fb
สหรัฐฯ ประกาศใช้ภาษีนำเข้ามาตราใหม่ หลังศาลฎีกาสั่งยกเลิกมาตรการเดิม

สหรัฐฯ ประกาศใช้ภาษีนำเข้ามาตราใหม่ หลังศาลฎีกาสั่งยกเลิกมาตรการเดิม

โดย
Katekanok
ลงเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2569 12:00
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
5

หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้ยกเลิกมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกโดยอ้างอำนาจภายใต้กฎหมาย กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจในสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 และชี้ขาดว่าเป็นการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตของฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญ ปธน.ทรัมป์ได้ประกาศในวันเดียวกันว่าจะเก็บภาษีศุลกากร (global tariff) อัตรา 10% และในวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาได้ประกาศเปลี่ยนเป็นอัตรา 15% สำหรับสินค้าทุกประเภทที่นำเข้ามายังสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม คำประกาศอย่างเป็นทางการจาก Factsheet ของทำเนียบขาว อัตราภาษีนำเข้าอยู่ที่ 10% มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 150 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2569

ปธน.ทรัมป์เลือกใช้อำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 (Section 122 of the Trade Act of 1974) เพื่อบังคับใช้มาตรการภาษีใหม่นี้ ซึ่งมาตรา 122 เป็นเครื่องมือที่ไม่เคยถูกนำมาใช้จัดเก็บภาษีมาก่อน โดยมาตรานี้เปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถเก็บภาษีได้สูงสุด 15% เป็นระยะเวลาไม่เกิน 150 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความเสี่ยงต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามาตรานี้อาจช่วยรัฐบาลเพิ่มรายได้ในระยะสั้น และซื้อเวลาให้ฝ่ายบริหารวางแผนจัดเก็บภาษีแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้นผ่านข้อกฎหมายอื่น โดยปธน.ทรัมป์ยืนยันว่าจะเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่านี้ในอนาคต

อัตราภาษีใหม่นี้แตกต่างจากอัตราภาษีที่ถูกยกเลิกไปอย่างไร?

อัตราภาษีใหม่ 10-15% ทั่วโลกนี้มีความใกล้เคียงกับภาษีเดิมที่ปธน.ทรัมป์เคยใช้ผ่าน IEEPA ซึ่งถูกศาลฎีกาสั่งระงับไป โดยอัตราภาษีใหม่เป็นภาษีที่ครอบคลุมสินค้านำเข้าเกือบทั้งหมด อย่างไรก็ดี อัตรา 15% ยังต่ำกว่าภาษีที่เคยเรียกเก็บกับบางประเทศ เช่น จีน ซึ่งเคยสูงถึง 145% และข้อตกลงกับประเทศคู่ค้าหลักก่อนหน้านี้มักจบที่ระดับ 15–20% ทั้งนี้ ภาษีภายใต้มาตรา 122 จะมีอายุเพียง 150 วัน เว้นแต่รัฐสภาจะอนุมัติขยายเวลา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก

เหตุใดปธน.ทรัมป์จึงมีอำนาจตามมาตรา 122

สืบเนื่องจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจในการจัดเก็บภาษีภายใต้กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจในสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) รัฐบาลจึงได้เปลี่ยนมาใช้อำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งมีโครงสร้างทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • ข้อจำกัดของกฎหมาย IEEPA: แม้กฎหมายฉบับนี้จะอนุญาตให้ประธานาธิบดีดำเนินมาตรการควบคุมเศรษฐกิจในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินได้ และสามารถมุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ตัวบทกฎหมายไม่ได้ระบุอำนาจในการจัดเก็บภาษีนำเข้าไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ศาลฎีกาใช้ในการตีความเพื่อระงับมาตรการเดิม

  • อำนาจตามมาตรา 122: กฎหมายส่วนนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีโดยตรงในการแก้ไขปัญหา "การขาดดุลการชำระเงินระหว่างประเทศที่รุนแรงและเป็นวงกว้าง" ผ่านการจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตราไม่เกิน 15% โดยประธานาธิบดีทรัมป์โต้แย้งว่าภาวะการขาดดุลการค้าที่เรื้อรังและความเสี่ยงต่อการอ่อนค่าอย่างรุนแรงของเงินดอลลาร์สหรัฐถือเป็นปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศขั้นพื้นฐานที่เข้าข่ายเงื่อนไขของกฎหมายฉบับนี้

  • ลักษณะการบังคับใช้: ความแตกต่างที่สำคัญคือ มาตรการภายใต้มาตรา 122 ไม่สามารถเลือกปฏิบัติหรือระบุรายประเทศได้ แต่ต้องบังคับใช้แบบครอบคลุม (Universal) กับสินค้าจัดเก็บทุกประเภทจากทั่วโลก จึงเป็นที่มาของการประกาศจัดเก็บภาษีในอัตรา 15% แบบถ้วนหน้า (Blanket Levy)

อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายให้ความเห็นว่า ประเด็นเรื่องภาวะการขาดดุลการค้าในปัจจุบันว่าเข้าข่ายเงื่อนไข "ความรุนแรง" ตามที่มาตรา 122 กำหนดไว้หรือไม่นั้น ยังคงเป็นที่ถกเถียงและอาจนำไปสู่การฟ้องร้องคัดค้านต่อศาลในระยะต่อไป

ข้อยกเว้นของมาตรการ

รัฐบาลยังคงข้อยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าบางประเภทเหมือนมาตรการเดิม ได้แก่:

  • สินค้าเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ หรือสินค้าที่ไม่สามารถผลิตได้ภายในสหรัฐฯ

  • ยารักษาโรคบางประเภท แร่ธาตุที่สำคัญ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศ

  • สินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี USMCA

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ข้อมูลจากสถาบัน Budget Lab แห่งมหาวิทยาลัยเยล ระบุว่าแม้อัตราภาษีใหม่จะอยู่ที่ 15% แต่อัตราภาษีแท้จริง (Effective Tariff Rate) ของสหรัฐฯ จะอยู่ที่ประมาณ 13.7% ซึ่งยังคงต่ำกว่าระดับ 16% ก่อนคำตัดสินของศาล แต่สูงกว่าระดับ  9.1% หลังจากศาลมีคำวินิจฉัย ยังไม่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลต่อการจ้างงาน ค่าจ้าง และราคาสินค้าอย่างไร โดยในปี 2025 อัตราภาษีที่พุ่งขึ้นแรงก่อนหน้านี้ทำให้บริษัทและผู้บริโภคสหรัฐฯ ต้องแบกรับต้นทุนกว่า 90% ตามข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์ก ส่งผลให้บางบริษัทชะลอการจ้างงานและการลงทุน ขณะที่บางอุตสาหกรรม เช่น การประมง กล่าว่าได้ประโยชน์จากการแข่งขันที่ลดลง นอกจากนี้ รายงานอัตราเงินเฟ้อเดือนมกราคมยังพบว่าราคาสินค้าบางประเภทที่ถูกเก็บภาษี เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และรถยนต์ เริ่มปรับตัวสูงขึ้น

กฎหมายอื่นที่อาจใช้เก็บภาษีเพิ่มเติม

ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณว่าจะใช้กฎหมายอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อเก็บภาษี ได้แก่

  • มาตรา 232 ของ Trade Expansion Act of 1962: สำหรับสินค้าเหล็ก อลูมิเนียม ยานยนต์ และไม้แปรรูป โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง

  • มาตรา 301 ของ Trade Act of 1974: เพื่อจัดเก็บภาษีระยะยาวกับประเทศที่ดำเนินแนวทางทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (เช่น จีน) ซึ่งมาตรการภายใต้กฎหมายเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวนอีกหลายเดือน

ภาษีใหม่ซ้อนกับของเดิมหรือไม่

ทำเนียบขาวระบุว่าภาษีใหม่นี้จะไม่คิดเพิ่มจากภาษีที่เรียกเก็บภายใต้มาตรา 232 เช่น รถยนต์หรือเหล็กที่ถูกเก็บอยู่แล้ว 25–50% แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะซ้อนกับภาษีมาตรา 301 หรือไม่ 

กฎ de minimis

ช่องโหว่ de minimis ที่อนุญาตให้สินค้ามูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์เข้าสหรัฐฯ โดยไม่เสียภาษี ถูกปธน.ทรัมป์ระงับไปแล้วก่อนหน้านี้ และแม้ศาลจะไม่ได้ตัดสินโดยตรงในประเด็นนี้ แต่ทำเนียบขาวยืนยันว่าจะยังคงระงับต่อไป โดยสินค้าทุกชิ้นที่เข้าข่าย de minimis จะถูกเก็บภาษีใหม่ชั่วคราว ทั้งนี้ กฎหมายภาษีฉบับใหญ่ของพรรครีพับลิกันกำหนดให้ยกเลิกกฎ de minimis อย่างถาวรตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2027 เป็นต้นไป

ข้อเสนอแนะจากสคต. นิวยอร์ก

ผู้ประกอบการไทยควรติดตามทิศทางนโยบายภาษีนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมาตรการภาษีร้อยละ 10-15 มีลักษณะชั่วคราวและยังมีความไม่แน่นอนสูง ควรเร่งประเมินโครงสร้างต้นทุนและอัตราภาษีที่แท้จริงของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ พร้อมพิจารณากระจายตลาด ส่งเสริมมูลค่าเพิ่มของสินค้า และใช้ประโยชน์จากสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีหรือช่องทางข้อตกลงทางการค้า เพื่อลดความเสี่ยงและรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไป

ข้อมูลอ้างอิง https://www.wsj.com/economy/trade/what-to-know-about-trumps-new-tariff-73aef4e9?mod=WTRN_pos1

 

Share :
Instagram