
แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอนและราคาสินค้าหลายประเภทปรับตัวสูงขึ้น แต่ “กาแฟ” ยังคงเป็นเครื่องดื่มสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวแคนาดาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแคนาดา (Statistics Canada) ระบุว่า ราคากาแฟในร้านค้าปลีกเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และผลผลิตที่ลดลงในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ อย่างไรก็ตาม ความนิยมในการดื่มกาแฟยังคงแข็งแกร่ง โดยสมาคมกาแฟแห่งแคนาดาระบุว่าเกือบร้อยละ 80 ของประชากรดื่ม
กาแฟทุกวัน
ถึงแม้ผู้บริโภคจะต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ตลาดกาแฟสำหรับการบริโภคที่บ้านยังคงแข็งแรง รายงานจากบริษัทวิจัยตลาด NielsenIQ ระบุว่ายอดขายค้าปลีกอยู่ที่ประมาณ 2.4 พันล้านเหรียญแคนาดา (ประมาณ 5.8 หมื่นล้านบาท) เติบโตประมาณ
ร้อยละ 11 ในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปริมาณการซื้อจริงลดลงเล็กน้อยประมาณร้อยละ 3 เนื่องจากราคาที่สูงขึ้นทำให้ผู้บริโภคปรับพฤติกรรม เช่น การซื้อช่วงโปรโมชั่น เลือกแพคใหญ่เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย หรือใช้สินค้า private label ที่ราคาย่อมเยากว่า
สำหรับโครงสร้างตลาดกาแฟในแคนาดา กาแฟคั่วบดครองสัดส่วนประมาณร้อยละ 84 รองลงมาคือกาแฟสำเร็จรูปประมาณร้อยละ 12 และกาแฟพร้อมดื่มประมาณร้อยละ 4 ในขณะเดียวกัน กาแฟพรีเมียม เช่น แคปซูล (coffee pods) ยังคงเติบโตประมาณร้อยละ 9 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับความสะดวกและคุณภาพ แม้ราคาจะสูงขึ้น
เทรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วคือ กาแฟเย็นพร้อมดื่ม (Ready-to-Drink Coffee) ไม่ว่าจะเป็นกาแฟกระป๋อง กาแฟขวด หรือกาแฟเย็นสำเร็จรูป เทรนด์นี้สะท้อนว่ากาแฟไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงเช้า แต่กลายเป็นเครื่องดื่มตลอดวัน นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังสนใจรสชาติใหม่ๆ เช่น สูตรตามฤดูกาล (seasonal) หรือสินค้า limited edition ซึ่งสร้างความหลากหลายและประสบการณ์ใหม่ให้กับตลาด
อีกแนวโน้มสำคัญคือ กาแฟเพื่อสุขภาพ (Functional Coffee) ผู้บริโภคยุคใหม่มองหากาแฟที่ให้ประโยชน์มากกว่าคาเฟอีน เช่น กาแฟผสมเห็ด กาแฟที่มี adaptogens กาแฟผสมโปรตีน หรือกาแฟเสริมคอลลาเจน แม้ว่าตลาดนี้ยังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเพราะผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพและไลฟ์สไตล์มากขึ้น
ความยั่งยืนยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อกาแฟที่มีการรับรอง เช่น Fair Trade หรือ Rainforest Alliance รวมถึงความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานและแหล่งที่มาของเมล็ดกาแฟ มีผลต่อการเลือกซื้อโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ นอกจากนี้ กระแสสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นของแคนาดา (Buy Canadian) ทำให้กาแฟที่คั่วในแคนาดาหรือจากโรงคั่วท้องถิ่นได้รับความนิยม แม้กาแฟจะไม่สามารถปลูกในประเทศได้ การเล่าเรื่องแบรนด์ เช่น แหล่งที่มาของเมล็ดกาแฟ วิธีการคั่ว หรือเรื่องราวของผู้ผลิต กลายเป็นปัจจัยสร้างความแตกต่างในตลาด
ความคิดเห็น สคต.
ตลาดกาแฟในแคนาดาสะท้อนถึงโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการพัฒนากาแฟพิเศษ (specialty coffee) จากแหล่งปลูกในประเทศไทย เช่น เชียงใหม่และเชียงราย เพื่อตอบโจทย์ตลาดพรีเมียม นอกจากนี้ ผู้ประกอบการสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น กาแฟพร้อมดื่ม กาแฟเย็น หรือกาแฟเพื่อสุขภาพที่ผสมวัตถุดิบธรรมชาติและสมุนไพร การเน้นคุณภาพ แหล่งที่มา ความยั่งยืน และการเล่าเรื่องราวของกาแฟไทย จะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน