fb
ภาวะการค้าระหว่างประเทศของอินเดีย ประจำเดือน กันยายน 2569

ภาวะการค้าระหว่างประเทศของอินเดีย ประจำเดือน กันยายน 2569

โดย
Parisa
ลงเมื่อ 26 ตุลาคม 2569 01:30
สคต. ณ กรุงนิวเดลี (อินเดีย) (TTC, New Delhi (India))
1

ภาวะการค้าระหว่างประเทศของอินเดีย ประจำเดือน กันยายน 2569*

(ตัวเลขประมาณการ)

การส่งออกของอินเดียโดยรวม (สินค้าและบริการรวมกัน) สำหรับเดือน กันยายน 2569 มีมูลค่า 80.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10.99 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปีก่อนหน้า ส่วนการนำเข้า (สินค้าและบริการรวมกัน) สำหรับเดือน กันยายน 2569 มีมูลค่า 94.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 8.19 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปีก่อนหน้า

 

ประเภท

กันยายน 2569 

(พันล้านเหรียญสหรัฐฯ)

กันยายน 2568 

(พันล้านเหรียญสหรัฐฯ)

สินค้า

ส่งออก

44.40

36.08

นำเข้า

74.61

69.08

บริการ*

ส่งออก

36.35

36.67

นำเข้า

19.44

17.84

การค้ารวม 

(สินค้า+บริการ)*

ส่งออก

80.75

72.76

นำเข้า

94.05

86.93

ดุลการค้า

-13.30

-14.17

 

การส่งออกรวมภาคสินค้าและบริการของอินเดียสะสมระหว่างเดือน เมษายน 2569 – กันยายน 2569 มีมูลค่า 476.20 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 13.84 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนการนำเข้าสะสมระหว่าง เมษายน 2569 – กันยายน 2569 มีมูลค่า 551.13 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 15.68 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

 

ประเภท

เม.ย. 2569 – ก.ย.2569 

(พันล้านเหรียญสหรัฐฯ)

เม.ย. 2568 – ก.ย.2568 

(พันล้านเหรียญสหรัฐฯ)

สินค้า

ส่งออก

259.89

219.30

นำเข้า

437.53

376.17

บริการ*

ส่งออก

216.31

199.02

นำเข้า

113.60

100.24

การค้ารวม  

(สินค้า+บริการ)*

ส่งออก

476.20

418.31

นำเข้า

511.13

476.42

ดุลการค้า

-74.93

-58.10

 

1. การค้าสินค้า

การส่งออก เดือน กันยายน 2569 มีมูลค่า 44.40 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 36.08 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและอัญมณีและเครื่องประดับมีมูลค่า 34.81 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 28.53 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ 

สินค้าส่งออกที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า ได้แก่  สินค้าอิเลคโทรนิค (70.44%) , ธัญพืช (49.88%) , พรมทอมือ (43.19%) , ผลิตภัณฑ์จำพวกเนื้อสัตว์ (35.18%) , ปิโตรเลียม (31.90%)   ตามลำดับ

ประเทศที่อินเดียมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นในเดือน กันยายน 2569 เทียบกับปีที่ผ่านมามากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ (169.16%)  , มาเลเซีย  (119.69%)  , อียิปต์  (90.09%) , สหรัฐอเมริกา (47.99%), และ จีน (24.05%)

ขณะที่ภาพรวมการส่งออกสินค้า 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026-27 (เมษายน 2569 – กันยายน 2569) มีมูลค่า 259.89 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 219.30 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและอัญมณีและเครื่องประดับแล้วมีมูลค่า 203.41 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 175.06 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ 

การนำเข้า เดือน กันยายน 2569 มีมูลค่า 74.61 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 69.08 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและอัญมณี และเครื่องประดับแล้วมีมูลค่า 51.64 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 42.33 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ 

สินค้านำเข้าที่หดตัวอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ สินค้าโครงการ (-86.85%) , ทองคำ (-81.27%) , แร่เงิน (-49.11%) , น้ำมันดิบ (-22.18%)  และ กระดาษหนังสือพิมพ์ (-9.10%)  ตามลำดับ

ประเทศที่อินเดียมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นในเดือน กันยายน 2569 เทียบกับปีที่ผ่านมามากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ โอมาน (331.82%), เกาหลีใต้ (52.93%) , สิงคโปร์ (36.44%)  , จีน (31.52%)  และ รัสเซีย (25.63%)

ขณะที่ภาพรวมการนำเข้าสินค้า 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026-27 (เมษายน 2569 – กันยายน 2569) มีมูลค่า 437.53 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 376.17 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและอัญมณีและเครื่องประดับแล้วมีมูลค่า 292.88 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 244.67 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ 

ดุลการค้าสินค้า เดือน กันยายน 2569 ขาดดุลการค้า 30.21 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้าขาดดุลที่ระดับ 33.00 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้อินเดียขาดดุลการค้าสินค้าสะสม 6 เดือนแรกมูลค่า 177.64 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งขาดดุลมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ระดับ 156.88 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

2. การค้าบริการ*

เดือน กันยายน 2569 การส่งออกบริการมีมูลค่า 36.35 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ น้อยกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 36.67 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ การนำเข้า มีมูลค่า 19.44 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 17.84 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ดุลการค้า เกินดุลมูลค่า 16.91 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ น้อยกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 18.83 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

ภาพรวมการบริการ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026-27 (เมษายน 2569 – กันยายน 2569) มีมูลค่าเกินดุล 102.71 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ระดับ 98.77 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

3. การค้าระหว่างประเทศไทย-อินเดีย

          เดือนมกราคม–กันยายน 2569 การค้าระหว่างประเทศไทยและอินเดียมีมูลค่ารวม 17,320.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.60 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การส่งออกไทยไปอินเดีย มีมูลค่า 12,525.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว ร้อยละ 5.02 การนำเข้าของไทยจากอินเดีย มีมูลค่า 4,795.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.16 ไทยได้ดุลการค้า 7,730.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปอินเดีย ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ, เม็ดพลาสติก, เคมีภัณฑ์, ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์, และเหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ สินค้าส่งออกที่ขยายตัว โดดเด่น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม +38.26%, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ +37.81%, ผลิตภัณฑ์ยาง +27.01% 

สินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากอินเดีย ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์, เคมีภัณฑ์, และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ สินค้านำเข้าที่หดตัว ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ -20.17%, เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ -2.54%, เคมีภัณฑ์ -1.85%, ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ -1.79% 

 

ข้อคิดเห็น

ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 5.50% ซึ่งนับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกตั้งแต่ปี 2023 โดยนับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี หรือตั้งแต่ปี 2023 เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง 10 เดือน  นอกจากนี้ ธนาคารกลางอินเดียยังเปลี่ยนจุดยืนนโยบายการเงินเป็น “คุมเข้มแบบค่อยเป็นค่อยไป” (calibrated tightening) ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามอิหร่าน ราคาพลังงาน และความเสี่ยงเอลนีโญ ความเคลื่อนไหวของอินเดียครั้งนี้ นับเป็นการสะท้อนทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นทั่วโลก หลังจากบรรดาธนาคารกลางรายใหญ่หลายแห่งนำโดย สหรัฐ (Fed), สหภาพยุโรป (ECB) ญี่ปุ่น (BOJ) อังกฤษ (BOE) และออสเตรเลีย (RBA) กำลังดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เร่งตัว RBI ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร (repo rate) ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของอินเดีย 0.25% สู่ระดับ 5.50% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดยรอยเตอร์ส ซันเจย์ มัลโฮตรา ผู้ว่าการ RBI กล่าวว่า เศรษฐกิจอินเดียยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้เผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก พร้อมระบุว่า “สถานการณ์เงินเฟ้อและแนวโน้มเงินเฟ้อไม่ได้อยู่ในภาวะที่น่าวางใจเหมือนเมื่อปีที่แล้ว” คณะกรรมการนโยบายการเงินจึงมีมติเปลี่ยนจุดยืนนโยบายเป็น “การคุมเข้มแบบค่อยเป็นค่อยไป” (calibrated tightening) การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคของอินเดียเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 โดยแตะระดับ 4.8% ในเดือนส.ค. สูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อระยะปานกลางของ RBI ที่ 4% “ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การลดดอกเบี้ยไม่ใช่ทางเลือกในระยะใกล้ และการดำเนินนโยบายหลังจากนี้ 'มีเพียงการขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยเท่านั้น'” ขณะที่ธนาคาร HSBC และ Goldman Sachs คาดการณ์ว่า แบงก์ชาติอินเดียจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน ธ.ค. HSBC ระบุในรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า ตลาดจำเป็นต้องเห็นการขึ้นดอกเบี้ยที่ “น่าเชื่อถือ” จากธนาคารกลางอินเดีย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า RBI พร้อมที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีกหากจำเป็นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เพราะหากถูกมองว่าแบงก์ชาติไม่เข้มงวดพอในช่วงที่เงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มยืดเยื้อ ก็อาจลดความน่าสนใจของอินเดียในสายตานักลงทุนทั่วโลก

ทั้งนี้ อินเดีย ซึ่งยังคงเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางมากที่สุดต่อปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานที่เกิดจากสงครามอิหร่าน เพราะต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงเกือบ 85% ของความต้องการทั้งหมด  นอกจากปัจจัยเรื่องพลังงานแล้ว อินเดียยังเผชิญความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ในปีนี้ โดยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ระบุว่า ในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค. ของอินเดีย มีฝนตกน้อยเป็นอันดับ 4 นับตั้งแต่ปี 1960 ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาอาหารแพงขึ้น

ธนาคารโลกคาดการณ์ในรายงานอัปเดตฉบับล่าสุดว่า เศรษฐกิจอินเดียจะชะลอตัวลงมาเติบโต 7.1% ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมี.ค. 2027 เทียบกับ 7.8% ในปีก่อนหน้า โดยแม้ว่าเศรษฐกิจอินเดียสามารถรักษาการเติบโตได้ “ดีกว่าที่คาด” ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ แต่คาดว่าการเติบโตจะชะลอตัวลงในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า เมื่อเดือนที่แล้ว เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี และส่งสัญญาณว่าอาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ขณะที่ BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี เนื่องจากราคาพลังงานโลกผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ส่วนธนาคารกลางเกาหลีใต้และธนาคารกลางยุโรปก็ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเช่นกัน ทั้งนี้ RBI ได้ปรับนโยบายการเงินตามทิศทางเดียวกับธนาคารกลางอื่น ๆ ในเอเชีย ตั้งแต่ธนาคารกลางเกาหลีใต้ไปจนถึงธนาคารกลางฟิลิปปินส์ โดยมีเป้าหมายเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เนื่องจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอันเป็นผลมาจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางนั้น ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันกลับมาพุ่งขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ วิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอินเดียอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2566 หลังจาก RBI ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

 

---------------------------------------------------------

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ

ณ กรุงนิวเดลี 

 

* หมายเหตุ: จากข้อมูลล่าสุดของธนาคารกลางอินเดีย ข้อมูลภาคบริการเปิดเผยถึงเดือนสิงหาคม 2569 ในส่วนของข้อมูลของเดือน กันยายน 2569 เป็นเพียงการประมาณการ ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในการเปิดเผยข้อมูลครั้งต่อไป

ข้อมูลอ้างอิง:- Ministry of Commerce and Industry, 15 October 2026

แนวโน้มการค้าระหว่างประเทศของอินเดีย กันยายน 2569

image.png

image.png

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รายงานการค้า กันยายน.pdf
Share :
Instagram