
เนื้อหาสาระข่าว: บทสรุป:
ทรัมป์เสนอให้เก็บภาษีจากประเทศคู่ค้า 60 ราย มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะสามวัน
ภาษีอัตราสูงสุดร้อยละ 12.5 ถูกมองว่าจะนำมาใช้แทนภาษีชั่วคราวของสหรัฐฯ ที่กำลังจะหมดอายุ
ประเทศลาตินอเมริกาแจ้งกำลังต่อสู้กับแรงงานบังคับและยืนยันว่าไม่มีหลักฐานการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน
ผู้ผลิตเหล็กบางรายขอให้ยกเว้นภาษีสำหรับการนำเข้าเหล็กถลุงดิบ
ประเทศลาตินอเมริกาหลายประเทศกล่าวเมื่อวันอังคารว่า กำลังดำเนินการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์ยกเว้นประเทศเหล่านี้จากข้อเสนอเก็บภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ในอัตราร้อยละ 10–12.5 ซึ่งมีเป้าหมายลงโทษการบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยาน
ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับข้อเสนอของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่จะเก็บภาษีจาก 59 ประเทศและสหภาพยุโรป รัฐมนตรีและผู้แทนจากเม็กซิโก เปรู กัวเตมาลา และเอกวาดอร์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าประเทศของตนไม่บังคับใช้กฎหมายต่อต้านแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน พร้อมระบุว่ามีกฎหมายและกระบวนการเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าวอยู่แล้ว “เม็กซิโกให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการต่อสู้กับแรงงานบังคับ” เออร์เนสโต อาเซเบโด เฟร์นันเดซ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของเม็กซิโก กล่าวต่อที่ประชุม พร้อมเสริมว่า ภาษีเพิ่มเติมร้อยละ 10 จะเป็นการลงโทษบริษัทเม็กซิกันหลายพันแห่งที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม โดยข้อเสนอของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะยกเว้นสินค้าจากเม็กซิโกที่เป็นไปตามข้อกำหนดของความตกลงการค้าสหรัฐฯ–เม็กซิโก–แคนาดา อาเซเบโดกล่าวอีกว่า “ภาษีที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เสนอให้ใช้กับเม็กซิโกไม่มีเหตุผลรองรับ เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับถูกส่งเข้าสหรัฐฯ ผ่านทางเม็กซิโก”
การรับฟังความคิดเห็นเป็นเวลาสามวันในสัปดาห์นี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางกฎหมายของรัฐบาลทรัมป์ เพื่อเรียกเก็บภาษีภายใต้ “มาตรา 301” สำหรับแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม จากข้อกล่าวหาว่าประเทศต่าง ๆ ไม่บังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า การใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานต่างประเทศก่อให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อแรงงานสหรัฐฯ แต่ภาษีใหม่ดังกล่าวถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นความพยายามที่จะนำมาใช้แทนภาษีชั่วคราวร้อยละ 10 ซึ่งประกาศใช้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ วินิจฉัยให้มาตรการภาษีทั่วโลกในวงกว้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาศัยอำนาจตามกฎหมายฉุกเฉิน เป็นโมฆะ ภาษีชั่วคราวดังกล่าวมีกำหนดหมดอายุในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้
กลุ่มอัยการสูงสุดจากรัฐในฝั่งของพรรคเดโมแครตจำนวน 22 คน ได้ยื่นคำคัดค้านต่อภาษีจากประเด็นแรงงานบังคับเมื่อวันจันทร์ โดยเรียกมาตรการดังกล่าวว่าเป็น “ความพยายามอำพรางมาตรการภาษีวงกว้างที่กำหนดไว้ล่วงหน้า” และเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 301 โดยมิชอบ หนังสือของกลุ่มดังกล่าวถึงเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการท้าทายมาตรการนี้ต่อศาลในอนาคต
โฮเซ ลุยส์ กัสติโย เมซารินา ผู้อำนวยการฝ่ายเจรจาการค้าของเปรู ขอให้ยกเว้นเปรูจากภาษีทั้งหมด “เนื่องจากในกรณีของเปรู ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าก่อให้เกิดภาระอย่างเป็นรูปธรรมต่อการค้าของสหรัฐฯ อีกทั้งยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานด้านพยานหลักฐานที่กำหนดไว้ภายใต้มาตรา 301 และความสัมพันธ์ทางการค้าทวิภาคีก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะใช้มาตรการในลักษณะนี้” การรับฟังความคิดเห็นอีกเวทีหนึ่งซึ่งจัดขึ้นพร้อมกัน เกี่ยวกับข้อเสนอของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่จะเก็บภาษีสินค้าจากบราซิลร้อยละ 25 ภายใต้การสอบสวนแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมอีกกรณีหนึ่ง ได้เสร็จสิ้นลงเมื่อวันอังคาร โดยมีฟลาวิโอ โบลโซนาโร วุฒิสมาชิกฝ่ายขวาของบราซิลและบุตรชายของฌาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิล เข้าให้การ ทั้งนี้ ฟลาวิโอมีแผนลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศในเดือนตุลาคม
ผู้ผลิตเหล็กขอยกเว้นภาษีสำหรับเหล็กถลุงดิบ
ผู้ผลิตเหล็กและกลุ่มการค้าบางรายเสนอระหว่างการรับฟังความคิดเห็นเรื่องแรงงานบังคับให้ยกเว้นภาษีสำหรับเหล็กถลุงดิบนำเข้า ซึ่งใช้ในการผลิตเหล็กด้วยเตาอาร์กไฟฟ้า วัตถุดิบดังกล่าวไม่สามารถหาซื้อได้จากบริษัท U.S. Steel และ Cleveland-Cliffs ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กครบวงจรภายในประเทศที่ใช้เตาสูง วัตถุดิบนี้ได้รับการยกเว้นจากภาษีเหล็กด้านความมั่นคงแห่งชาติตาม “มาตรา 232” ของทรัมป์ในอัตราร้อยละ 50 แต่จะอยู่ภายใต้ข้อเสนอภาษีจากประเด็นแรงงานบังคับ ส่งผลให้ต้นทุนของผู้ผลิตอย่าง Nucor และ Steel Dynamics สูงขึ้น แบรนดอน ฟาร์ริส รองประธานบริหารของสมาคมผู้ผลิตเหล็ก กล่าวว่า หากไม่มีข้อยกเว้น ภาษีสำหรับเหล็กถลุงดิบนำเข้าจากบราซิล ซึ่งเป็นผู้จัดหารายสำคัญ อาจเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 37.5 เมื่อรวมกับข้อเสนอภาษีที่ใช้กับบราซิลโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้การผลิตเหล็กภายในประเทศส่วนใหญ่ตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบในการแข่งขัน
คาดว่าสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะพิจารณาความเห็นต่าง ๆ ก่อนออกคำวินิจฉัยขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับข้อเสนอเก็บภาษีและข้อยกเว้นใด ๆ
บทวิเคราะห์: พบบทความนี้ก็เริ่มร้อนๆ หนาวๆ เพราะประเทศไทยก็อยู่ในรายชื่อที่กำลังถูกพิจารณาอยู่ด้วย สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษี Section 301 เพิ่มร้อยละ 12.5 ต่อสินค้าไทยจากประเด็นแรงงานบังคับได้ โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) อยู่ระหว่างการไต่สวนรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอเก็บภาษีเพิ่มเติมร้อยละ 10–12.5 ต่อสินค้าจาก 59 ประเทศและสหภาพยุโรป โดยอ้างว่าประเทศเหล่านี้ยังบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับไม่เพียงพอ แม้ข่าวจะมุ่งกล่าวถึงประเทศลาตินอเมริกา แต่เป็นกระบวนการเดียวกับที่ครอบคลุมประเทศไทยด้วย
รายงานผลการสอบสวนของ USTR ระบุประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยังไม่มีและยังมิได้บังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล ขณะที่ประกาศข้อเสนอมาตรการของ USTR กำหนดอัตราภาษีร้อยละ 10 สำหรับประเทศบางกลุ่ม และร้อยละ 12.5 สำหรับประเทศอื่นที่ยังไม่มีระบบห้ามนำเข้าดังกล่าวอย่างเพียงพอ เนื่องจากไทยมิได้อยู่ในกลุ่มอัตราร้อยละ 10 สินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากไทยจึงอาจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มร้อยละ 12.5 หากข้อเสนอได้รับการประกาศใช้ตามรูปแบบปัจจุบัน
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: ผลกระทบโดยตรงคือ ต้นทุนการนำเข้าสินค้าไทยในสหรัฐฯ อาจสูงขึ้น ผู้นำเข้าอาจขอลดราคา แบ่งภาระภาษี ลดคำสั่งซื้อ หรือเปลี่ยนแหล่งจัดหา โดยสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำและมีสินค้าทดแทนจากประเทศอื่นได้ง่ายจะได้รับผลกระทบมากกว่า ผู้ส่งออกจึงควรตรวจสอบว่าสินค้าของตนอยู่ในรายการยกเว้นตามภาคผนวก A หรือไม่ พร้อมประเมินราคาขายภายใต้สมมติฐานว่ามีภาษีเพิ่มร้อยละ 12.5
อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้มีลักษณะเรียกเก็บตามประเทศแหล่งกำเนิดสินค้า มิได้พิจารณาเป็นรายโรงงาน ดังนั้น การพิสูจน์ว่าโรงงานไทยไม่มีการใช้แรงงานบังคับอาจไม่ทำให้ได้รับยกเว้นภาษี Section 301 โดยอัตโนมัติ แต่เอกสารตรวจสอบย้อนกลับ แหล่งที่มาของวัตถุดิบ หลักฐานการจ้างงาน และการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานยังมีความสำคัญต่อการผ่านมาตรการศุลกากรด้านแรงงานบังคับประเภทอื่น โดยเฉพาะสินค้าแผงพลังงานแสงอาทิตย์ สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม
แม้ในบทความนี้จะไม่ได้กล่าวถึงประเทศไทยโดยตรง แต่เป็นตัวอย่างของการต่อรองและการขอยกเว้นจากมาตรการเดียวกับที่ไทยกำลังเผชิญ จึงถือเป็นสัญญาณความเสี่ยงสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทย อย่างไรก็ดี อัตราร้อยละ 12.5 ยังเป็นเพียงข้อเสนอ และอาจเปลี่ยนแปลงได้ภายหลัง USTR พิจารณาคำชี้แจงและคำขอยกเว้นทั้งหมดแล้ว
ผู้ประกอบการไทยควรเร่งตรวจสอบพิกัดศุลกากรของสินค้าทุกรายการเทียบกับบัญชียกเว้นใน Annex A พร้อมประเมินผลกระทบด้านต้นทุนภายใต้สมมติฐานว่าถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมร้อยละ 12.5 รวมถึงทบทวนเงื่อนไขการค้าในสัญญาว่า ผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกเป็นฝ่ายรับภาระภาษี เพื่อป้องกันข้อพิพาทและเตรียมแนวทางเจรจาราคากับคู่ค้าล่วงหน้า
ขณะเดียวกัน ควรจัดเตรียมเอกสารด้านแรงงานและการตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทานให้เป็นระบบ ได้แก่ รายชื่อโรงงานและผู้รับช่วงผลิต แหล่งที่มาของวัตถุดิบ หลักฐานการจ่ายค่าจ้าง และมาตรการป้องกันแรงงานบังคับ แม้เอกสารดังกล่าวอาจไม่ทำให้ได้รับยกเว้นภาษี Section 301 โดยตรง แต่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบของศุลกากรสหรัฐฯ และเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้า
ในส่วนของภาครัฐไทยเอง ก็อาจจำเป็นต้องเร่งใช้ช่องทางการทูตและการเจรจาการค้ากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อขอให้ทบทวนข้อวินิจฉัยที่มีต่อประเทศไทย พร้อมนำเสนอข้อมูลและหลักฐานที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับกฎหมาย การตรวจสอบแรงงาน การดำเนินคดี และมาตรการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานของไทย ตลอดจนพิจารณาขอให้สหรัฐฯ ยกเว้นประเทศไทยจากมาตรการ ลดอัตราภาษี หรือขยายรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้น โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐฯ ยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าจากไทย
ขณะเดียวกัน ภาครัฐไทยยังอาจต้องเร่งพัฒนากฎหมายและกลไกห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับให้มีความชัดเจนและสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเสริมอำนาจให้หน่วยงานศุลกากรสามารถตรวจสอบ ระงับ หรือปฏิเสธการนำเข้าสินค้าที่มีความเสี่ยง ตลอดจนพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและฐานข้อมูลร่วมระหว่างหน่วยงาน เพื่อแสดงให้สหรัฐฯ เห็นถึงความมุ่งมั่นและความก้าวหน้าของไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
*********************************************************
ที่มา:Reuters
เรื่อง: “Latin American countries, some steelmakers argue for US tariff exemptions”
โดย: David Lawder & Cynthia Osterman
สคต. ไมอามี /วันที่ 7 กรกฎาคม 2569