fb
อิสราเอลบรรลุข้อตกลงส่งออกก๊าซธรรมชาติอิสราเอลกับอียิปต์มูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์

อิสราเอลบรรลุข้อตกลงส่งออกก๊าซธรรมชาติอิสราเอลกับอียิปต์มูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์

โดย
Natthapong
ลงเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 05:00
สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ (อิสราเอล) (TTC, Tel Aviv (Israel))
45

สำนักข่าว Reuters เปิดเผยรายงานข่าวว่า อิสราเอลบรรลุข้อตกลงส่งออกก๊าซธรรมชาติอิสราเอล–อียิปต์ โดยเป็นข้อตกลงมูลค่าราว 35,000 ล้าน USD (ประมาณ 112พันล้านเชเคลอิสราเอล) ซึ่งถือเป็น ข้อตกลงการส่งออกก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยเป็นข้อตกลงภายใต้กรอบความร่วมมือกับบริษัทพลังงานระหว่างประเทศ เช่น Chevron, NewMed Energy และ Ratio โดยอิราเอลจะส่งออกสินค้าดังกล่าว ประมาณ 130พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ของก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง Leviathan ให้แก่อียิปต์ระหว่างวันนี้ถึงปี 2040 หรือจนกว่าจะครบปริมาณ สาเหตุสำคัญที่มีข้อตกลงนั้น เนื่องจาก อียิปต์เคยเป็นผู้ส่งออกก๊าซ แต่การผลิตในประเทศลดลงตั้งแต่ปี2022 ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้า เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ อิสราเอลมีนโยบายจะเร่งลงทุนโครงสร้างการขนส่งและขยายกำลังการผลิต โดยมีแผนจะขยายและส่งเสริมการผลิตก๊าซจากแหล่ง Leviathan และการสร้าง/ปรับปรุงเครือข่ายท่อส่งจะช่วยเพิ่มปริมาณส่งออกในระยะยาว โดยแบ่งเป็น สองช่วงหลัก ก่อนที่จะได้ขยายกำลังการผลิตอย่างเต็มในปี2026–2029 

 

นายกฯเนทันยาฮูกล่าวว่า ข้อตกลงนี้เป็นการเสริมสร้างสถานะของอิสราเอลในฐานะ ผู้เล่นพลังงานหลักในภูมิภาค และกระตุ้นการลงทุนด้านพลังงานเพิ่มเติม ส่วนอียิปต์ให้ความเห็นว่า รัฐบาลประกาศว่าเป็นข้อตกลง เชิงพาณิชย์โดยสิ้นเชิง ไม่มีมิติเชิงการเมืองโดยตรง และช่วยสนับสนุนเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการค้าก๊าซในภูมิภาค 

 

สคต.ได้วิเคราห์ผลกระทบกับอิสราเอลในเรื่องดังกล่าวดังนี้

  1. คาดว่าจะสร้างรายได้เข้ารัฐ ประมาณ ~58พันล้านเชเคล (ราว $17–18พันล้าน) จากภาษี, ค่าลิขสิทธิ์, และการเก็บภาษีกำไรพิเศษ (“windfall profit”) ในปีต่อๆไป ซึ่งรัฐบาลวางแผนใช้กับโครงการสาธารณะ เช่น การศึกษา, โครงสร้างพื้นฐาน, ระบบสาธารณสุข 

  2. การลงทุนและการพัฒนา โดยต้องลงทุนล่วงหน้าหลายพันล้านดอลลาร์ใน การขยายโครงสร้างผลิตและท่อส่ง ซึ่งจะสร้างงานและเพิ่มความสามารถของอุตสาหกรรมพลังงานภายในประเทศ

  3. อิสราเอลจะถูกมองว่าเป็น ผู้จัดหาพลังงานสำคัญในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองกับเพื่อนบ้านรวมทั้งประเทศอื่นๆ ที่มีแผนส่งออกไปยุโรปผ่านแหล่งพลังงานชายฝั่ง

  4. นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่า การขายก๊าซออกมากเกินไปอาจกดดัน ความมั่นคงพลังงานในประเทศ หากไม่มีการวางแผนเพื่อรองรับการใช้งานภายในอย่างเพียงพอ อาจทำให้อิสราเอลต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันหรือพลังงานอื่นในอนาคตได้

 

ผลกระทบต่อ เศรษฐกิจอียิปต์ 

  1. ลดต้นทุนพลังงาน เนื่องจากก๊าซที่นำเข้าทางท่อมีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้า LNG ที่ต้องแปรสภาพและขนส่งทางเรือ อียิปต์จะ ประหยัดเงินทุนสำรองต่างประเทศ และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ

  2. ก๊าซธรรมชาติเป็นสินค้าเชื้อเพลิงหลักสำหรับภาคอุตสาหกรรม เช่น ปุ๋ย, ปิโตรเคมี, และการผลิตไฟฟ้า การมีแหล่งก๊าซที่ถูกลงจะช่วย ลดต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้ GDP ของอียิปต์มีโอกาสเติบโตต่อไป รวมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนขยายการลงทุน

  3. การได้รับปริมาณก๊าซอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีช่วยเสริม ความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งสำคัญต่อการวางแผนระยะยาวและการพัฒนาระบบไฟฟ้าและโครงสร้างอุตสาหกรรมต่างๆ 

  4. ภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ สคต.มองว่า แม้ว่าความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างอิสราเอลและอียิปต์จะมีความซับซ้อน (โดยเฉพาะในบริบทของความตึงเครียดในฉนวนกาซา) ข้อตกลงนี้ถูกนำเสนอ ในเชิงพาณิชย์มากกว่าเชิงการเมือง ซึ่งทั้งสองฝ่ายพยายามแยกบริบททางการเมืองออกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 

  5. บทบาทของสหรัฐฯ: สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนข้อตกลงนี้โดยมองว่าเป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานและเสถียรภาพในภูมิภาค โดยเฉพาะการสร้างสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพยาวนาน 

  6. ลักษณะตลาดพลังงานเมดิเตอร์เรเนียน: ข้อตกลงนี้ยังช่วยส่งเสริม ตลาดก๊าซในภูมิภาค โดยเชื่อมต่อการผลิตของอิสราเอลกับระบบจำหน่ายและแปรสภาพของอียิปต์ ทำให้เกิดศูนย์กลางพลังงานที่มีศักยภาพในการส่งออกไปยังตลาดอื่นๆ ในอนาคต

 

ความเห็นของ สคต.

 

สคต. เห็นว่า การที่เศรษฐกิจอิสราเอลมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี จะช่วยให้การค้าระหว่างไทยกับอิสราเอลที่มีมูลค่าประมาณ 1,300 ล้านเหรีญสหรัฐฯ (USD) ขยายตัวได้มากขึ้น โดยไทยส่งออกมาปีละประมาณ 800 ล้าน USD และนำเข้าประมาณ 550 ล้าน USD ไทยได้ดุลการค้าประมาณ 200-300 ล้าน USD 

 

โดยในปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.68) ไทยส่งออกมาอิสราเอลมีมูลค่า 636 ล้าน USD ลดลง -7.15% แต่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเป็นทรงตัวจากปี 2567 หรือมูลค่าประมาณ 815 ล้าน USD ได้ เนื่องจากว่า เศรษฐกิจของอิสราเอลขยายตัวได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเริ่มมีการนำเข้าสินค้ามากขึ้น หลังความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสมีข้อตกลงหยุดยิงกัน ซึ่ง สคต. มองว่า จะมีการนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้นคามลำดับ โดยมีสินค้าสำคัญและมีศักยภาพ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักกร ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ ทูน่ากระป๋อง เป็นต้น

 

ในการนำเข้าสินค้านั้น ไทยนำเข้าจากอิสราเอล ในปี 2568 (ม.ค.-ต.ค. 68) มีมูลค่าประมาณ 521.83 ล้าน USD ขยายตัวถึง +33.27% ทำให้คาดการณ์ว่าทั้งปีจะมีมูลค่าสูงถึง 600 ล้าน USD หรือขยายตัวถึง +33-35% เพราะสินค้าหลายชนิดของอิสราเอลเป็นที่ต้องการมากขึ้นของไทย เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ปุ๋ย แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องมือแพทย์ และยุทธปัจจัย เป็นต้น โดยจากข่าวดังกล่าว ซึ่งปุ๋ยน่าจะมีการขยายตัวสูงเพราะผู้ชื้อกาซธรรมชาติเป็นต้นทุนหลัก ทำให้หากมีการขยายกำลังการผลิตตามแผนได้สำเร็จแล้ว จะยิ่งทำให้สินค้าดังกล่าวเป็นที่ต้องการมากขึ้นตามไปด้วยเนื่องจากจะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลงและมีปริมาณมากขึ้น ตามไปด้วย

 

ผู้ส่งออกหรือนักธูรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il

 

ที่มา : https://www.reuters.com 

แปล_วิเคราะห์_2025_ Dec_ข่าว2-อิสราเอลบรรลุข้อตกลงส่งออกก๊าซธรรมชาติอิสราเอลกับอียิปต์มูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์.pdf
Share :
Instagram