
เนื้อหาสาระข่าว: อุตสาหกรรมอาหารทะเลของเวียดนามกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ หลังจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่ยอมรับ ความเท่าเทียม (equivalence) ของวิธีการทำการประมงจำนวน ๑๒ วิธี ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเล (Marine Mammal Protection Act – MMPA) ซึ่งอาจสร้างความสูญเสียมูลค่าการส่งออกต่อปีถึงประมาณ ๕๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ
องค์การสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (US National Oceanic and Atmospheric Administration – NOAA) ได้แจ้งต่อกรมประมงเวียดนาม เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ว่า การนำเข้าผลผลิตจากประมงที่ใช้วิธีการดังกล่าวจะถูกห้ามตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๙ เป็นต้นไป มาตรการนี้ครอบคลุมวิธีทำการประมงที่ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการทำอันตรายต่อโลมา วาฬ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลอื่น ๆ อาทิ การใช้อวนติดตา (gillnetting), อวนล้อม (purse seining), อวนลาก (trawling) และ เบ็ดมือ (handlining)
สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารทะเลเวียดนาม (Vietnam Association of Seafood Exporters and Producers – VASEP) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์สำคัญที่จะได้รับผลกระทบ ได้แก่ ปลา ทูน่า, แมกเคอเรล,กุ้งล็อบสเตอร์, ปู, ปลาหมึก, เก๋า, ดาบ, สแนปเปอร์, ปลากระบอก, บิลฟิช และ ปลาลิ้นหมา มาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลของเวียดนามสูญเสียรายได้ประมาณ ๕๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยเฉพาะปลาทูน่า ที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เนื่องจากเป็นสินค้าส่งออกหลักไปยังตลาดสหรัฐฯ โดยมีรายได้จากการส่งออกปีที่ผ่านมา ๓๘๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากมูลค่าการส่งออกทูน่าทั้งหมดของเวียดนาม ๑,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มาตรการดังกล่าวไม่เพียงแต่กระทบต่อรายได้จากการส่งออกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อ ความเป็นอยู่และการจ้างงานของชาวประมงและแรงงานในอุตสาหกรรม เป็นจำนวนมาก VASEP เตือนว่า เวียดนามกำลังเผชิญกับ “ความเสียเปรียบสองชั้น” เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง ไทย อินเดีย และญี่ปุ่น ที่ได้รับการรับรองความเท่าเทียมเต็มรูปแบบ ทำให้ยังคงเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างเสรี นอกจากนี้ การที่เวียดนามต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสำหรับการแปรรูปอาหารทะเล โดยเฉพาะ ทูน่า จากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และจีนแผ่นดินใหญ่ อาจยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกเหล่านี้หลายแห่งก็เผชิญมาตรการจำกัดจากสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ VASEP ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเวียดนามเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน รวมถึง การจ้างที่ปรึกษาจากสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนด้านเทคนิค, การจัดทำแผนรองรับมาตรการห้ามนำเข้า, และการเจรจากับ NOAA เพื่อชี้แจงกำหนดเวลาและหามาตรการผ่อนผันในช่วงเปลี่ยนผ่าน VASEP ยังได้แนะนำให้ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการแปรรูปอาหารทะเล จัดทำแผนปรับการผลิตให้สอดคล้องกับตลาดในระยะสั้น และในระยะยาวจำเป็นต้อง ยกระดับคุณภาพสินค้า, กระจายตลาดส่งออก, และ ปรับเปลี่ยนวิธีการทำการประมง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความเท่าเทียมที่สหรัฐฯ กำหนด
บทวิเคราะห์: มาตรการ MMPA ของสหรัฐฯ และ IUU (Illegal, Unreported & Unregulated) Fishing ของสหภาพยุโรป เป็น 2 มาตรการที่ส่งผลกระทบต่อการประมงทั่วโลก โดยเฉพาะ IUU นั้น เชื่อว่าชาวประมงแทบทั่วประเทศยังคงจดจำได้ดี ความเป็นมาของทั้ง 2 มาตรการนี้มีดังนี้
ความเป็นมาของ MMPA –
การปกป้องสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเล: ปี ค.ศ. 1972 (พ.ศ. 2515) รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ประกาศใช้กฎหมาย Marine Mammal Protection Act (MMPA) เพื่อตอบสนองต่อความกังวลของสาธารณชนที่เห็นว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเล เช่น โลมา วาฬ และแมวน้ำ กำลังถูกคุกคามจากการทำการประมงและกิจกรรมของมนุษย์ กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ถือว่าก้าวหน้าที่สุดฉบับหนึ่งในยุคนั้น มีหลักการว่า “ห้ามการล่า จับ หรือครอบครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลโดยไม่ได้รับอนุญาต” และตั้งเป้าให้การทำการประมงลดการจับสัตว์เหล่านี้โดยบังเอิญ (bycatch) ให้เหลือ “ศูนย์” หรือใกล้ศูนย์ที่สุด โดยในระยะแรก MMPA มีผลใช้เฉพาะภายในน่านน้ำสหรัฐฯ แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ สหรัฐฯ ได้เริ่มเชื่อมโยงกฎหมายนี้กับการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าประมง
การขยายผลของ MMPA จากกฎหมายสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นสู่เครื่องมือการค้าโลก: ปี ค.ศ. 2016 (พ.ศ. 2559) NOAA Fisheries ได้ออก Final Rule on Import Provisionsกำหนดให้ประเทศคู่ค้าที่ส่งออกสินค้าประมงไปยังสหรัฐฯ ต้องพิสูจน์ว่ามีมาตรการในการลดการจับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเล “ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ามาตรฐานของสหรัฐฯ” หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ จะถูกห้ามส่งออกสินค้าประมงเข้าสหรัฐฯ จากนั้นในปี ค.ศ. 2025 (พ.ศ. 2568) NOAA ประกาศผลการประเมิน (Comparability Findings) จัดประเทศออกเป็น 3 กลุ่ม มาตรการนี้จะบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2026 (พ.ศ. 2569) ได้แก่
ความเป็นมาของ IUU
เพื่อการปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย: ทางฝั่งสหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศใช้กฎหมาย IUU Regulation (Council Regulation (EC) No 1005/2008) เมื่อปี ค.ศ. 2008 (พ.ศ. 2551) โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดการกับปัญหา การทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing – IUU)
บทลงโทษ ข้อกำหนดของ IUU ของ EU มีระบบ “ใบเหลือง–ใบแดง” หากประเทศใดไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีมาตรการควบคุมการทำประมงที่เข้มงวดพอ จะได้รับ ใบเหลือง เป็นการเตือน และหากไม่ปรับปรุง ก็จะถูกให้ ใบแดง ซึ่งหมายถึงการถูกห้ามส่งออกสินค้าประมงไปยัง EU
ผลกระทบของ IUU และ MMPA ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการ IUU ของ EU ในปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) เมื่อ EU ให้ ใบเหลือง IUU กับไทย เนื่องจากระบบกำกับดูแลการทำประมงยังไม่เข้มงวดพอ ส่งผลให้ไทยต้องปฏิรูปกฎหมายและการบริหารจัดการการประมงครั้งใหญ่ ทั้งการติดตั้งระบบติดตามเรือ (VMS) การปรับปรุงระบบแรงงาน และการออกกฎหมายใหม่หลายฉบับ จนกระทั่งปี ค.ศ. 2019 (พ.ศ. 2562) ไทยได้รับการปลดใบเหลือง และกลับมาส่งออกอาหารทะเลไป EU ได้อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง ด้าน MMPA สำหรับประเทศไทยนั้น ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่ม “ได้รับการรับรองความเท่าเทียมครบถ้วน” ทำให้สามารถส่งออกสินค้าประมงไปยังตลาดสหรัฐฯ ได้โดยไม่มีข้อจำกัด เมื่อมองคู่กัน MMPA ของสหรัฐฯ และ IUU ของ EU จึงมีลักษณะเป็น มาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม ที่ผลักดันให้ประเทศผู้ส่งออกอาหารทะเล รวมถึงไทย ต้องปฏิรูประบบการประมงให้มีความยั่งยืน โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ปีค.ศ. | ปีพ.ศ. | MMPA | IUU | ผลกระทบต่อประเทศไทย |
1972 | 2515 | สหรัฐฯ ออกกฎหมาย MMPA (Marine Mammal Protection Act) | – | ยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อไทย เนื่องจากเน้นการคุ้มครองในน่านน้ำสหรัฐฯ |
2008 | 2551 | – | EU ออกกฎหมาย IUU Regulation (1005/2008) | เริ่มเฝ้าระวังการส่งออกอาหารทะเลของไทยไป EU เข้มงวดขึ้น |
2015 | 2558 | – | EU ให้ใบเหลือง (IUU Yellow Card) เตือนประเทศไทย | ไทยถูกกดดันปฏิรูปการประมงอย่างเร่งด่วน |
2016 | 2559 | NOAA ออก Final Rule on Import Provisions ภายใต้ MMPA | – | ไทยเริ่มต้องเตรียมมาตรการแสดงความเท่าเทียม (Comparability Findings) |
2019 | 2562 | – | EU ปลดใบเหลือง IUU ของไทย | ไทยกลับมาส่งออกไป EU ได้เต็มรูปแบบ |
2025 | 2568 | NOAA ประกาศผลให้ไทยอยู่ในกลุ่ม“ผ่านครบถ้วน” | – | ไทยส่งออกสัตว์น้ำไปสหรัฐฯ ได้ทุกรายการโดยไม่ถูกจำกัด |
2026 | 2569 | เริ่มบังคับห้ามนำเข้าสหรัฐฯ สำหรับประเทศ/ประมงที่ ไม่ผ่าน MMPA | – | ไทยได้สิทธิส่งออกต่อเนื่อง ไม่ถูกห้าม |
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: ในส่วนของ MMPA นั้นน่าสนใจตรงที่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการประมงของไทยได้รับอานิสงส์จากการบังคับใช้มาตรการนี้ของสหรัฐฯ เมื่อดูในรายละเอียดก็พบว่าประเทศคู่แข่งหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียและในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันเอง อาทิ บังกลาเทศ, จีน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เม็กซิโก, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, เกาหลีใต้, ศรีลังกา, ไต้หวัน, และ เวียดนาม ซึ่งได้รับการประเมินว่าผ่านแค่บางส่วน ส่วนที่ยังไม่ผ่านก็จะยังไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้
สำหรับคนในวงการคงทราบขั้นตอนกันดีอยู่แล้ว แต่นอกวงการที่รับทราบข่าวนี้ หลายท่านอาจจะสงสัยว่า ในเมื่อกติกาทั้ง 2 นั้น กำหนดขั้นตอนและวิธีการในการจับปลาแล้วสหรัฐฯ หรือสหภาพยุโรปจะทราบได้อย่างไรว่าชิ้นส่วนของปลาในผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปแล้วพร้อมจำหน่ายต่อผู้บริโภคนั้น มาจากการประมงที่ผ่านตามเกณฑ์ดังกล่าวแล้วแน่ๆ นั่นก็เพราะการประมงที่ผ่านเกณฑ์แล้วนั้น จะสามารถสืบค้นย้อนหลังกลับไปได้ว่าใช้วิธีที่จับปลา ชิ้นนั้นมาอย่างถูกต้องหรือไม่ ผลกระทบของชาวประมงก็คือต้นทุนในการจัดหาอุปกรณ์ที่ใช้ในการสืบค้นย้อนหลังนี่เอง ซึ่งเมื่อชาวประมงของไทยได้รับการรับรองว่าผ่านเกณฑ์ตามเงื่อนไขของ MMPA และ IUU แล้วนั้น ก็จะทำให้ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นสามารถสืบค้นย้อนหลังได้อย่างถูกต้อง และขั้นตอนต่างๆ ก็จำกัดอยู่เพียงในวงคู่ค้า ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าและศุลกากรเท่านั้น ผู้บริโภคไม่สามารถรับทราบได้ โดยขั้นตอนในการดำเนินการมีดังนี้

สรุปง่ายๆ ก็คือ หากสินค้าที่ส่งออกมายังสหรัฐฯ ไม่สามารถสืบค้นย้อนหลังเพื่อจะตรวจสอบว่าผ่านเงื่อนไขตามที่ MMPA กำหนดไว้ ก็จะไม่สามารถส่งข้ามเขตแดนเข้ามายังตลาดสหรัฐฯ ได้ แล้วมีประเทศใดบ้างที่ได้รับการยอมรับเช่นเดียวกับไทย มีประเทศใดบ้างที่ผ่านแค่บางส่วนและประเทศใดที่ไม่ได้รับการรับรองใดๆ เลยบ้าง
กลุ่มประเทศ | สถานะตามเงื่อนไข MMPA | เงื่อนไข / หมายเหตุสำคัญ |
กลุ่มที่ 1 | ผ่านมาตรฐาน MMPA ครบถ้วน | Full ผ่านทั้งหมด (ได้รับรับรองทุกประมงที่ส่งออก/ที่ยกเว้น) |
กลุ่มที่ 2 | ผ่านมาตรฐาน MMPA บางส่วน | ผ่านบางส่วน / ถูกปฏิเสธบางประมง (Denial for subset) |
กลุ่มที่ 3 | ไม่ผ่านมาตรฐาน MMPA | ถูกปฏิเสธทั้งหมด (ไม่ผ่านทุกประมง) |
กลุ่มที่ 1: ประเทศในกลุ่มนี้ได้รับการประเมินว่าเป็นไปตามเงื่อนไข MMPA ของสหรัฐฯ ครบถ้วน จึงมีสิทธิ์ส่งออกสินค้าจากการประมงได้ทุกชนิด ได้แก่ แอลเบเนีย, แอนติกาและบาร์บูดา, อาร์เจนตินา, ออสเตรเลีย, บาฮามาส, บาห์เรน, บาร์เบโดส, เบลเยียม, เบลีซ, เบอร์มิวดา, บรูไน, บัลแกเรีย, กัมพูชา, แคนาดา, เคปเวิร์ด, หมู่เกาะคุก, คอสตาริกา, ไอวอรีโคสต์, โครเอเชีย, ไซปรัส, เดนมาร์ก, สาธารณรัฐโดมินิกัน, อียิปต์, เอสโตเนีย, หมู่เกาะฟอล์กแลนด์, หมู่เกาะแฟโร, สหพันธรัฐไมโครนีเซีย, ฟิจิ, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, ฝรั่งเศส–แซงปีแอร์มิเกอลง, เฟรนช์โปลินีเซีย, เฟรนช์เซาเทิร์นและแอนตาร์กติก, จอร์เจีย, เยอรมนี, กรีซ, กรีนแลนด์, กัวเตมาลา, กายอานา, ฮอนดูรัส, ฮ่องกง, ไอซ์แลนด์, อินเดีย, อิสราเอล, อิตาลี, จาเมกา, ญี่ปุ่น, คิริบาตี, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, มัลดีฟส์, มอลตา, หมู่เกาะมาร์แชลล์, มอริเชียส, โมร็อกโก, นาอูรู, เนเธอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, นิการากัว, นอร์เวย์, ปากีสถาน, ปาเลา, ปานามา, ปาปัวนิวกินี, โปแลนด์, โปรตุเกส, เซนต์เฮเลนา/ตริสตันดาคุนญา (สหราชอาณาจักร), ซามัว, เซเชลส์, เซียร์ราลีโอน, สิงคโปร์, สโลวีเนีย, หมู่เกาะโซโลมอน, แอฟริกาใต้, สเปน, เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์, สวีเดน, แทนซาเนีย, ไทย, ตองกา, ตรินิแดดและโตเบโก, ตูนิเซีย, เติกส์และหมู่เกาะเคคอส, ตูวาลู, ยูเครน, สหราชอาณาจักร, อุรุกวัย, วานูอาตู, เยเมน
กลุ่มที่ 2: เริ่มต้น 1 มกราคม 2569 สินค้าจากการประมงที่ถูก “denied” หรือได้รับการประเมินว่ายังไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของ MMPA จะถูกห้ามนำเข้าไปยังสหรัฐฯ ขณะที่ส่วนที่ “ผ่าน” การประเมินดังกล่าวยังคงสามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้โดยต้องมีการยืนยัน (Certification of Admissibility) ว่าไม่อยู่ภายใต้ข้อห้าม ได้แก่ บังกลาเทศ, บราซิล, แคเมอรูน, ชิลี, จีน, โคลอมเบีย, เอกวาดอร์, เอลซัลวาดอร์, กานา, อินโดนีเซีย, ไอร์แลนด์, เคนยา, ไลบีเรีย, มาดากัสการ์, มาเลเซีย, มอริเตเนีย, เม็กซิโก, โมซัมบิก, เมียนมา, ไนจีเรีย, โอมาน, เปรู, ฟิลิปปินส์, ซาอุดีอาระเบีย, เซเนกัล, โซมาเลีย, เกาหลีใต้, ศรีลังกา, เซนต์คิตส์และเนวิส, ซูรินาเม, ไต้หวัน, ตุรกี, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เวียดนาม
กลุ่มที่ 3: ประเทศในกลุ่มนี้ไม่สามารถส่งออกปลา/ผลิตภัณฑ์จากการประมงจากประเทศเหล่านั้นเข้าสหรัฐฯ โดยเด็ดขาด (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569) จนกว่าจะยื่นแก้ไขข้อมูลหรือปรับปรุงประมงให้ผ่านเงื่อนไขตามที่ MMPA กำหนดไว้ ได้แก่ เบนิน*, เกรเนดา, กินี, เฮติ*, อิหร่าน*, นามิเบีย, นิวแคลิโดเนีย, รัสเซีย, เซนต์ลูเซีย, แกมเบีย, โตโก, เวเนซุเอลา* (*ประเทศที่ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณา)
หลายท่านคงอยากจะทราบว่าในบรรดาประเทศคู่แข่งคู่ค้าของเราที่อยู่ในกลุ่มที่ 2 นั้น เขายังมีเงื่อนไขใดบ้างที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ตามเงื่อนไขของ MMPA ก็ขอยกมาเพียงบางรายที่น่าสนใจ และต้องย้ำว่าตารางนี้ถูกปรับให้ทันสมัยครั้งล่าสุดหลายเดือนมาแล้ว ณ วันที่บทความนี้ถูกเผยแพร่ จึงอาจจะไม่สมบูรณ์ที่สุด แต่ก็ยังเชื่อได้ว่าน่าจะมีประโยชน์หากผู้ประกอบการไทยได้รับทราบ ดังนี้

หมายเหตุ:
Gillnets – ประมงอวนติดตาที่เสี่ยงสูงต่อโลมาและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเล
Trawls – ประมงอวนลากที่มักมี bycatch สูง
Purse Seine – ประมงอวนล้อมจับ โดยเฉพาะทูน่าและปลาเป็นฝูง
Longline – การใช้เบ็ดราวที่เสี่ยงต่อวาฬ โลมา และเต่าทะเล
Trap/Pot – การใช้ลอบหรือกระชังดักสัตว์น้ำ
Small-scale coastal – ประมงชายฝั่งขนาดเล็กที่ขาดระบบตรวจสอบ bycatch
Squid/Jig – ประมงหมึกที่ยังไม่มีมาตรการคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมครบถ้วน
Tuna set net – อวนดักทูน่า/อวนล้อมขนาดใหญ่ที่มีโอกาสปะทะโลมาและวาฬ
Misc. gear high-risk – เครื่องมืออื่นที่ NOAA จัดว่าเป็นความเสี่ยงสูง
*********************************************************
ที่มา: Borneo Bulletin
เรื่อง: “US import ban shakes Vietnam’s seafood industry”
โดย: Ann
สคต. ไมอามี /วันที่ 15 กันยายน 2568