
ภาวะการค้าระหว่างประเทศของอินเดีย ประจำเดือนมิถุนายน 2569 จากข้อมูลของสำนักสารสนเทศ กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย โดยสรุปดังนี้
1. การส่งออก เดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่า 40.41 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 34.98 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและอัญมณีและเครื่องประดับมีมูลค่า 33.13 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 28.73 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
กลุ่มสินค้าส่งออกเด่น ได้แก่ ธัญพืช (244.29%) , ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (54.63%) , แร่เหล็ก (49.97%) , อัญมณีและเครื่องประดับ (34.64%) , พลาสติกและเคมีภัณฑ์ (21.24%), ตามลำดับ
ตลาดส่งออกเติบโตสูง 5 อันดับแรก ได้แก่ โอมาน (189.60%) , แอฟริกาใต้ (114.04%) , มาเลเซีย (99.18%), สิงคโปร์ (48.91%), และ จีน (31.49%)
2. การนำเข้า เดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่า 70.84 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 54.08 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและอัญมณี และเครื่องประดับแล้วมีมูลค่า 48.25 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 36.73 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
กลุ่มสินค้านำเข้าที่หดตัว ได้แก่ สินค้าโครงการ (-85.44%) , แร่เงิน (-73.62%) , ไข่มุกและหินมีค่า (-16.83%) , วัตถุดิบเคมีภัณฑ์ (-12.13%) และ น้ำมันพืช (-2.58%) ตามลำดับ
ประเทศที่อินเดียนำเข้าเพิ่มขึ้น 5 ลำดับแรก ได้แก่ ไต้หวัน (135.03%), รัสเซีย (85.02%), จีน (40.06%) , สหรัฐอเมริกา (33.86%) และ สหรัฐอาหรับ (24.62%)
3. ดุลการค้าสินค้า เดือนมิถุนายน 2569 ขาดดุลการค้า 18.78 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้าขาดดุลที่ระดับ 30.43 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้อินเดียขาดดุลการค้าสินค้าสะสม 4 เดือนแรกมูลค่า 86.86 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งขาดดุลมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ระดับ 68.75 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
ข้อคิดเห็น/ข้อมูลเพิ่มเติม
ภาพรวมเศรษฐกิจอินเดีย
ภาพรวมการบริการ 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (เมษายน – มิถุนายน 2569) มีมูลค่าเกินดุล 49.43 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ระดับ 47.90 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) อยู่ที่ 4.38% YoY เพิ่มขึ้นจาก 3.93%
ในเดือนพฤษภาคม และกลับมาอยู่สูงกว่าเป้าหมายระยะกลางของ RBI ที่ 4% เป็นครั้งแรกในรอบ 17 เดือน เงินเฟ้ออาหาร อยู่ที่ 5.32% YoY โดยราคาสินค้าอาหารเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันเงินเฟ้อ ขณะที่เงินเฟ้อภาคค้าส่ง (WPI) เพิ่มสูงขึ้น 9.87% YoY จาก 9.68% ในเดือนก่อน ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี สาเหตุหลักมาจากราคาพลังงาน น้ำมันปิโตรเลียม
ทั้งนี้ เศรษฐกิจอินเดียยังคงอยู่ในทิศทาง ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการผลิตและอุปสงค์ภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม การเร่งตัวของเงินเฟ้อทั้งระดับผู้บริโภคและผู้ผลิตจากราคาอาหารและพลังงานเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
รัฐบาลอินเดียประกาศมุ่งสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2590 ภายใต้วิสัยทัศน์ Viksit Bharat 2047 ซึ่งนำทางให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างครอบคลุมและยั่งยืน อินเดียยังคงเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตเร็วที่สุด โดยมี Driving Factors หลักที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจอินเดียในระยะข้างหน้า FDI ยังคงหลั่งไหลเข้าอินเดีย อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของการลงทุนระดับโลก โดยในปีที่ผ่านมามูลค่า FDI ของอินเดียขยายตัว 14% สูงสุดในรอบ 3 ปี ซึ่ง FDI ส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ภาคบริการ รองลงมา ได้แก่ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและภาคการค้า
อินเดียเปลี่ยนบทบาทตลาดพลังงานโลก
อินเดียมีข้อได้เปรียบสำคัญจากการมีแหล่งพลังงานหมุนเวียนจำนวนมากและราคาถูก ซึ่งช่วยเสริมแหล่งพลังงานหลักของประเทศ นับเป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการลดต้นทุนการผลิต ทั้งในสถานการสงครามระหว่าง อิหร่านและสหรัฐอเมริกา ทำให้ความผันผวนทางด้านราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งทางด้านการบริโภคและการขนส่ง ทำให้อินเดียปรับกลยุทธ์ทางด้านพลังงานโดยก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญด้านการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป หลังเพิ่มการส่งออกดีเซล น้ำมันเครื่องบิน และเบนซินไปตลาดที่ขาดแคลน พร้อมเดินหน้าขยายกำลังการกลั่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทผู้สร้างสมดุลตลาดเชื้อเพลิงโลกรายใหม่จากศักยภาพด้านการกลั่นน้ำมันและการส่งออกเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นดีเซล น้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) และน้ำมันเบนซิน ไปยังประเทศที่กำลังขาดแคลนหรือมีความต้องการสูงที่สุด
อินเดียก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดน้ำมันสำเร็จรูปโลก
อินเดียได้ปรับทิศทางการส่งออกไปยังตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดอย่างรวดเร็ว ข้อมูลของ Kpler ระบุว่า เดือนกรกฎาคม 2569 อินเดียมีแนวโน้มส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 1.4 ล้านบาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2569 และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 โดยเชื้อเพลิงไม่ได้ส่งไปยังประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่ถูกส่งไปยังตลาดที่กำลังขาดแคลนและเสนอราคาสูงที่สุด ความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบจากหลายประเทศ ไม่ได้พึ่งพาแหล่งเดียวแม้ปัจจุบันน้ำมันดิบจากรัสเซียจะมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งของการนำเข้า แต่โรงกลั่นอินเดียยังซื้อน้ำมันจากอิรัก ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐฯ ประเทศในแอฟริกาตะวันตก และลาตินอเมริกาได้อย่างต่อเนื่อง
แนวทางดังกล่าวทำให้อินเดียสามารถเลือกซื้อน้ำมันดิบจากแหล่งที่คุ้มค่าที่สุด นำมากลั่นเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และส่งออกไปยังตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ อินเดียจึงกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังคงเพิ่มกำลังการกลั่น และสามารถเติมเต็มช่องว่างของอุปทานเชื้อเพลิงในตลาดโลกได้
ผู้รักษาสมดุลตลาดน้ำมันสำเร็จรูปโลก
สำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดว่า ภายในปี 2030 อินเดียจะเพิ่มกำลังการกลั่นอีกประมาณ 15% ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรมโรงกลั่นเติบโตเฉลี่ย 23% ต่อปี ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แม้อินเดียจะนำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 90% ของความต้องการใช้ภายในประเทศ แต่กลับเปลี่ยนข้อจำกัดดังกล่าวให้เป็นโมเดลธุรกิจ โดยซื้อน้ำมันดิบจากแหล่งที่มีต้นทุนเหมาะสม นำมากลั่นเป็นเชื้อเพลิงที่มีมูลค่าสูง แล้วส่งออกไปยังตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ล่าสุด รัฐบาลอินเดียยังปรับขึ้นภาษีส่งออกดีเซลและน้ำมันอากาศยาน พร้อมลดภาษีส่งออกน้ำมันเบนซิน เพื่อรักษาปริมาณเชื้อเพลิงสำหรับใช้ภายในประเทศ หากตลาดโลกเผชิญภาวะตึงตัวมากขึ้น
ด้านเชื้อเพลิงสำเร็จรูป อินเดียกำลังได้รับการจับตามองในฐานะผู้รักษาสมดุลตลาดน้ำมันสำเร็จรูปโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อใดก็ตามที่ตลาดโลกต้องการดีเซล น้ำมันอากาศยาน หรือเบนซินเพิ่มเติม มีแนวโน้มสูงว่า เชื้อเพลิงเหล่านั้นจะถูกส่งออกจากโรงกลั่นในอินเดียและขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภูมิภาคอื่นยังเผชิญปัญหาโรงกลั่นเก่า ความเสียหายจากสงคราม และการลงทุนที่ชะลอตัว บทบาทของอินเดียในการรักษาสมดุลของตลาดน้ำมันสำเร็จรูปโลกจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต