fb
สินค้าอาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินในตลาดญี่ปุ่น

สินค้าอาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินในตลาดญี่ปุ่น

โดย
Pannee
ลงเมื่อ 20 กรกฎาคม 2569 22:00
สำนักงานตัวแทนส่งเสริมการค้า ณ เมืองฮิโรชิมา (ญี่ปุ่น)
3

สินค้าอาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินในตลาดญี่ปุ่น

สตท. ณ เมืองฮิโรชิมา

         ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องประสบภัยจากแผ่นดินไหวมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ผู้ที่อยู่อาศัยในญี่ปุ่นจึงมีความตระหนักและเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดจากแผ่นดินไหว รัฐบาลญี่ปุ่นให้คำแนะนำว่าควรต้องมีการสำรองอาหารและน้ำในยามฉุกเฉินไว้อย่างน้อย วัน หรือหากเป็นไปได้ วัน ความตื่นตัวของผู้ที่อาศัยในญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเตรียมตัวเพื่อรับสถานะการณ์แผ่นดินไหวยิ่งมีมากขึ้นหลังจากการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อ 1 มกราคม 2024 ในเขตคาบสมุทรโนโตะ ตอนเหนือของจังหวัดอิชิกาวะ ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวที่นอกจากจะทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนกว่า 2 พันคนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมากภายหลังแผ่นดินไหวซึ่งถูกตัดขาดจากภายนอกเนื่องจากความเสียหายของเส้นทางคมนาคม ชาวญี่ปุ่นจึงจริงจังกับการเตรียมความพร้อมกันมากขึ้น โดยเฉพาะการเตรียมสำรองอาหารเพื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน จากการสำรวจพบว่า  ผู้บริโภคเกือบร้อยละ 60 มีการสำรองอาหารสำหรับยามฉุกเฉิน และได้มีการประมาณการศักยภาพของตลาดสินค้าอาหารสำหรับยามฉุกเฉิน หรือ Emergency Food ว่ามีมูลค่า 1.4 ล้านล้านเยน โดยเป็นในส่วนของครัวเรือน 1.2 ล้านล้านเยน ความช่วยเหลือสำหรับสาธารณะ  1 แสนล้านเยน และในภาคธุรกิจ 6.5 หมื่นล้านเยน

แนวโน้มการขยายตัวของความต้องการอาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน

         เมื่อเดือนกันยายน 2025 รัฐบาลญี่ปุ่นโดยคณะกรรมการวิจัยแผ่นดินไหวได้ประกาศผลการประเมินระยะยาวของความเสี่ยงการเกิดแผ่นดินไหวใหญ่บริเวณร่องลึกนันไค หรือ Nankai Trough มีการนำเสนอตัวเลขของอัตราความเป็นไปได้ในการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ (megathrust earthquake) ครั้งต่อไปว่า สูงถึงร้อยละ 60-90 ในช่วง 30 ปีข้างหน้า คาดว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ที่ยังไม่ได้สำรองอาหารซึ่งมีประมาณร้อยละ 30 เริ่มทำการสำรองอาหารอย่างจริงจัง จึงมีแนวโน้มว่าการสำรองอาหารของครัวเรือนในญี่ปุ่นจะเพิ่มมากขึ้น

         อาหารสำรองยามฉุกเฉินมีระยะเวลาเก็บได้นานเกินกว่าหนึ่งปีขึ้นไป บางสินค้าสามารถเก็บได้นานถึง 10 ปี อย่างไรก็ตาม มีคำแนะนำเกี่ยวกับการสำรองอาหารยามฉุกเฉินว่า ควรต้องใช้วิธีที่เรียกว่า Rolling stock หรือ การเก็บสำรองแบบหมุนเวียน กล่าวคือ การซื้ออาหารมาสำรองไว้แต่จะคอยนำมาบริโภคเป็นระยะ และซื้อของ ใหม่มาทดแทนไปตามลำดับ ซึ่งจะช่วยให้อาหารที่เก็บสำรองไว้ไม่เก่าเกินไป ดังนั้นจึงทำให้เกิดความต้องการอย่างต่อเนื่องสำหรับอาหารสำรองยามฉุกเฉิน จากการสำรวจพบว่าปัจจุบันวิธีการสำรองอาหารแบบหมุนเวียนยังไม่ได้ถูกปฏิบัติอย่างแพร่หลายนัก แต่ผู้บริโภคประมาณร้อยละ 70 คิดว่าเป็นวิธีที่ควรปฏิบัติและตั้งใจว่าจะปฏิบัติ จึงคาดการว่าในอนาคตปริมาณความต้องการสินค้าอาหารเพื่อสำรองจะมีเพิ่มขึ้นและมีการซื้ออย่างต่อเนื่องด้วย

อาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินยังเป็นที่ต้องการสำหรับผู้ที่ไปแคมปิ้งหรือปีนเขา หรือทำกิจกรรมกลาง แจ้ง เนื่องจากสะดวกและง่ายในการเตรียมอาหาร และไม่จำเป็นต้องใช้ภาชนะอาหาร  พบว่ามีร้านจำหน่ายสินค้า Outdoor และ Home Center เปิดมุมจำหน่ายสินค้าสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งที่ใช้เป็นอาหารสำรองยามฉุกเฉินได้ด้วย บริษัทผู้ผลิตหลายรายเริ่มมีการพัฒนาสินค้าแบรนด์ตนเองเนื่องจากมองเห็นศักยภาพของตลาดที่จะขยายตัวในอนาคต

นอกจากนั้น จากการที่อาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นอาหารที่ผลิตโดยคำนึงถึงสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการเพื่อการดำรงสุขภาพร่างกายโดยเฉพาะในยามที่ไม่สามารถเลือกหาซื้อหาอาหารตามปกติได้ อีกทั้งยังสามารถเก็บได้นานกว่าหนึ่งปีโดยใช้บรรจุภัณฑ์ที่แข็งแรงทนทาน ไม่จำเป็นต้องใช้ภาชนะใส่อาหารและง่ายในการจัดเตรียม จึงมีการใช้เพื่อเป็นอาหารสำหรับนักบินอวกาศได้ด้วย โดยในปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีระบบรับรอง "อาหารญี่ปุ่นสำหรับอวกาศ" (Space Japanese Food) โดยองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (Japan Aerospace Exploration Agency : JAXA) ซึ่งเป็นการรับรองผลิตภัณฑ์อาหารที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเฉพาะสำหรับการบริโภคในอวกาศ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์จำนวน 56 รายการจาก 31 บริษัทที่ได้รับการรับรองดังกล่าว และเมื่อปี 2022 JAXA ได้เริ่มระบบความร่วมมือกับสมาคมอาหารเพื่อรับมือภัยพิบัติแห่งญี่ปุ่น (Japan Society for Disaster Food) ในการช่วยให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองเป็น "อาหารญี่ปุ่นสำหรับอวกาศ" สามารถขอรับการรับรองเป็น "อาหารญี่ปุ่นสำหรับรับมือภัยพิบัติ" (Japan Disaster Food) ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาที่ลดขั้นตอนให้ง่ายขึ้น ทำให้ความต้องการของอาหารโดยรวมของสองประเภทนี้มีขอบเขตที่กว้างขวางยิ่งขึ้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงโอกาสที่ความต้องการอาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินจะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกมากในอนาคต

คุณสมบัติจำเพาะของอาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน

         ผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตเพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินจะต้องมีคุณสมบัติจำเพาะ ดังนี้

  1. ใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรสำหรับการผลิตเพื่อการเก็บรักษาได้ยาวนาน คุณสมบัติในการเก็บรักษาได้ยาวนานเป็นเอกลักษณ์ของอาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรในการผลิตโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น อาหารประเภท Retort (อาหารที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท) ถูกบรรจุลงในภาชนะและปิดผนึกอย่างแน่นหนาด้วยเครื่องจักรพิเศษ จากนั้นจึงนำไปผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนเพื่อกำจัดจุลินทรีย์ และอาจมีการระบายความร้อนด้วยเครื่องทำความเย็นเพื่อป้องกันไม่ให้คุณภาพของอาหารเสื่อมลง ในบางกรณี อาจมีการนำเทคโนโลยีการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูงร่วมกับระบบสุญญากาศมาใช้เพื่อให้สามารถเก็บรักษาอาหารไว้ได้นาน

  2. อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ ผู้คนอาจจำเป็นต้องอพยพและใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากเป็นเวลานาน ด้วยเหตุนี้ อาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงต้องมีโภชนาการที่ครบถ้วน ผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านี้จึงได้รับการพัฒนาให้เป็นอาหารที่ผู้บริโภคจะได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในแต่ละวัน เพื่อรักษาสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกายเอาไว้ นอกจากนั้นต้องปราศจากวัตถุเจือปนอาหาร (Additive-free) และรสชาติต้องไม่จัด ไม่หวานหรือเค็มเกินไป 

  3. การใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับการจัดเก็บระยะยาว การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้มีความทนทาน สามารถป้องกันความเสียหายระหว่างการจัดเก็บระยะยาวหรือในกรณีที่เกิดภัยพิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ต้องอาศัยการออกแบบเป็นพิเศษ เนื่องจากความเสียหายต่อบรรจุภัณฑ์อาจทำให้ของเหลวภายในรั่วไหลออกมา ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ไม่สามารถบริโภคได้ ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์นมที่ใช้กระบวนการบรรจุแบบปลอดเชื้อ (aseptic filling) เพื่อรักษาคุณภาพและยืดอายุการเก็บรักษา โดยใช้กล่องกระดาษที่มีโครงสร้างแบบ 6 ชั้น นอกจากนั้นต้องเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ง่ายในการทิ้งทำลายภายหลังบริโภคอาหารแล้วเพื่อไม่ก่อให้เกิดขยะที่เป็นปัญหา

  4. การนำมารับประทานจะต้องง่ายและสะดวก ไม่ต้องอาศัยเชื้อเพลิงหรือไฟฟ้า การเปิดบรรจุภัณฑ์ทำได้ง่ายด้วยมือ เพื่อให้สามารถรับประทานได้ทันที และควรเป็นอาหารบรรจุแยกสำหรับแต่ละคนแต่ละมื้อ

  5. การบริหารจัดการสุขอนามัยภายในโรงงาน แม้ว่าการบริหารจัดการสุขอนามัยจะเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานสำหรับโรงงานผลิตอาหารทุกแห่งอยู่แล้ว แต่สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับกรณีฉุกเฉินแล้ว เรื่องนี้ถือมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากในยามฉุกเฉินหากรับประทานแล้วทำให้เกิดอาหารเป็นพิษหรือเจ็บป่วยจะกลายเป็นปัญหาใหญ่กว่าเวลาปกติ การบริหารจัดการสุขอนามัยในโรงงานเหล่านี้ต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดโดยอิงตามระบบต่างๆ เช่น HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Points) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ความเสี่ยงล่วงหน้า (เช่น การปนเปื้อนของจุลินทรีย์หรือการมีสิ่งแปลกปลอม) การกำหนดจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (Critical Control Points) และการบริหารจัดการกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรการดังกล่าว

  6. การตรวจสอบคุณภาพอาหารอย่างเข้มงวด ภายหลังกระบวนการผลิต ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพอาหารอย่างเข้มงวดสูงสุด ซึ่งในบางกรณีอาจดำเนินการโดยหน่วยงานภายนอกที่ได้รับการว่าจ้าง เพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ไม่มีข้อบกพร่องใดๆ การตรวจสอบครอบคลุมถึงการตรวจหาสิ่งแปลกปลอม การตรวจสอบความสมบูรณ์ของการซีลแบบสุญญากาศ และการตรวจหารอยขีดข่วนบนบรรจุภัณฑ์

  7. รสชาติและความหลากหลาย อาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินมักถูกเข้าใจว่ารสชาติไม่ดี และมีอยู่จำกัดไม่กี่ประเภท แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ผู้คนต้องประสบภัยพิบัติและต้องอพยพจากที่อยู่อาศัย การรับประทานอาหารที่อร่อยหรืออาหารที่ถูกปากมีส่วนช่วยดำรงสุขภาพจิตใจของผู้ประสบภัยได้ ดังนั้น ในปัจจุบันจากการวิจัยพัฒนาด้านเทคโนโลยีการผลิตทำให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์อาหารที่มีรสชาติไม่แตกต่างกับผลิตภัณฑ์อาหารทั่วไปหรืออาหารปรุงสด อีกทั้งบริษัทผู้ผลิตต่างพยายามพัฒนาเมนูอาหารให้มีความหลากหลาย เป็นตัวเลือกให้ผู้บริโภคตามความชอบและไม่ต้องรับประทานซ้ำซากในช่วงประสบภัย  

ตัวอย่างสินค้าสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่น่าสนใจในตลาดญี่ปุ่น

         บริษัท Onishi Foods Co., Ltd (https://www.onisifoods.co.jp/) เป็นบริษัทแนวหน้าของอาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินโดยมีสินค้าสำคัญที่พัฒนาโดยบริษัทฯ คือ ข้าวอัลฟา (Alpha Rice) ซึ่งรับประทานได้โดยเพียงแค่เติมน้ำร้อนหรือน้ำเย็น ก็จะสามารถคืนรสชาติความอร่อยและสัมผัสที่ใกล้เคียงกับข้าวหุงสุกใหม่ได้ เป็นข้าวที่ผ่านกระบวนการทำให้แห้งอย่างรวดเร็วโดยยังสามารถคงรสชาติและสัมผัสของข้าวที่หุงสุกใหม่ไว้   บริษัทฯ มีสินค้าประเภทข้าวรสชาติต่างๆสไตร์ญี่ปุ่นเช่น Gomoku Gohan (ข้าวรวมห้ามิตร) Takenoko Gohan (ข้าวใส่หน่อไม้) ข้าวแกงกะหรี่แห้ง (Dry Curry Rice) ฯลฯ อีกทั้งยังมีเมนูอาหารสากลเช่น ข้าวผัด Nasigoren หรือ ข้าวผัดของอินโดนีเซีย ข้าวบิรยานี (Biryani) หรือข้าวหมกของอินเดีย ข้าวต้มรสชาติต่างๆ เช่น  ข้าวต้มใส่บ๊วย รวมไปถึงข้าวปั้นหรือ O-nigiri ด้วย  ข้าวสำเร็จรูปเหล่านี้ของบริษัทฯ มีจุดขายพิเศษคือ ไม่ใช้วัตถุดิบ 28 ประเภท  ที่อาจก่อให้เกิดการแพ้ได้ จึงปลอดภัยอย่างแน่นอนต่อผู้บริโภคที่มีความเสี่ยงต่อการแพ้อาหาร 

บริษัท Forica Foods Co., Ltd (https://www.foricafoods.co.jp/)  เป็นบริษัทที่เริ่มต้นด้วยการผลิตอาหารกระป๋องประเภทเนื้อวัว จากนั้นบริษัทฯได้ขยายสินค้าไปยังประเภทอาหารสำหรับการดูแลพยาบาลและป้องกันโรค และต่อมาได้ทำการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเมื่อปี 2003 บริษัทฯ ได้ผลิตจำหน่าย Rescue Food Series ซึ่งเป็นอาหารสำรองยามฉุกเฉิน มีทั้งประเภทเมนูเดี่ยวและประเภทเป็นชุดในกล่องสำหรับแต่ละคนแต่ละมื้อ บรรจุมาพร้อมชุดให้ความร้อน ซึ่งทำให้สามารถนำมาบริโภคได้ในช่วงที่ไม่มีไฟฟ้าหรือแก๊ส  วิธีการนำมาบริโภคคือใส่สารก่อความร้อนลงในถุงประคบร้อนก่อน จากนั้นใส่ซองอาหารลงไปก่อนใส่ลงในกล่องที่บรรจุมาซึ่งเป็นกล่องทนความร้อน  และเติมสารละลายทำให้เกิดความร้อน แล้วจึงปิดซอง เมื่อเกิดความร้อนจะมีไอน้ำร้อนอออกมา รอประมาณ 15 นาทีก็รับประทานได้ 

บริษัท Ninzia (https://ninzia.jp/ ) ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแกงกะหรี่ Ninzia Bosai European-Style Curry ซึ่งใช้วัตถุดิบจากพืช ไม่ใช้เนื้อสัตว์หรือน้ำสต๊อกที่ทำจากสัตว์ จึงทำให้ไม่เกิดการจับตัวเป็นก้อนแข็งเมื่อเก็บภายใต้อุณหภูมิห้อง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการเก็บสำรองเพื่อรับมือภัยพิบัติ  วัตถุดิบที่ใช้คือ ถั่วเหลืองและ “Ninzia Paste” ซึ่งพัฒนาโดยเทคโนโลยีของบริษัทฯ โดยเป็น Konnyaku หรือ หัวบุกที่คงสภาพบุกให้อยู่ในลักษณะเพสต์ (paste) แทนที่จะทำให้แข็งตัวสมบูรณ์  มีเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มต่างจากกลูโคแมนแนน(Glucomannan) ที่สกัดได้จากหัวบุกทั่วไป สามารถเซ็ตตัวได้ในอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และก่อตัวเป็นเจลที่แข็งแรงและคงสภาพถาวร (ไม่คืนตัว) ซึ่งทนทานต่อกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูงและความดัน (Retort processing) ได้  แกงกะหรี่ที่ใช้วัตถุดิบดังกล่าวมีรูปลักษณ์และรสชาติใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จริง สามารถรับประทานได้ทันทีจากซองโดยไม่ต้องใช้น้ำร้อนหรือผ่านการอุ่นร้อน  นอกจากนั้น สินค้าเด่นของบริษัทฯ ยังมี Ninzia Udon ซึ่งเส้นอูด้งใช้หัวบุกเป็นวัตถุดิบเช่นกัน ร่วมกับน้ำซุปที่ใช้เทคโนโลยี "MIRACORE®" ของบริษัท Fuji Oil Co., Ltd. (https://www.miracore.jpซึ่งใช้เพียงส่วนผสมคือโปรตีนจากพืชผสมเข้ากับน้ำมันและไขมัน ทำให้มีรสชาติอร่อยอย่างเป็นธรรมชาติเช่นเดียวกับน้ำซุปกระดูกหมูโดยไม่ต้องเติมสารปรุงแต่งรสใดๆ และแม้เส้นอุด้งจะแช่อยู่ในน้ำซุปแต่เส้นก็ยังสามารถคงสภาพ ไม่เละเปื่อยยุ่ยแม้จะเก็บภายใต้อุณหภูมิห้องปกติเป็นเวลานานก็ตาม 

 

บทสรุปและโอกาสสำหรับผู้ผลิตผู้ส่งออกสินค้าอาหารของไทย

           ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนประชากรลดลงตามลำดับ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าส่วนใหญ่ประสบปัญหาการชะลอหรือหยุดขยายตัว แต่สำหรับสินค้าอาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินมีแนวโน้มที่ความต้องการจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากญี่ปุ่นมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของการเกิดแผ่นดินไหวได้ ผู้คนจึงตระหนักถึงความจำเป็นในการเตรียมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินกันมากขึ้น ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าอาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการขยายตัว ยิ่งไปกว่านั้นการเก็บสำรองแบบหมุนเวียนยังจะช่วยส่งผลให้มีความต้องการอย่างต่อเนื่อง และแม้ว่าสินค้าอาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินจะเป็นอาหารที่บริโภคเมื่อยามเกิดภัยพิบัติ ทำให้อาจเข้าใจว่าผู้บริโภคไม่ได้คิดถึงรสชาติมากนัก แต่เมื่อใช้วิธีการสำรองแบบหมุนเวียนจะทำให้มีการนำอาหารที่สำรองไว้ออกมาบริโภคเป็นระยะเพื่อซื้อของใหม่ทดแทน ดังนั้น หากผู้บริโภคยอมรับในรสชาติและคุณภาพ ก็จะยังคงซื้อสินค้านั้นเพื่อมาเก็บสำรองต่อไป

สำหรับผู้ผลิตสินค้าอาหารของไทยที่มุ่งจะเข้าสู่ตลาดสินค้าอาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน จะต้องศึกษาหรือมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและคุณภาพสินค้า เพื่อให้ตอบโจทย์ของคุณสมบัติจำเพาะต่างๆของสินค้าประเภทนี้ ซึ่งได้แก่ การเก็บสำรองได้นาน มีคุณภาพและความปลอดภัยระดับสูง ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทนทานและไม่ทำให้เกิดปัญหาในการทิ้งทำลาย สะดวกและง่ายในการนำมารับประทานโดยไม่จำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงหรือไฟฟ้า มีคุณค่าทางโภชนาการ นอกจากนั้นประการสำคัญที่จะสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขัน คือ รสชาติและความหลากหลายของประเภทสินค้า  หากเป็นการรับผลิตสินค้าหรือ OEM ผู้ผลิตจะต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษามาตรฐานสุขอนามัยระหว่างการผลิตและคุณภาพสินค้าที่สม่ำเสมอ  ซึ่งจะต้องมีการควบคุมที่เข็มงวดกว่าการผลิตอาหารโดยทั่วไป

กรกฎาคม 2569

 

 

ที่มาข้อมูล

  1. รายงานเรื่องโดย Development of Japan เรื่อง “Market trend on foods / rolling stock and the effort by food industry in Niigata” (災害食・ローリングストック食の市場動向と新潟県食品製造業の取り組みについて) กค. 2025 https://www.dbj.jp/upload/investigate/docs/cf4ed83e2e85d144f3ceddc5d6e00ae2.pdf

  2. รายงานเรื่อง “NINZA Udon and NINZIA European-style Curry were introduced on the Ministry of Forest and Fisheries ’s special edition web page NIPPON FOOD SHIFT regarding the ‘Rolling Stock’” ) (NINZIAうどん」「NINZIA欧風カレー」が 農林水産省NIPPON FOOD SHIFTローリングストック特集ページに掲載 ในเวปไซต์ PR Times 28 ตค.2025 https://prtimes.jp/main/html/rd/p/000000157.000029701.html 

  3. รายงานเรื่อง “What are the 5 points concerning OEM production of emergency foods 非常食をOEMで作る5つのポイントとは     พค. 2025  (https://shokuhin-oem.jp/column/detail165/ )

     

สินค้าอาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินในตลาดญี่ปุ่น.pdf
Share :
Instagram