
แนวโน้มประชากรลดลงต่อเนื่อง กระทบตลาด–แรงงาน และเปิดโอกาสใหม่แก่ไทย

กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นคาดว่า จำนวนเด็กญี่ปุ่นที่เกิดในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 665,000 คน ลดลง 3.0% จากปีก่อนหน้า และต่ำกว่าเกณฑ์ 700,000 คนเป็นปีที่สองติดต่อกัน นับเป็นตัวเลข “ต่ำสุด” ตั้งแต่เริ่มบันทึกในปี 2442
นับตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งกลุ่ม "ดังกาอิ จูเนียร์" (ผู้ที่เกิดในช่วงเบบี้บูมรุ่นลูก) ผ่านพ้นวัยเจริญพันธุ์ จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปีซ้อน แม้สัดส่วนการลดลงในช่วงปี 2565–2567 จะชะลอลงจาก 5% เหลือ 3% แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่น่ากังวล
อีกทั้ง แม้อัตราการแต่งงานในปี 2568 คาดว่าจะทรงตัวที่ประมาณ 485,000 คู่ แต่จำนวนคู่สมรสที่ “ไม่ต้องการมีบุตร” เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้แนวโน้มการลดลงของจำนวนเด็กเกิดใหม่ยังไม่เห็นจุดหยุดยั้งที่ชัดเจน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปมากถึง ประมาณ 30% ของประชากรทั้งหมด และกำลังเผชิญสังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุด (super-aged society) ประกอบกับอัตราเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางเศรษฐกิจและตลาดผู้บริโภคของญี่ปุ่น ดังนี้
1. ตลาดผู้บริโภคโดยรวมหดตัว โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าวัยรุ่น ตลาดสินค้าสำหรับคนรุ่นใหม่ เช่น ขนมขบเคี้ยว เสื้อผ้าแฟชั่น สินค้าไลฟ์สไตล์และของใช้ส่วนตัว มีแนวโน้ม “หดตัวต่อเนื่อง” เนื่องจากจำนวนเยาวชนลดลง ส่งผลให้ ผู้ส่งออกไทยในหมวดสินค้าเหล่านี้อาจเผชิญคำสั่งซื้อลดลงในระยะกลางถึงยาว
2. ความต้องการแรงงานต่างชาติสูงขึ้น ญี่ปุ่นจะต้องการแรงงานจำนวนมาก ทั้งทักษะสูงและแรงงานในภาคการดูแลผู้สูงอายุ งานพยาบาล งานบริการ แรงงานไทยจึงมีโอกาสขยายการทำงานหรือย้ายถิ่นฐานมากขึ้น
3. การหดตัวของตลาดเด็กและทารกทำให้ผู้ผลิตญี่ปุ่นถอนตัว การลดลงของอัตราเกิดทำให้บริษัทใหญ่ของญี่ปุ่น เช่นผู้ผลิตเบบี้ฟู้ด มอรินากะ (Morinaga) และ คิวพี (Kewpie)เผชิญปัญหาความคุ้มค่าและ “ยุติธุรกิจ” บางส่วน ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างในตลาดสินค้าสำหรับทารก กำลังถอนตัวออกไปเนื่องจากผลกำไรลดลง เพื่อเติมเต็มช่องว่างนี้ อาจมีความจำเป็นต้องจัดหาสินค้านำเข้า ซึ่งไทยอาจเข้ามาแทนได้ หากมาตรฐานความปลอดภัยเป็นที่ยอมรับ
4. ตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโตสูงสุด ในปี 2566 ญี่ปุ่นมีสุนัขและแมวเลี้ยงรวมกว่า 15.91 ล้านตัว ซึ่งมากกว่าจำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี สะท้อนเทรนด์ชัดเจนว่า คนญี่ปุ่น โดยเฉพาะคู่รักรุ่นใหม่หันมาเลี้ยงสัตว์แทนการมีลูก ส่งผลให้ ตลาดสินค้าและบริการสำหรับสัตว์เลี้ยงของญี่ปุ่น จึงมีแนวโน้มที่จะมีศักยภาพเติบโตสูง และเป็นอีกตลาดสำคัญสำหรับสินค้าไทย
ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะของ สคต. (สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ)
เพื่อรับมือการหดตัวของตลาดญี่ปุ่น ผู้ส่งออกไทยควรพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้:
1. ปรับสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ หากสินค้าของไทยเคยเน้นตลาดวัยรุ่น ควรขยายสู่กลุ่มผู้สูงอายุ เช่น
เสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย น้ำหนักเบา ไม่อึดอัด อาหารที่ย่อยง่าย มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ปรับรสชาติ–เนื้อสัมผัสให้เหมาะกับผู้สูงวัย
2. โอกาสในตลาดสินค้าเด็กและทารก เนื่องจากผู้ผลิตญี่ปุ่นถอนตัว แม้ตลาดเด็กจะหดตัว แต่การที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่นถอนตัวเพราะไม่คุ้มทุน ทำให้มีช่องว่างเกิดขึ้น หากไทยสามารถผลิตสินค้าคุณภาพสูง ปลอดภัย ได้มาตรฐานญี่ปุ่น ก็มีโอกาสเข้าสู่ตลาดนี้
3. รุกตลาดสัตว์เลี้ยง ซึ่งเติบโตเร็วและใหญ่กว่า “ตลาดเด็ก” สำหรับสินค้าไทย เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง ของเล่น ของใช้ หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพสัตว์ที่มีคุณภาพ เพราะจำนวนสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเจ้าของยอมใช้จ่ายสูงขึ้น
บทสรุป
ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ภาวะประชากรลดลงอย่างรุนแรง สังคมสูงวัยขยายตัว และตลาดผู้บริโภคเปลี่ยนโครงสร้างอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อสินค้าหลายประเภทของไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องทางใหม่ เช่น การลงทุน การทำงานในญี่ปุ่น ตลาดผู้สูงอายุ ตลาดสัตว์เลี้ยง และสินค้าทารกที่ขาดแคลน หากผู้ประกอบการไทยวางกลยุทธ์ได้เหมาะสม ก็สามารถพลิกสถานการณ์เป็นโอกาสสำคัญได้
ข่าวเด่นฉบับที่ 5 วันที่ 1 - 15 ธันวาคม ๒๕๖8 จากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
แปลและเรียบเรียงจาก
หนังสือพิมพ์ Nikkei วันที่ 4 ธันวาคม 2568