanh My ของบริษัทไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) โครงการนี้ริเริ่มโดยบริษัท Impact Electrons Siam (IES) และ ทำการพัฒนาและดำเนินการโดยบริษัท มอนซูน วินด์ พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนใน สปป.ลาว
โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้ถือหุ้นนานาชาติ ได้แก่ อิมแพค อิเลคตรอนส์ สยาม IES (ประเทศไทย) ผู้ริเริ่มโครงการ ACEN จากประเทศฟิลิปปินส์ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอสทีพีแอนด์ไอ จำกัด (มหาชน) จากประเทศไทย มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และบริษัทในเครือ ได้แก่ ไดมอนด์ เจเนอเรติ้ง เอเชีย ลิมิเต็ด (DGA) และ บริษัท เอสเอ็มพี คอนซัลเทชั่น โซล คอมพานี ลิมิเต็ด จาก สปป.ลาว ในส่วนของแหล่งเงินทุนล้วนมาจากกลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งการสนับสนุนนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งในข้อดีทางเทคนิค สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของโครงการ ได้แก่ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ผู้ดำเนินการหลัก ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ฮ่องกง มอร์ทเกจ คอร์ปอเรชั่น (HKMC) ซูมิโทะโมะ มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น (SMBC) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)
นับตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่หลายคนยังสงสัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของฟาร์มกังหันลมข้ามพรมแดนในพื้นที่นี้ ไปจนถึงการเอาชนะความท้าทายทางเทคนิค โลจิสติกส์ และการเงิน ความสำเร็จนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่น นวัตกรรม และความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงผู้ถือหุ้น ผู้ให้เงินกู้ ที่ปรึกษา ผู้รับเหมา ผู้ให้บริการเทคโนโลยี พันธมิตร และทีมงานมอนซูน วินด์ ที่แข็งแกร่ง
โครงการนี้ไม่เพียงแต่ส่งมอบพลังงานหมุนเวียนในวงกว้างเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าประเทศต่างๆ ในอาเซียนสามารถร่วมมือกันเพื่ออนาคตที่สะอาดและยั่งยืนยิ่งขึ้นได้อย่างไร
กรรมการผู้จัดการบริษัทมอนซูน วินด์ กล่าวว่า เรารู้สึกขอบคุณสำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลลาวและเวียดนามตลอดเส้นทางนี้ และภูมิใจที่โครงการนี้ยังสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนให้กับชุมชนท้องถิ่น ผ่านโครงการพัฒนาชุมชนอันเป็นเอกลักษณ์ของเรา ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การศึกษา การดูแลสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนที่เราดำเนินงาน
นอกจากนี้ โครงการยังเน้นการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนท้องถิ่น โดยมีแผนลงทุนในโครงการชุมชนปีละ 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมด้านการศึกษา การแพทย์ และการพัฒนาอาชีพ เช่น ทุนการศึกษา หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และโครงการปลูกกาแฟ
โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยกระจายแหล่งพลังงานของ สปป.ลาวให้พ้นจากการพึ่งพาพลังงานน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังสนับสนุนโครงการ ASEAN Power Grid ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในภูมิภาค โดยพลังงานที่ผลิตได้เทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของ ครัวเรือนกว่า 1 ล้านหลังคาเรือน และคาดว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 1.3 ล้านตันต่อปี
****************************************
ที่มา : Vientiane times