fb
ศุลกากรสหรัฐฯ เสนอมาตรการเข้มงวดยิ่งขึ้นในการตรวจสอบข้อมูลห่วงโซ่อุปทานของสินค้านำเข้า

ศุลกากรสหรัฐฯ เสนอมาตรการเข้มงวดยิ่งขึ้นในการตรวจสอบข้อมูลห่วงโซ่อุปทานของสินค้านำเข้า

โดย
Worawut
ลงเมื่อ 04 กันยายน 2569 23:04
สคต. ณ เมืองไมอามี (สหรัฐอเมริกา) (TTC, Miami (USA))
4

เนื้อหาสาระข่าว: ศุลกากรสหรัฐฯ ได้เสนอแนวทางเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่อุปทานของสินค้านำเข้า ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ผู้ส่งออกไทยควรให้ความสำคัญ เนื่องจากอาจส่งผลโดยตรงต่อข้อกำหนดด้านเอกสาร การตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และข้อมูลของผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตและส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เอกสารข้อเสนอดังกล่าวที่เผยแพร่ใน คลังเอกสารทางการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (Federal Register) มีความยาวประมาณ 20 หน้าและมีรายละเอียดทางกฎหมายค่อนข้างมาก จึงได้สรุปสาระสำคัญในแต่ละประเด็นเพื่อให้สามารถทำความเข้าใจได้โดยสะดวก โดยสามารถศึกษารายละเอียดจากเอกสารฉบับเต็มได้ที่นี่: เอกสารฉบับเต็ม

โดยสรุป สำนักงานศุลกากรและคุ้มครองชายแดนสหรัฐฯ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ เผยแพร่ประกาศล่วงหน้าเพื่อรับฟังความคิดเห็นก่อนจัดทำร่างกฎ โดยอยู่ระหว่างพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อให้สามารถตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของสินค้านำเข้าได้ละเอียดมากขึ้น ครอบคลุมข้อมูลบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า การใช้เทคโนโลยีติดตามห่วงโซ่อุปทาน และเอกสารที่ผู้ส่งออกยื่นต่อหน่วยงานศุลกากรของประเทศต้นทางก่อนส่งสินค้าเข้าสหรัฐฯ เป้าหมายสำคัญคือเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและสกัดกั้นการนำเข้าที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการถ่ายลำผ่านประเทศที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายศุลกากรและมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ เอกสารนี้กำหนดให้ผู้สนใจสามารถยื่นความคิดเห็นภายใน 90 วันนับจากวันที่เผยแพร่ใน Federal Register โดยยื่นผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นด้านกฎระเบียบของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ภายใต้เลขที่เรื่อง USCBP-2026-1058 ความคิดเห็นที่ยื่นจะได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะตามกระบวนการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ

1. การเปิดรับความคิดเห็นจากสาธารณะ

ศุลกากรสหรัฐฯ เปิดโอกาสให้บุคคลและองค์กรที่สนใจเสนอข้อมูล ข้อคิดเห็น หรือข้อโต้แย้งเกี่ยวกับทุกประเด็นในข้อเสนอ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับความคิดเห็นที่ตอบคำถามซึ่งกำหนดไว้ในส่วนที่ III ว่าด้วยข้อเสนอเพิ่มความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และส่วนที่ IV ว่าด้วยผลกระทบทางเศรษฐกิจ ความคิดเห็นดังกล่าวจะใช้ประกอบการพิจารณาว่าควรจัดทำร่างกฎอย่างเป็นทางการในขั้นตอนต่อไปหรือไม่

2. ความเป็นมา

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเลขที่ 14411 เรื่อง มาตรการเสริมความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมายศุลกากร โดยให้ความสำคัญกับบทบาทของการบังคับใช้กฎหมายศุลกากรต่อความมั่นคงแห่งชาติ นโยบายต่างประเทศ และเศรษฐกิจของสหรัฐฯ รวมถึงการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผิดกฎหมายหรือเป็นอันตราย การตรวจสอบให้ผู้นำเข้าที่มีชื่อในใบขนสินค้ามีตัวตนและรับผิดชอบต่ออากรที่ต้องชำระ ตลอดจนการปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานบังคับ แหล่งกำเนิดสินค้า การแสดงประเทศต้นกำเนิด ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดเก็บรายได้ของรัฐ และความปลอดภัยของสินค้า คำสั่งดังกล่าวเห็นว่าระบบศุลกากรยังมีความไม่มีประสิทธิภาพ ช่องโหว่ กลไกการบังคับใช้ที่ไม่เพียงพอ และกระบวนการที่ล้าสมัย ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้มีการหลีกเลี่ยงกฎหมาย จึงกำหนดให้เพิ่มข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลด้านภาษีของต่างประเทศ รหัสระบุตัวตนทางธุรกิจ ข้อมูลรายละเอียดของห่วงโซ่อุปทาน วิธีการผลิต ตลอดจนเอกสารหรือข้อมูลที่ผู้ส่งออกต้องยื่นต่อศุลกากรของประเทศต้นทางก่อนส่งสินค้าเข้าสหรัฐฯ พร้อมทั้งให้ใช้โครงการความร่วมมือระหว่างศุลกากรกับภาคธุรกิจด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานเป็นเครื่องมือในการเสริมประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย

2.1 การนำสินค้าเข้าสหรัฐฯ

สินค้าที่นำเข้าสู่เขตศุลกากรของสหรัฐฯ โดยทั่วไปต้องผ่านกระบวนการนำเข้าและตรวจปล่อย เพื่อให้สามารถประเมินราคา กำหนดมูลค่า จำแนกพิกัดศุลกากร เรียกเก็บอากรในจำนวนที่ถูกต้อง และตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อกำหนดด้านสุขภาพและความปลอดภัยของหน่วยงานรัฐบาลอื่น ศุลกากรสหรัฐฯ มีอำนาจเรียกเอกสารและข้อมูลที่จำเป็นต่อการพิจารณาว่าสามารถปล่อยสินค้าได้หรือไม่ การเรียกเก็บอากร การจัดทำสถิติ และการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย สำหรับการนำเข้าแบบไม่เป็นทางการ สินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 2,500 ดอลลาร์สหรัฐอาจได้รับกระบวนการที่มีภาระน้อยกว่าการนำเข้าแบบเป็นทางการ ทั้งนี้ โดยทั่วไปต้องยื่นรายการนำเข้าภายใน 15 วันปฏิทินนับจากวันที่สินค้ามาถึงโดยเรือ อากาศยาน หรือยานพาหนะ หรือวันที่มาถึงท่าเรือปลายทางในกรณีขนส่งภายใต้การควบคุมของศุลกากร 

2.2 ข้อมูลบัญชีสินค้าที่ผู้ขนส่งต้องยื่น

นอกเหนือจากข้อมูลที่ผู้นำเข้าต้องยื่นแล้ว ผู้ขนส่งสินค้ามีหน้าที่ส่งบัญชีสินค้าที่บรรทุกเข้าสหรัฐฯ และศุลกากรสหรัฐฯ มีอำนาจกำหนดทั้งรูปแบบและรายละเอียดข้อมูลที่ต้องปรากฏในบัญชีสินค้าดังกล่าว 

2.3 กระบวนการเก็บรักษาเอกสารและการตรวจสอบ

บุคคลหรือองค์กรที่ยื่นรายการนำเข้า ขนส่งหรือเก็บรักษาสินค้าภายใต้การควบคุมของศุลกากร ขอคืนอากร หรือมีส่วนทำให้เกิดการนำเข้า มีหน้าที่เก็บรักษาเอกสารตามกฎหมาย ศุลกากรสหรัฐฯ มีอำนาจตรวจสอบและเรียกเอกสาร รวมถึงดำเนินการตรวจสอบบัญชี เพื่อยืนยันความถูกต้องของรายการนำเข้า ความรับผิดด้านอากร ค่าธรรมเนียมและภาษี ความรับผิดด้านค่าปรับ และการปฏิบัติตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจของศุลกากร กฎหมายปรับปรุงระบบศุลกากรของสหรัฐฯ ยังวางหลักการเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายโดยมีข้อมูลครบถ้วนและความรับผิดชอบร่วมกัน โดยแม้ศุลกากรจะไม่ได้เรียกเอกสารบางประเภทในเวลาที่นำเข้าสินค้า ก็ยังมีอำนาจเรียกเอกสารดังกล่าวมาตรวจสอบภายหลังได้ 

2.4 โครงการความร่วมมือทางการค้าด้านศุลกากรเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย

สหรัฐฯ มีโครงการสมัครใจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชนในการเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศและชายแดนสหรัฐฯ พร้อมอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้าที่มีความปลอดภัย โดยผู้ประกอบการที่ผ่านหรือมีมาตรฐานสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับสิทธิประโยชน์จากโครงการ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงหลายชั้นของศุลกากรสหรัฐฯ โดยมุ่งลดความเสี่ยงจากการก่อการร้าย การลักลอบสินค้า และกิจกรรมผิดกฎหมายในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงส่งเสริมการค้าโดยสุจริต ลดความเสียหายจากการหยุดชะงักของการค้า และช่วยต่อต้านการฉ้อโกงทางการค้า ปัจจุบันผู้เข้าร่วมครอบคลุมผู้นำเข้า ตัวแทนศุลกากร ผู้ขนส่งทางบก ทางอากาศ ทางทะเลและทางรถไฟ ผู้รวบรวมสินค้า ผู้ผลิต ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ผู้ส่งออก ผู้ประกอบการท่าเรือและสถานีสินค้า โดยธุรกิจขนาดเล็กมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 70 ของสมาชิกทั้งหมด 

3. ข้อเสนอเพื่อเพิ่มความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน

ข้อเสนอในส่วนนี้จัดทำขึ้นเพื่อดำเนินการตามคำสั่งฝ่ายบริหารดังกล่าว ความคิดเห็นที่ได้รับอาจนำไปใช้จัดทำร่างกฎอย่างเป็นทางการ หรือพัฒนาแนวทางอื่นตามข้อเสนอของผู้มีส่วนได้เสีย ศุลกากรสหรัฐฯ ขอให้ผู้แสดงความคิดเห็นเสนอเหตุผลและข้อมูลประกอบ อธิบายแนวปฏิบัติและเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และประเมินผลกระทบที่ข้อเสนอจะมีต่อธุรกิจและลูกค้า ศุลกากรสหรัฐฯ ยังขอความคิดเห็นว่าควรทยอยใช้ข้อกำหนดใหม่โดยแยกตามประเภทการนำเข้า ประเภทสินค้า ประเทศ หรือรูปแบบการขนส่งหรือไม่ ควรมีระยะเวลาดำเนินการต่างกันสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ผู้นำเข้าต่างชาติ ผู้เข้าร่วมโครงการความร่วมมือด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน หรือผู้ยื่นรายการจำนวนมากหรือไม่ รวมถึงควรทดลองมาตรการบางประเภทโดยสมัครใจก่อนหรือไม่ และควรกำหนดระยะเวลาเตรียมความพร้อมนานเพียงใด นอกจากนี้ ยังต้องการข้อมูลเกี่ยวกับผลต่อการปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ ต้นทุนและประโยชน์ของข้อเสนอ รวมถึงผลต่อสินค้าทางการแพทย์ที่มีความสำคัญและวัตถุดิบหลักของสินค้าเหล่านั้น

3.1 เอกสารส่งออกจากต่างประเทศสำหรับสินค้านำเข้า

ศุลกากรสหรัฐฯ กำลังพิจารณากำหนดให้สามารถใช้เอกสารที่ผู้ส่งออกยื่นต่อศุลกากรประเทศต้นทางมาตรวจสอบเปรียบเทียบกับข้อมูลนำเข้าสหรัฐฯ เพื่อยืนยันความถูกต้องของรายการนำเข้าและค้นหาความแตกต่างที่อาจบ่งชี้ถึงการละเมิดกฎหมาย เช่น การจัดทำใบกำกับสินค้าหลายชุดโดยใช้ข้อมูลแตกต่างกัน เอกสารที่อาจอยู่ในข่าย ได้แก่ ใบขนสินค้าขาออกซึ่งแสดงมูลค่า พิกัดและปริมาณ ใบกำกับสินค้า บัญชีบรรจุหีบห่อ หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาตส่งออกสำหรับสินค้าควบคุมหรือสินค้าที่ใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหาร ตลอดจนเอกสารขนส่ง เช่น ใบตราส่งสินค้าทางเรือและทางอากาศ 

3.1.1 ขอบเขต การส่ง และการเก็บรักษาเอกสารส่งออกจากต่างประเทศ

ศุลกากรสหรัฐฯ เปิดรับความคิดเห็นว่า ควรกำหนดให้ผู้นำเข้าที่มีชื่อในใบขนสินค้าต้องจัดส่งเอกสารส่งออกจากประเทศต้นทางสำหรับสินค้านำเข้าทุกประเภทหรือไม่ และควรส่งเอกสารพร้อมรายการนำเข้าหรือรายการสรุปการนำเข้า หรือเพียงแต่เก็บรักษาไว้เพื่อให้ศุลกากรเรียกตรวจภายหลัง รวมถึงควรใช้การสุ่มเรียกเอกสารเพื่อทดสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือไม่ 

ข้อพิจารณายังครอบคลุมว่า ผู้นำเข้าควรเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการเก็บและจัดส่งเอกสารหรือไม่ ควรใช้หลักความระมัดระวังตามสมควรในการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหรือไม่ ควรมีข้อยกเว้นสำหรับกรณีใด และควรกำหนดระยะเวลาเก็บรักษาเอกสารนานเพียงใดโดยคำนึงถึงประโยชน์ด้านการจัดเก็บรายได้ ความมั่นคงแห่งชาติ และภาระของภาคธุรกิจ 

ศุลกากรสหรัฐฯ ยังสอบถามว่าควรรวมเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานของรัฐบาลต่างประเทศซึ่งทำหน้าที่ด้านการส่งออกแต่ไม่ใช่หน่วยงานศุลกากรโดยตรงหรือไม่ และจะจัดการอย่างไรหากมูลค่าที่ใช้ในการส่งออกตามกฎหมายของประเทศต้นทางแตกต่างในทางหลักการจากมูลค่าที่ใช้ประเมินอากรนำเข้าของสหรัฐฯ

อีกประเด็นหนึ่งคือการกำหนดให้ผู้นำเข้ามีระบบควบคุมภายในเพื่อตรวจหาความแตกต่างระหว่างเอกสารส่งออกกับข้อมูลที่ยื่นต่อศุลกากรสหรัฐฯ เช่น มูลค่า ปริมาณ หรือพิกัดศุลกากร และต้องสามารถจัดหาเอกสารหรือหลักฐานอธิบายความแตกต่างดังกล่าว รวมถึงต้องมีวิธียืนยันว่าเอกสารที่ส่งให้ศุลกากรสหรัฐฯ เป็นเอกสารชุดเดียวกับที่ยื่นต่อศุลกากรประเทศต้นทางและไม่ได้ถูกแก้ไข ตลอดจนพิจารณาความเป็นไปได้ที่ศุลกากรสหรัฐฯ จะตรวจสอบความแท้จริงของข้อมูลกับหน่วยงานศุลกากรต่างประเทศโดยตรง 

ศุลกากรสหรัฐฯ ยังขอความคิดเห็นว่าผู้เข้าร่วมโครงการความร่วมมือด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานควรได้รับข้อกำหนดด้านเอกสารที่แตกต่างจากผู้ประกอบการทั่วไปหรือไม่ เอกสารประเภทใดหาได้ง่ายและให้ข้อมูลที่แม่นยำที่สุด ผู้นำเข้าต้องใช้เวลานานเท่าใดในการขอเอกสารจากผู้ส่งออกต่างประเทศ เอกสารที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษควรได้รับการจัดการอย่างไร เช่น อาจต้องแสดงข้อมูลสำคัญบางช่องเป็นภาษาอังกฤษควบคู่กับเอกสารต้นฉบับ และมาตรการเหล่านี้จะก่อให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติมเท่าใด 

3.1.2 ข้อพิจารณาด้านความมั่นคงแห่งชาติ

ศุลกากรสหรัฐฯ ขอความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิดที่จะให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ หรือเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่เกี่ยวข้อง กำหนดสินค้านำเข้าบางประเภทว่าเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงหรือร้ายแรงเป็นพิเศษต่อความมั่นคงแห่งชาติ และในกรณีดังกล่าวอาจกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องยื่นเอกสารส่งออกจากประเทศต้นทางเป็นเงื่อนไขก่อนอนุญาตให้นำเข้า

ข้อเสนอเปิดประเด็นว่าควรเรียกเอกสารจากสินค้าความเสี่ยงสูงทุกครั้งหรือใช้วิธีสุ่ม สินค้าหรือสินค้าจากประเทศใดควรถือว่ามีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ นอกจากเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานของประเทศต้นทางแล้วควรเรียกข้อมูลประเภทใดเพิ่มเติม และมีบัญชีหรือการกำหนดประเภทความเสี่ยงของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ใดที่สามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาได้ 

3.2 บุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การเคลื่อนย้าย และการส่งออกสินค้าที่เข้าสหรัฐฯ

3.2.1 รหัสประจำตัวผู้ผลิตหรือผู้จัดส่ง

ปัจจุบันผู้นำเข้าสหรัฐฯ ต้องแจ้งรหัสประจำตัวผู้ผลิตหรือผู้จัดส่งเมื่อยื่นรายการสรุปการนำเข้า โดยรหัสดังกล่าวสร้างขึ้นจากชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิตหรือผู้จัดส่งตามใบกำกับสินค้า อย่างไรก็ตาม ศุลกากรสหรัฐฯ เห็นว่าระบบนี้ให้ข้อมูลจำกัด อาจไม่สามารถระบุตัวบุคคลหรือบริษัทที่ต้องการตรวจสอบได้จริง ข้อมูลอาจได้รับช้าเกินไป และรหัสอาจไม่เป็นเอกลักษณ์ เนื่องจากชื่อ ที่อยู่ หรือประเทศต้นกำเนิดสามารถเปลี่ยนแปลง หรือผู้ประกอบการหลายรายอาจมีรหัสซ้ำกัน จึงพิจารณาปรับปรุงหรือเปลี่ยนระบบดังกล่าว 

ประเด็นที่เปิดรับความคิดเห็นครอบคลุมว่า ระบบรหัสเดิมมีประโยชน์ทางธุรกิจอย่างไร ควรเก็บข้อมูลอื่นเพื่อระบุผู้ผลิต ผู้จัดส่ง และผู้ส่งออกในแต่ละเที่ยวสินค้าหรือไม่ รวมถึงต้นทุนและประโยชน์ของการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม ควรใช้คำว่า “ผู้ผลิตสินค้า” แทน “ผู้ผลิตทางอุตสาหกรรม” เพื่อให้สอดคล้องกับคำจำกัดความในกฎแหล่งกำเนิดและความตกลงทางการค้าหรือไม่ และควรเปลี่ยนไปใช้ชื่อบริษัทเต็ม ที่อยู่สถานประกอบการจริง หรือรหัสทางธุรกิจอื่นแทนรหัสที่สร้างจากสูตรเดิมหรือไม่ 

นอกจากนี้ ยังพิจารณาว่าควรแจ้งรหัสดังกล่าวในขั้นตอนใด เช่น ตอนยื่นรายการนำเข้า รายการสรุปการนำเข้า หรือในบัญชีสินค้าของผู้ขนส่ง ควรมีผลอย่างไรหากผู้นำเข้าแจ้งข้อมูลผู้ผลิต ผู้จัดส่ง หรือผู้ส่งออกไม่ถูกต้อง และใครในห่วงโซ่อุปทานอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดในการให้ข้อมูล รวมถึงควรเปิดให้ผู้เกี่ยวข้องรายอื่นยื่นข้อมูลต่อศุลกากรสหรัฐฯ ได้โดยตรงหรือไม่

ศุลกากรสหรัฐฯ ยังให้ความสำคัญกับการรักษาความลับของข้อมูล และพิจารณาว่านอกจากผู้ผลิต ผู้จัดส่งและผู้ส่งออกแล้ว ควรระบุบุคคลหรือองค์กรอื่น เช่น ตลาดออนไลน์ที่เป็นตัวกลางในการขาย ผู้รับสินค้าปลายทางที่แท้จริงซึ่งอาจไม่ใช่ผู้รับสินค้าในขั้นแรก ตลอดจนระบบหรือผู้ให้บริการด้านการขนส่งที่ใช้ในการส่งคำสั่งขนส่ง จองระวาง หรือจัดการข้อมูลโลจิสติกส์ รวมถึงต้องการทราบว่าผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบการคุ้มครองข้อมูล ความมั่นคงของระบบ และการป้องกันมิให้ข้อมูลถูกแก้ไข เปิดเผย หรือจัดเก็บโดยผู้ไม่มีอำนาจได้เพียงใด 

3.2.2 รหัสประจำตัวธุรกิจสากล

เนื่องจากข้อจำกัดของรหัสประจำตัวผู้ผลิตแบบเดิม ศุลกากรสหรัฐฯ ได้เริ่มโครงการทดลองโดยสมัครใจตั้งแต่ปี 2565 เพื่อประเมินการใช้รหัสประจำตัวธุรกิจสากลซึ่งออกโดยภาคเอกชนและสามารถใช้ในการทำแผนที่และติดตามห่วงโซ่อุปทานได้ละเอียดขึ้น ผู้เข้าร่วมการทดลองสามารถส่งรหัสที่ระบุผู้ผลิตหรือผู้จัดหา ผู้จัดส่ง และผู้ขาย และสามารถเลือกแจ้งข้อมูลผู้ส่งออก ผู้กระจายสินค้า หรือผู้บรรจุสินค้าเพิ่มเติมได้

ปัจจุบันโครงการทดลองรองรับรหัสประจำตัวสี่ระบบ ได้แก่ ระบบหมายเลขธุรกิจของบริษัทดันแอนด์แบรดสตรีต หมายเลขสถานที่สากล หมายเลขระบุนิติบุคคล และรหัสของบริษัท Altana ศุลกากรสหรัฐฯ ต้องการทราบว่าควรเก็บรหัสดังกล่าวในขั้นตอนรายการนำเข้า รายการสรุปการนำเข้า หรือทั้งสองขั้นตอน ระบบใดเหมาะสมที่สุดสำหรับการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน ควรเพิ่มรหัสประเภทอื่นหรือไม่ และการขอและรักษารหัสดังกล่าวสร้างภาระแก่ภาคธุรกิจเพียงใด 

นอกจากนี้ ยังพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะกำหนดให้ผู้นำเข้าหรือตัวแทนศุลกากรแจ้งหมายเลขภาษีของต่างประเทศและรหัสธุรกิจของผู้ผลิต ผู้จัดส่ง หรือผู้ขาย รวมถึงพิจารณาทางเลือกในการใช้รหัสระดับสินค้าแทนรหัสระดับบริษัท โดยรหัสระดับสินค้าอาจเชื่อมโยงกับข้อมูลเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานและวิธีการผลิต เช่น หมายเลขรุ่น แบบสินค้า ส่วนประกอบ เกรด หรือขนาด 

ศุลกากรสหรัฐฯ ยังสอบถามว่าการกำหนดให้ยื่นรายการนำเข้าเร็วกว่าปัจจุบันจะช่วยให้ตรวจเอกสารและวินิจฉัยการอนุญาตให้นำเข้าได้เร็วขึ้นหรือไม่ และจะส่งผลต่อความพร้อมและความถูกต้องของข้อมูล การดำเนินงานของตัวแทนศุลกากรและผู้ขนส่ง และต้นทุนอย่างไร รวมถึงควรตรวจสอบรหัสธุรกิจที่ผู้นำเข้ายื่นเปรียบเทียบกับข้อมูลที่บุคคลอื่นยื่นหรือไม่ และการใช้รหัสดังกล่าวจะช่วยเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีติดตามห่วงโซ่อุปทานได้มากน้อยเพียงใด

3.3 แนวทางเทคโนโลยีใหม่สำหรับติดตามห่วงโซ่อุปทาน

ศุลกากรสหรัฐฯ ระบุว่าการถ่ายลำโดยมิชอบ ซึ่งเป็นการส่งสินค้าผ่านประเทศที่สามเพื่อปกปิดหรือบิดเบือนประเทศต้นกำเนิดที่แท้จริง ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ที่พึงได้รับและเป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ จึงเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย และกำลังประเมินการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อค้นหาความเสี่ยงของการถ่ายลำโดยมิชอบ รวมถึงต้องการใช้เทคโนโลยีติดตามห่วงโซ่อุปทานเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนสินค้าถึงหรือได้รับการปล่อยผ่านชายแดน

3.3.1 เทคโนโลยีรูปแบบใหม่สำหรับติดตามห่วงโซ่อุปทาน

ศุลกากรสหรัฐฯ ขอข้อมูลว่า ภาคเอกชนใช้เทคโนโลยีใดในการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานและวิธีการผลิตสินค้า วิธีใดใช้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และเทคโนโลยีดังกล่าวปกป้องข้อมูลทางธุรกิจที่เป็นความลับได้อย่างไร รวมถึงผู้นำเข้าควรมีความรับผิดชอบมากเพียงใดในการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ศุลกากรสามารถตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานและกระบวนการผลิต ตลอดจนต้นทุนที่ธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจขนาดเล็กต้องรับภาระ 

ข้อพิจารณาครอบคลุมบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ การเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับระบบข้อมูลการค้าของศุลกากรและหน่วยงานรัฐบาลอื่น เทคโนโลยีที่สามารถยืนยันแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบและลดช่องว่างของข้อมูลระหว่างผู้จัดหากับแหล่งวัตถุดิบ ความสามารถในการนำเทคโนโลยีไปใช้ได้ทั้งกับธุรกิจขนาดเล็กและบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ และประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ผู้ประกอบการอาจได้รับจากการจัดส่งข้อมูลห่วงโซ่อุปทานแก่ศุลกากร

นอกจากนี้ ศุลกากรสหรัฐฯ ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่สามารถกำหนดรหัสเฉพาะให้บุคคลหรือนิติบุคคลและสร้างหลักฐานการเคลื่อนย้ายสินค้าที่ไม่สามารถแก้ไขโดยมิชอบได้ ระดับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ความเป็นไปได้ที่จะใช้เทคโนโลยียืนยันข้อมูลที่ต้องสำแดงในการนำเข้า เช่น ประเทศต้นกำเนิดสินค้า ตลอดจนความเสี่ยงหรือช่องโหว่ของการแลกเปลี่ยนข้อมูลภายใต้มาตรฐานสากลและวิธีจัดการความเสี่ยงเหล่านั้น

3.3.2 การขยายข้อกำหนดและสิทธิประโยชน์ของโครงการความร่วมมือด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

ศุลกากรสหรัฐฯ กำลังพิจารณาขยายบทบาทของโครงการความร่วมมือทางการค้าด้านศุลกากรเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย โดยสนใจเทคโนโลยีติดตามห่วงโซ่อุปทานที่สมาชิกสามารถใช้เพื่อแสดงความน่าเชื่อถือและความสมบูรณ์ของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนแสดงการปฏิบัติตามเกณฑ์ความมั่นคงขั้นต่ำของโครงการอย่างต่อเนื่อง 

ประเด็นที่เปิดรับความคิดเห็นประกอบด้วย เทคโนโลยีติดตามที่สมาชิกใช้อยู่ในปัจจุบัน ควรกำหนดให้สมาชิกทั้งหมดต้องใช้เทคโนโลยีติดตามที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นหรือใช้เฉพาะสมาชิกบางระดับ หากใช้เฉพาะบางระดับควรใช้เกณฑ์ใด ควรกำหนดให้สมาชิกเปิดให้ศุลกากรสหรัฐฯ สามารถตรวจสอบระบบติดตามห่วงโซ่อุปทานของตนหรือไม่ และควรให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอย่างไรแก่สมาชิกที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวหรือแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานกับศุลกากร

ศุลกากรสหรัฐฯ ยังพิจารณาขยายเกณฑ์ความมั่นคงขั้นต่ำให้ครอบคลุมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความถูกต้องของข้อมูล รวมถึงอาจห้ามใช้ระบบด้านโลจิสติกส์บางประเภทที่ถูกระบุว่าเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคง และพิจารณาให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการที่ใช้เฉพาะผู้ให้บริการข้อมูลและโลจิสติกส์ที่เชื่อถือได้ หากมีการจำกัดหรือห้ามใช้ระบบโลจิสติกส์ที่ควบคุมโดยต่างประเทศและถูกจัดว่าเป็นความเสี่ยง ศุลกากรสหรัฐฯ ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนที่ภาคธุรกิจจะต้องรับภาระ เช่น ค่าใช้จ่ายด้านเงินลงทุน การฝึกอบรม การเชื่อมต่อระบบ และความล่าช้าของห่วงโซ่อุปทานจากการเปลี่ยนไปใช้ระบบที่ได้รับการรับรองว่าปลอดภัย

4. ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเพิ่มความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานสินค้านำเข้า

ภายใต้คำสั่งฝ่ายบริหารที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ต้องประเมินต้นทุนและประโยชน์ของแนวทางด้านกฎระเบียบที่เป็นไปได้ และหากจำเป็นต้องออกกฎควรเลือกแนวทางที่ให้ประโยชน์สุทธิสูงสุด โดยต้องให้ความสำคัญกับการวัดต้นทุนและประโยชน์ การลดต้นทุน การประสานกฎระเบียบให้สอดคล้องกัน และความยืดหยุ่นในการดำเนินการ ข้อเสนอนี้ถูกจัดให้เป็นมาตรการด้านกฎระเบียบที่มีนัยสำคัญและได้รับการตรวจสอบจากสำนักงานบริหารและงบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ แล้ว ศุลกากรสหรัฐฯ ขอรับข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนและประโยชน์ของมาตรการ โดยเฉพาะผลต่อธุรกิจขนาดเล็ก ผลต่อความพร้อมและความต่อเนื่องของสินค้าที่มีความสำคัญ รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และแนวทางลดต้นทุนหรือป้องกันการหยุดชะงักของอุปทาน นอกจากนี้ ยังต้องการข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนที่ไม่ใช่ตัวเงิน ต้นทุนทางการเงิน เวลาที่ต้องใช้ ตลอดจนประโยชน์ การประหยัดต้นทุน และการประหยัดเวลาที่อาจเกิดจากมาตรการดังกล่าว 

5. อำนาจในการออกประกาศ

เอกสารระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้มอบอำนาจบางส่วนเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ทางศุลกากรให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิได้มอบอำนาจให้ผู้บัญชาการสำนักงานศุลกากรและคุ้มครองชายแดนสหรัฐฯ สามารถออกและอนุมัติกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ด้านรายได้ทางศุลกากร 

ผู้บัญชาการสำนักงานศุลกากรและคุ้มครองชายแดนสหรัฐฯ Rodney S. Scott ได้ตรวจสอบและอนุมัติเอกสารดังกล่าว และมอบอำนาจให้ Susan S. Thomas ผู้ช่วยผู้บัญชาการบริหารฝ่ายการค้า ลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเผยแพร่ใน Federal Register เอกสารถูกยื่นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 และกำหนดวันเผยแพร่วันที่ 2 กันยายน 2569

Bottom of Form

บทวิเคราะห์: ประเด็นต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ศุลกากรสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการทำข้อเสนอ เปิดรับความคิดเห็นในขั้น Advance Notice of Proposed Rulemaking (ANPRM) และยังจะต้องพิจารณาต่อไปซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการบังคับใช้ ซึ่งโดยสรุปแล้ว ข้อเสนอนี้อาจส่งผลให้ต้องดำเนินการเพิ่มเติมหลายประการ ดังต่อไปนี้

  • การยื่นหรือเก็บรักษาเอกสารส่งออกที่ใช้ในประเทศต้นทาง – อาจกำหนดให้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ ต้องได้รับและยื่น หรือเก็บรักษาไว้เพื่อให้ศุลกากรสหรัฐฯ เรียกตรวจ เอกสารที่ผู้ส่งออกใช้ยื่นต่อศุลกากรหรือหน่วยงานของประเทศต้นทาง เช่น ใบขนสินค้าขาออก ใบกำกับสินค้า บัญชีบรรจุหีบห่อ หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ใบอนุญาตส่งออก และเอกสารขนส่ง โดยศุลกากรสหรัฐฯ ยังพิจารณาว่าจะให้ยื่นเอกสารดังกล่าวพร้อมรายการนำเข้า หรือเพียงกำหนดให้เก็บรักษาไว้ รวมถึงอาจใช้วิธีสุ่มเรียกตรวจเอกสาร และอาจกำหนดระยะเวลาเก็บรักษาเอกสารเพิ่มเติม

  • การตรวจสอบข้อมูลระหว่างเอกสารส่งออกกับเอกสารนำเข้าสหรัฐฯ – อาจมีการตรวจสอบเปรียบเทียบข้อมูลที่ผู้ส่งออกแจ้งต่อหน่วยงานของประเทศต้นทางกับข้อมูลที่ผู้นำเข้าแจ้งต่อศุลกากรสหรัฐฯ เช่น มูลค่า ปริมาณ พิกัดศุลกากร และรายละเอียดสินค้า หากข้อมูลแตกต่างกัน ผู้นำเข้าอาจต้องมีหลักฐานและคำอธิบายที่สามารถใช้กระทบยอดความแตกต่างดังกล่าวได้

  • การพิสูจน์ว่าเอกสารจากประเทศต้นทางเป็นเอกสารจริงและไม่ถูกแก้ไข – อาจต้องมีวิธีพิสูจน์ว่าเอกสารที่ส่งให้ศุลกากรสหรัฐฯ เป็นเอกสารชุดเดียวกับที่ยื่นต่อหน่วยงานของประเทศต้นทาง และไม่มีการแก้ไขภายหลัง รวมทั้งศุลกากรสหรัฐฯ กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดยตรงกับหน่วยงานศุลกากรต่างประเทศ

  • การจัดการเอกสารภาษาต่างประเทศ – สำหรับเอกสารที่ไม่ได้จัดทำเป็นภาษาอังกฤษ อาจกำหนดให้ต้องแจ้งข้อมูลสำคัญบางส่วนเป็นภาษาอังกฤษเพิ่มเติม หรืออาจมีข้อกำหนดอื่นเกี่ยวกับการใช้เอกสารภาษาต่างประเทศประกอบการนำเข้า

  • การเพิ่มข้อกำหนดสำหรับสินค้าที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงแห่งชาติ – รัฐบาลสหรัฐฯ อาจกำหนดสินค้าหรือสินค้าจากบางประเทศว่าเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงหรือร้ายแรงต่อความมั่นคงแห่งชาติ และกำหนดให้ต้องยื่นเอกสารหรือข้อมูลเพิ่มเติมเป็นเงื่อนไขในการนำเข้า โดยอาจใช้กับสินค้าที่กำหนดทั้งหมดหรือใช้วิธีสุ่มตรวจ

  • การให้ข้อมูลผู้ผลิต ผู้จัดส่ง และผู้ส่งออกอย่างละเอียดกว่าปัจจุบัน – ระบบรหัสผู้ผลิตหรือผู้จัดส่งที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอาจถูกปรับปรุงหรือแทนที่ โดยศุลกากรสหรัฐฯ กำลังพิจารณาให้แจ้งข้อมูลที่ระบุตัวตนได้ชัดเจนขึ้น เช่น ชื่อบริษัทเต็ม ที่อยู่สถานประกอบการจริง และรหัสประจำตัวทางธุรกิจ ตลอดจนแยกข้อมูลของผู้ผลิต ผู้จัดส่ง และผู้ส่งออกให้ชัดเจน ข้อมูลดังกล่าวอาจต้องยื่นเร็วกว่าปัจจุบัน เช่น ตั้งแต่ขั้นรายการนำเข้า หรืออาจต้องปรากฏในบัญชีสินค้าของผู้ขนส่ง และศุลกากรสหรัฐฯ ยังพิจารณาผลที่จะเกิดขึ้นหากมีการแจ้งข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

  • การระบุบุคคลหรือองค์กรอื่นในห่วงโซ่อุปทาน – นอกจากผู้ผลิต ผู้จัดส่ง และผู้ส่งออกแล้ว อาจต้องเปิดเผยข้อมูลของผู้เกี่ยวข้องรายอื่น เช่น ตลาดออนไลน์ที่เป็นตัวกลางในการขาย ผู้รับสินค้าปลายทางที่แท้จริง และผู้ให้บริการหรือแพลตฟอร์มที่ใช้จองขนส่ง ส่งคำสั่งขนส่ง หรือบริหารข้อมูลโลจิสติกส์

  • การใช้รหัสประจำตัวธุรกิจสากลและข้อมูลด้านภาษีของต่างประเทศ – ศุลกากรสหรัฐฯ กำลังพิจารณาขยายการใช้ Global Business Identifiers ซึ่งปัจจุบันทดลองใช้รหัส ได้แก่ D-U-N-S, GLN, LEI และ Altana ID และอาจกำหนดให้ใช้เพื่อระบุผู้ผลิต ผู้จัดส่ง หรือผู้ขาย รวมทั้งอาจเรียกข้อมูลหมายเลขประจำตัวด้านภาษีของต่างประเทศ

  • การเพิ่มข้อมูลในระดับสินค้า – อาจมีการใช้รหัสหรือข้อมูลเฉพาะสำหรับสินค้าแต่ละรายการ เพื่อเชื่อมโยงสินค้ากับข้อมูลห่วงโซ่อุปทานและวิธีการผลิต เช่น หมายเลขรุ่น แบบสินค้า ส่วนประกอบ เกรด หรือขนาด

  • การยื่นข้อมูลเร็วกว่าปัจจุบันและการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง – ศุลกากรสหรัฐฯ กำลังพิจารณาว่าควรกำหนดให้ยื่นข้อมูลนำเข้าเร็วกว่าปัจจุบันหรือไม่ เพื่อให้มีเวลาตรวจสอบเอกสารและวินิจฉัยการอนุญาตให้นำเข้าก่อนสินค้ามาถึง รวมทั้งอาจตรวจสอบรหัสและข้อมูลที่ผู้นำเข้ายื่นกับข้อมูลที่ได้รับจากบุคคลอื่นในห่วงโซ่อุปทาน

  • การใช้เทคโนโลยีเพื่อติดตามห่วงโซ่อุปทานและแหล่งที่มาของวัตถุดิบ – อาจมีการใช้หรือกำหนดให้ภาคธุรกิจใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้ศุลกากรสหรัฐฯ เห็นเส้นทางของสินค้า วิธีการผลิต และแหล่งกำเนิดวัตถุดิบ โดยข้อเสนอครอบคลุมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ การเชื่อมต่อกับระบบ Automated Commercial Environment การตรวจสอบแหล่งกำเนิดวัตถุดิบ ระบบรหัสเฉพาะ และหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ที่ป้องกันการแก้ไขข้อมูลโดยมิชอบ

  • การตรวจสอบและรับรองประเทศต้นกำเนิดด้วยเทคโนโลยี – ศุลกากรสหรัฐฯ กำลังพิจารณาว่าเทคโนโลยีสามารถใช้ยืนยันข้อมูลสำคัญในการนำเข้า เช่น ประเทศต้นกำเนิดสินค้า ได้หรือไม่ รวมทั้งกำลังพิจารณาความเสี่ยงของการแลกเปลี่ยนข้อมูลภายใต้มาตรฐานสากลและวิธีป้องกันข้อมูลถูกแก้ไขหรือใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม

  • การเพิ่มข้อกำหนดสำหรับสมาชิก CTPAT – สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ Customs Trade Partnership Against Terrorism อาจมีการกำหนดให้ใช้เทคโนโลยีติดตามห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอาจต้องเปิดให้ศุลกากรสหรัฐฯ สามารถตรวจสอบข้อมูลจากระบบดังกล่าวได้ ทั้งนี้ อาจมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับสมาชิกที่ใช้เทคโนโลยีและแบ่งปันข้อมูลกับศุลกากร

  • การเพิ่มข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และระบบโลจิสติกส์ – เกณฑ์ความมั่นคงขั้นต่ำของ CTPAT อาจขยายไปถึงความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความถูกต้องของข้อมูล รวมถึงอาจจำกัดหรือห้ามใช้แพลตฟอร์มโลจิสติกส์ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เห็นว่าเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคง ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนระบบ เพิ่มการฝึกอบรม หรือปรับโครงสร้างการเชื่อมต่อข้อมูล

ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: ผู้ส่งออกไทยที่ประสงค์จะดำเนินธุรกิจกับตลาดสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องควรเริ่มประเมินความพร้อมของกิจการจากประเด็นที่ศุลกากรสหรัฐฯ อยู่ระหว่างพิจารณาตามที่กล่าวไว้ในบทวิเคราะห์ข้างต้น โดยตรวจสอบว่าข้อมูล เอกสาร และระบบงานที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถรองรับข้อกำหนดที่อาจเพิ่มเติมขึ้นได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับผู้ผลิตและผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ประเทศต้นกำเนิด เส้นทางการขนส่ง เอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานของไทย ตลอดจนความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและยืนยันความถูกต้องของข้อมูล

ในส่วนที่ยังไม่พร้อม ผู้ประกอบการควรวางแนวทางและขั้นตอนการจัดเตรียมข้อมูลไว้ล่วงหน้า เช่น กำหนดว่าจะต้องขอข้อมูลจากผู้จัดหาหรือผู้รับจ้างผลิตรายใด เอกสารใดต้องจัดเก็บเพิ่มเติม ข้อมูลใดต้องสามารถเชื่อมโยงหรือกระทบยอดกัน และหากจำเป็นต้องปรับระบบการจัดเก็บหรือติดตามข้อมูลจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันทีหากข้อเสนอเหล่านี้ได้รับการพัฒนาเป็นกฎที่มีผลใช้บังคับ และลดความเสี่ยงจากการเร่งดำเนินการในระยะเวลาจำกัด

ผู้ส่งออกควรประสานงานกับผู้นำเข้าและตัวแทนออกของในสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากข้อกำหนดหลายประการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาจะกำหนดหน้าที่แก่ผู้นำเข้าสหรัฐฯ โดยตรง แต่ข้อมูลที่ผู้นำเข้าต้องใช้ส่วนหนึ่งจะต้องได้รับจากผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกในต่างประเทศ การทราบล่วงหน้าว่าผู้นำเข้าหรือผู้ให้บริการด้านศุลกากรของคู่ค้ามีความกังวลหรือเตรียมรับมือกับข้อเสนอใหม่อย่างไร จะช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถวางแผนเตรียมข้อมูลให้ตรงกับความต้องการได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ควรติดตามความคืบหน้าของกระบวนการออกกฎอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Federal Register และแฟ้มรับฟังความคิดเห็นเลขที่ USCBP-2026-1058 ใน Regulations.gov ซึ่งเป็นช่องทางทางการที่เอกสารฉบับนี้กำหนดไว้ และหากศุลกากรสหรัฐฯ นำความคิดเห็นที่ได้รับไปจัดทำ Notice of Proposed Rulemaking (NPRM) ควรตรวจสอบร่างกฎดังกล่าวอีกครั้ง เนื่องจากรายละเอียดของข้อกำหนดจริงอาจแตกต่างจากประเด็นที่เสนอไว้ใน ANPRM ฉบับปัจจุบัน

สำหรับการติดตามการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการและคู่ค้าในสหรัฐฯ อาจติดตาม Cargo Systems Messaging Service (CSMS) ของศุลกากรสหรัฐฯ เพิ่มเติม ซึ่งเป็นช่องทางที่หน่วยงานใช้สื่อสารข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับระบบการค้ากับภาคธุรกิจ โดยสามารถสมัครรับการแจ้งเตือนได้โดยตรง

ในระยะนี้ยังไม่ควรลงทุนปรับระบบหรือจัดซื้อเทคโนโลยีใหม่เป็นการเฉพาะเพื่อรองรับข้อเสนอดังกล่าวจนกว่าจะมีรายละเอียดของร่างกฎที่ชัดเจน เนื่องจากศุลกากรสหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะนำข้อเสนอใดมาใช้ ใช้กับสินค้าหรือผู้ประกอบการกลุ่มใด และจะกำหนดระยะเวลาการปรับตัวอย่างไร อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบช่องว่างของข้อมูลและการเตรียมแนวทางแก้ไขไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถปรับตัวได้รวดเร็วและลดผลกระทบต่อการส่งสินค้าเข้าสหรัฐฯ หากมีการบังคับใช้ข้อกำหนดใหม่ในอนาคต

*********************************************************

ที่มา: US Federal Register

เรื่อง: “Heightened Import Disclosures for Supply Chain Visibility”

โดย: US Customs & Border Protection (CBP), Department of Homeland Security
สคต. ไมอามี /วันที่ 2 กันยายน 2569

Share :
Instagram