
เนื้อข่าว
กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามเดินหน้าผลักดันการยกระดับประสิทธิผลของการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreements: FTAs) โดยเสนอจัดตั้งระบบนิเวศการใช้ประโยชน์จาก FTAs ควบคู่กับการออกแบบกลไกสนับสนุนเชิงบูรณาการ ครอบคลุมทั้งด้านกระบวนการกำกับดูแลเชิงระเบียบ การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การเข้าถึงข้อมูล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงการให้คำปรึกษาเชิงลึกตามสาขาอุตสาหกรรมและห่วงโซ่มูลค่า การเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางการผลิตและการประกอบธุรกิจ การพัฒนาแบรนด์ และการเชื่อมโยงและขยายตลาด ตลอดจนการยกระดับด้านมาตรฐานทางเทคนิค กฎระเบียบ มาตรวิทยา และการควบคุมคุณภาพ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างศักยภาพของวิสาหกิจ สหกรณ์ และครัวเรือนประกอบกิจการในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก FTAs ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนภายใต้กรอบร่างกฤษฎีกาซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดรายละเอียดเชิงปฏิบัติของบทบัญญัติตามมติสภาแห่งชาติ เลขที่ 250/2025/QH15 ว่าด้วยการยกระดับประสิทธิผลของการบูรณาการระหว่างประเทศ โดยกระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการเปิดเผยรายงานผลการประเมินด้านกฎหมายต่อสาธารณะแล้ว ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเป็นหน่วยงานหลักในการยกร่างกฎหมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงนัยสำคัญเชิงนโยบายในการพัฒนาและเสริมสร้างกรอบกลไกเชิงสถาบันเพื่อรองรับและสนับสนุนกระบวนการบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในระยะยาวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ระบุว่า ภายหลังการดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ Doi Moiต่อเนื่องยาวนานกว่า 40 ปี เวียดนามได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกในระดับพื้นฐานไปสู่การบูรณาการอย่างเต็มรูปแบบในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก ควบคู่กับการยกระดับสถานะจากประเทศที่เข้าสู่ตลาดโลกในระยะหลัง (latecomer economy) สู่การเป็นประเทศที่มีบทบาทเชิงรุกและมีศักยภาพในการริเริ่มในสาขาเศรษฐกิจใหม่ ทั้งนี้ ทิศทางดังกล่าวถือเป็นแกนหลักเชิงยุทธศาสตร์ (strategic pillar) ในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงภายในปี 2588 อย่างยั่งยืน
ในมิติของผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจ การเข้าร่วมความตกลงการค้าเสรีได้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจมหภาคและภาคการค้าระหว่างประเทศของเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2568 อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) อยู่ที่ร้อยละ 8.62 ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ สะท้อนถึงแรงส่งเชิงบวกจากภาคการส่งออกและการลงทุน ขณะที่ขนาดเศรษฐกิจมีมูลค่าประมาณ 514,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในด้านกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เกิดขึ้นจริง (FDI) อยู่ที่ประมาณ 27,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อศักยภาพเศรษฐกิจของเวียดนาม ขณะเดียวกัน มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ประมาณ 930,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้เวียดนามยังคงรักษาสถานะอยู่ในกลุ่ม 20 ประเทศที่มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศสูงสุดของโลกอย่างต่อเนื่อง
ในเชิงโครงสร้าง เวียดนามได้เข้าร่วมกรอบความร่วมมือและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในหลายมิติ โดยเฉพาะการเป็นภาคีความตกลงการค้าเสรี (FTAs) จำนวน 17 ฉบับ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจของประเทศเข้ากับเศรษฐกิจหลักของโลกมากกว่า 60 แห่ง อันเอื้อให้เวียดนามสามารถบูรณาการเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าการผลิตและห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีส่วนในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า เสริมสร้างศักยภาพในการขยายตลาด และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจโลกที่มีความเชื่อมโยงสูง
อย่างไรก็ดี แม้ว่ากระบวนการบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศจะก่อให้เกิดผลเชิงบวกในภาพรวม แต่ยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในหลายมิติ โดยเฉพาะระดับความครอบคลุมของความตกลงการค้าเสรีที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งสะท้อนผ่านสัดส่วนการส่งออกของวิสาหกิจภายในประเทศที่มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกรวม อัตราการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศของวิสาหกิจที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ตลอดจนระดับความเชื่อมโยงเชิงห่วงโซ่มูลค่าระหว่างวิสาหกิจภายในประเทศกับวิสาหกิจ FDI ที่ยังไม่เข้มแข็ง ทั้งนี้ แม้ว่าภาคธุรกิจเวียดนามจะได้รับการกำหนดบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ให้เป็นศูนย์กลาง กลไกหลัก แรงขับเคลื่อน และกำลังหลัก ของกระบวนการบูรณาการดังกล่าว แต่ในทางปฏิบัติยังคงประสบข้อจำกัดทั้งในด้านขีดความสามารถภายในองค์กร และประสิทธิภาพของกลไกสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งยังไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างเพียงพอในบริบทการแข่งขันระดับสากล
ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงได้เสนอชุดมาตรการสนับสนุนเชิงโครงสร้างภายใต้กรอบระบบนิเวศการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA utilization ecosystem) โดยหนึ่งในมาตรการหลักคือการจัดตั้งกลไกการอุดหนุนอัตราดอกเบี้ยสำหรับวิสาหกิจ สหกรณ์ และครัวเรือนประกอบกิจการที่เข้าร่วมในระบบนิเวศดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจะมีสิทธิได้รับการสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยเมื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนระยะกลางและระยะยาวจากสถาบันการเงิน เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินแผนการผลิตและโครงการทางธุรกิจภายใต้กรอบแผนงานและกิจกรรมของระบบนิเวศ FTAs อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับเป้าหมายเชิงนโยบายของภาครัฐ
ทั้งนี้ การบังคับใช้มาตรการดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักการป้องกันการได้รับสิทธิประโยชน์ซ้ำซ้อน โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องไม่อยู่ระหว่างการได้รับการอุดหนุนอัตราดอกเบี้ยจากมาตรการภาครัฐอื่นในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ขณะเดียวกัน ภาครัฐจะดำเนินการสนับสนุนผ่านงบประมาณแผ่นดินในลักษณะการชดเชยอัตราดอกเบี้ยภายหลังการลงทุน และกำหนดกรอบสิทธิให้ผู้ประกอบการแต่ละรายสามารถเข้าถึงการสนับสนุนได้เพียงหนึ่งแผนงานหรือหนึ่งโครงการภายในช่วงเวลาเดียวกันเท่านั้น นอกจากนี้ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจะต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองและอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการบริหารความเสี่ยงและหลักธรรมาภิบาลทางการเงิน
ในส่วนของระดับการสนับสนุน ภาครัฐจะดำเนินการชดเชยส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยให้แก่ผู้ประกอบการในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี สำหรับเงินกู้ของวิสาหกิจ สหกรณ์ และครัวเรือนประกอบกิจการที่เป็นสมาชิกของระบบนิเวศการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิประโยชน์มีหน้าที่รับผิดตามกฎหมายต่อความถูกต้อง ครบถ้วน และความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ใช้ในการยื่นขอรับการสนับสนุน และในกรณีที่ตรวจพบการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือข้อกำหนดของสถาบันการเงิน ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการคืนเงินอุดหนุนอัตราดอกเบี้ยให้แก่รัฐตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน
(แหล่งที่มา https://vneconomy.vn/ ฉบับวันที่ 25 มีนาคม 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
มาตรการสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยเพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ของเวียดนามกำลังได้รับการยกระดับให้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป ภายใต้บริบทที่ FTAs ได้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างยังคงปรากฏ โดยเฉพาะในด้านศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งยังคงเป็นข้อจำกัดเชิงระบบที่ลดทอนความสามารถในการเปลี่ยนโอกาสทางการค้าไปสู่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิผล
ภายใต้บริบทดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้เสนอการจัดตั้งระบบนิเวศการใช้ประโยชน์จาก FTAs (FTA utilization ecosystem) ควบคู่กับมาตรการอุดหนุนอัตราดอกเบี้ย เพื่อยกระดับกรอบการสนับสนุนภาคธุรกิจในลักษณะบูรณาการ โดยมาตรการดังกล่าวเอื้อให้วิสาหกิจ สหกรณ์ และครัวเรือนประกอบกิจการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนระยะกลางและระยะยาวในต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ผ่านการชดเชยอัตราดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและต้นทุนเงินทุน
ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ เวียดนามมีระดับการบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง ภายหลังการดำเนินนโยบายปฏิรูป Doi Moi มากกว่า 40 ปี โดยได้พัฒนาเครือข่าย FTAs จำนวน 17 ฉบับ ครอบคลุมเศรษฐกิจคู่ค้ากว่า 60 แห่ง ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจมหภาค โดยในปี 2568 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวร้อยละ 8.62 ขนาดเศรษฐกิจมีมูลค่าประมาณ 514,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่กระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และมูลค่าการค้ารวมยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีโอกาสทางการค้าจากเครือข่าย FTAs แต่ภาคธุรกิจภายในประเทศยังไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยพิจารณาจากสัดส่วนการส่งออกของวิสาหกิจภายในประเทศที่มีแนวโน้มลดลง ขณะที่วิสาหกิจที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศแม้มีบทบาทนำในภาคการส่งออก แต่กลับมีระดับการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศที่จำกัด ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (domestic value added: DVA) อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพ ทั้งนี้ สะท้อนว่าข้อจำกัดหลักมิใช่การขาดโอกาสทางการค้า หากแต่เป็นข้อจำกัดด้านความพร้อมเชิงโครงสร้างของภาคธุรกิจ
ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาระบบนิเวศ FTAs จึงมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยครอบคลุมมากกว่ามาตรการทางการเงิน อาทิ การปรับปรุงกระบวนการกำกับดูแลเชิงกฎระเบียบ การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาทุนมนุษย์ การให้คำปรึกษาด้านมาตรฐาน กฎระเบียบ และมาตรวิทยา (standards, regulations and metrology: SRM) ตลอดจนการเชื่อมโยงตลาดและห่วงโซ่มูลค่า ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ในขณะเดียวกัน มาตรการสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยทำหน้าที่เป็นกลไกเร่งเชิงนโยบายที่ช่วยลดต้นทุนเงินทุน และเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุน อันเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถเร่งการปรับโครงสร้างการผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี ประสิทธิผลของมาตรการจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการคัดเลือกโครงการ ความสามารถในการปฏิบัติตามมาตรฐาน และประสิทธิผลของระบบกำกับติดตามและประเมินผล
ภายใต้บริบทของการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกที่ทวีความเข้มข้น การยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจให้สามารถใช้ประโยชน์จาก FTAs ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถือเป็นทั้งมาตรการเชิงนโยบายระยะสั้นและยุทธศาสตร์เชิงโครงสร้างในระยะยาว ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ หากการดำเนินนโยบายเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและสอดคล้องเชิงระบบ ย่อมเอื้อต่อการสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ทางเศรษฐกิจ และยกระดับบทบาทของภาคธุรกิจเวียดนามในเวทีการค้าระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
มาตรการยกระดับการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ของเวียดนาม โดยเฉพาะการจัดตั้งระบบนิเวศ FTAs ควบคู่กับกลไกอุดหนุนอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี มีแนวโน้มส่งผลให้สภาพแวดล้อมการแข่งขันในตลาดเวียดนามและตลาดส่งออกที่เกี่ยวข้องมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยผู้ประกอบการเวียดนามจะมีต้นทุนทางการเงินที่ลดลงและสามารถเร่งการลงทุนเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและการส่งออกได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในสาขาเกษตรแปรรูป อาหาร อุตสาหกรรมเบา และสินค้าอุปโภคบริโภค เผชิญแรงกดดันด้านราคาและมาตรฐานเพิ่มขึ้น ทั้งในตลาดเวียดนามและตลาดที่มีการแข่งขันร่วมกันในระดับภูมิภาคและโลก
ผู้ประกอบการไทยควรเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางเทคนิคและกฎระเบียบระหว่างประเทศ รวมถึงการเสริมสร้างความเชื่อมโยงในห่วงโซ่มูลค่า โดยเฉพาะการพิจารณาใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตหรือพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากเครือข่าย FTAs ของเวียดนาม ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศ FTAs ที่ภาครัฐเวียดนามพัฒนา ซึ่งจะเอื้อให้สามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายการลงทุนและ ความร่วมมือในสาขาที่เวียดนามยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น อุตสาหกรรมสนับสนุน โลจิสติกส์ เทคโนโลยีการเกษตร และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออก อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการเข้าไปเชื่อมโยงกับวิสาหกิจ FDI และผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ หากสามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของเวียดนามได้อย่างเหมาะสม ย่อมมีศักยภาพในการสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันและขยายบทบาทในตลาดเวียดนามและตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน