fb
แรงงานไทยกับมูลค่าทางเศรษฐกิจของไทยและโอกาสในการส่งออกที่มีผลต่อการค้าของไทยในอิสราเอล

แรงงานไทยกับมูลค่าทางเศรษฐกิจของไทยและโอกาสในการส่งออกที่มีผลต่อการค้าของไทยในอิสราเอล

โดย
Natthapong
ลงเมื่อ 18 สิงหาคม 2569 20:35
สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ (อิสราเอล) (TTC, Tel Aviv (Israel))
3

อิสราเอลถือเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าแรงงานต่างชาติมากกว่า 300,000 คนต่อปี โดยเฉพาะที่ปัจจุบัน (2026) ที่รัฐบาลอิสราเอลมีนโยบายการขยายโควตาแรงงานต่างชาติอย่างก้าวกระโดด และนโยบายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักที่รัฐบาลอิสราเอลนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานขั้นรุนแรง หลังจากการระงับการจ้างงานแรงงานชาวปาเลสไตน์ ส่งผลให้ปัจจุบันอิสราเอลมีจำนวนแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 230,000 คน (เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากช่วงก่อนสงคราม)

 

ดังนั้น การที่เราจะดูว่ากลุ่มแรงงานไทยเหล่านี้มีความสำคัญแค่ไหน และการที่มีแรงงานไทยเหล่านี้เข้ามาทำงานอิสราเอลเป็นจำนวนมากนั้น ส่งผลต่อมิติด้านการค้าระหว่างไทยกับอิสราเอลอย่างไร ถือเป็นสิ่งที่เราควรมาดูและวิเคราะห์กัน

 

1. ดัชนีกำลังแรงงานไทยในอิสราเอลและมูลค่าทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลปี 2569 แบบไม่เป็นทางการ)

 

จำนวนแรงงานปัจจุบัน: รายงานทางการระบุจำนวนแรงงานไทยที่พำนักและทำงานอย่างถูกกฎหมายในอิสราเอลอยู่ที่ 58,000 คน โดยกระจายตัวอยู่ในภาคการเกษตรเป็นหลัก (สัดส่วน 98%) อย่างไรก็ดี จากการติดตามสถานการณ์ด้านแรงงานในอิสราเอลของไทย มีผู้ที่อยู่โดยไม่มีใบอนุญาตหรือแรงงานที่อยู่เกินใบอนุญาตหรือแอบทำงาน หรือทำงานไม่ตรงกับใบอนุญาตกว่า 10,000 -15,000 คน ทำให้เชื่อว่า รวมแล้วน่าจะมีแรงงานไทยในอิสราเอลกว่า 75,000 คน โดยภาคอุตสาหกรรมและบริการมีการนำเข้าแรงงานไทยมากขึ้น อาทิ เช่น ชุปเปอร์มาร์เกตชั้นนำ ภาคการก่อสร้าง และภาคบริการอื่น ซึ่งอาจไม่รวมในจำนวน 58,000 คนตามสถิติที่เป็นทางการข้างต้น โดยสถานทูตไทยในอิสราเอล คาดการณ์ว่า ในปี 2572 นี้ อาจมีแรงงานไทยเข้ามาทำงานเพิ่มเติมอีก รวมทั้งระบบอาจมีการขยายตัวเป็นกว่า 90,000-100,000 คนในอีก 1 – 2 ปีจากปัจจุบันได้ (ตามสมมุติฐานว่าเหตุการณ์การสู้รบไม่มีความรุนแรงหรือขยายขึ้นอีกครั้ง)

 

ประมาณการรายได้ต่อหัว: แรงงานไทยได้รับค่าจ้างฐานและรายได้รวมจากการทำงานล่วงเวลา (Overtime) หลังหักค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 600,000 บาทต่อคนต่อปี

 

มูลค่าเงินส่งกลับประเทศ (Total Remittances): เม็ดเงินที่ไหลกลับสู่ระบบเศรษฐกิจไทยผ่านระบบธนาคารคิดเป็นมูลค่ารวมราว 34,800 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศที่สำคัญในภาคบริการแรงงาน

 

2. แผนที่มาตรการพื้นที่ควบคุมและเขตปลอดภัย (Safety Zones)

กระทรวงแรงงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงของอิสราเอล (Home Front Command) มีการกำหนดสิทธิ์ในการกระจายตัวทำงานของแรงงานไทยอย่างเข้มงวดเพื่อลดความสูญเสีย โดยมีข้อแนะนำในปัจจุบันตามสถานการณ์การสู้รบและความเสี่ยงด้านความปลอดภัยดังนี้

 

2.1. เขตปฏิบัติงานได้ปกติ (Green Zones): พื้นที่ภาคกลางของประเทศ (Central Israel) และเขตพื้นที่ห่างไกลจากเป้าหมายความขัดแย้ง สามารถประกอบกิจการกลางแจ้งได้เต็มรูปแบบ

2.2. เขตเฝ้าระวังภัยใกล้ชิด (Yellow Zones): หัวเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่าง เทลอาวีฟ (Tel Aviv) และ ไฮฟา (Haifa)แรงงานทำงานได้ตามปกติ แต่จำกัดให้ทำงานในโครงสร้างปิดหรือพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงห้องหลบภัย (Shelter) ได้ภายในเวลาที่กำหนดเมื่อมีสัญญาณไซเรนเตือนภัย

 

2.3. เขตควบคุมและระงับการจ้างงาน (Red Zones): พื้นที่รัศมีชายแดนทางตอนเหนือ (ติดเลบานอน) และพื้นที่รอบฉนวนกาซา ทางการไทยและอิสราเอลสั่งระงับจัดส่งแรงงานรายใหม่เข้าพื้นที่เด็ดขาด และมีการอพยพแรงงานเดิมออกไปยังจุดปลอดภัย

 

3. นโยบายผ่อนปรนการต่ออายุวีซ่าและการรักษาเสถียรภาพแรงงาน (PIBA)

สำนักงานประชากรและตรวจคนเข้าเมืองอิสราเอล (PIBA) ประกาศมาตรการพิเศษเพื่อรักษาฐานแรงงานไทยไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนเฉียบพลัน โดยมีแนวปฎิบัติดังนี้

 

ขยายอายุสัญญาจ้างงาน (เพิ่มอีก 1): ผ่อนปรนสิทธิ์ชั่วคราวให้แรงงานไทยที่ทำงานครบกำหนดระยะเวลาสูงสุดตามกฎหมายปกติ (5 ปี 3 เดือน หรือ 63 เดือน) ให้สามารถยื่นขอขยายเวลาทำงานและพำนักต่อได้อีก 1 ปี โดยได้รับการยกเว้นเกณฑ์จำกัดปี

ระบบต่ออายุอัตโนมัติ (Digital & Re-entry Exemption): ทางการอิสราเอลได้เปิดระบบแจ้งเปลี่ยนและต่ออายุวีซ่า (B/1 Visa) ผ่านช่องทางดิจิทัลโดยอัตโนมัติ รวมถึงผ่อนผันสิทธิ์ให้แรงงานที่เดินทางกลับไปพักผ่อนที่ไทยในช่วงวิกฤต สามารถเดินทางกลับเข้ามาทำงานในอิสราเอลได้โดยไม่ต้องยื่นขอ Re-entry Visa ใหม่ในบางระลอก

 

4. โอกาสในการส่งออกสินค้าของไทยและสินค้าไหนมีโอกาสบ้าง?

จากข้อมูลพฤติกรรมการบริโภคและการใช้จ่ายของแรงงานไทยในต่างประเทศ ประกอบกับสถิติมูลค้าการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทยไปอิสราเอล ประมาณการว่ามีกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสขายให้แรงงานไทยในอิสราเอล คิดเป็นมูลค่าตลาดรวมประมาณ 3,480 - 5,220 ล้านบาทต่อปี 

 

เมื่อวิเคราะห์จำแนกตามโครงสร้างค่าใช้จ่ายและรายได้ ของแรงงาน มีสถิติและตัวเลขประมาณการในประเด็นนี้ได้ดังนี้

 

4.1. โครงสร้างกำลังซื้อและการใช้จ่ายของแรงงาน

 

สัดส่วนการใช้จ่าย: จากรายได้เฉลี่ย 600,000 บาทต่อคนต่อปี แรงงานไทยจะมีพฤติกรรมส่งเงินกลับบ้านในสัดส่วนประมาณ 70% - 80% (ราว 4.2 - 4.8 แสนบาท) และเก็บไว้เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ณ ประเทศอิสราเอลประมาณ 20% - 30%

เม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่: คิดเป็นมูลค่าการจับจ่ายของกลุ่มแรงงานไทยรวมกันในอิสราเอลสูงถึง 10,440 - 17,400 ล้านบาทต่อปี (คำนวณจากฐานแรงงาน 58,000 คน + ยอดใช้จ่าย 1.8 - 3 แสนบาทต่อคนต่อปี)

สัดส่วนที่เป็น "สินค้าไทย": จากงบค่าอาหารและของใช้ส่วนตัวทั้งหมด แรงงานไทยนิยมเลือกซื้อสินค้าที่นำเข้าจากไทย (Thai Brands) ผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตเอเชียและร้านค้าในแคมป์คนงาน คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 3 (33%) ของยอดใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้มูลค่าสินค้าส่งออกของไทยเพื่อตอบสนองคนกลุ่มนี้อยู่ที่ราว 3,480 - 5,220 ล้านบาทต่อปี 

 

4.2. กลุ่มสินค้าหลักที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด (Target Categories)

 

กลุ่มสินค้าและสินค้าเด่น

ประมาณการมูลค่า (ล้านบาท)

พฤติกรรมการบริโภคของแรงงาน

1. ข้าวและอาหารแห้ง
(ข้าวหอมมะลิ, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป)

1,200 - 1,500 ล้านบาท

เป็นปัจจัยสี่หลัก แรงงานนิยมหุงข้าวและทำอาหารทานเองที่แคมป์เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

2. เครื่องปรุงรสและพริกแกง
(น้ำปลา, ซอสปรุงรส, น้ำพริกแปรรูป)

800 - 1,100 ล้านบาท

สินค้าจำเป็นในการชูรสชาติอาหารไทยแท้ ร้านค้าในอิสราเอลนำเข้าเพื่อขายต่อให้แคมป์คนงานโดยเฉพาะ

3. อาหารทะเลและเนื้อสัตว์แปรรูป
(ปลากระป๋อง, ปลาร้าบด, อาหารแห้ง)

900 - 1,200 ล้านบาท

นิยมใช้เป็นกับข้าวสำเร็จรูปในวันที่ต้องเร่งรีบออกไปทำงานในฟาร์มเกษตรกร

4. สินค้าอุปโภคและเครื่องดื่ม
(เครื่องดื่มชูกำลัง, ยาสามัญ, ผงซักฟอก)

580 - 1,420 ล้านบาท

กลุ่มเครื่องดื่มสมุนไพรและเครื่องดื่มชูกำลังจากไทย รวมถึงของใช้ส่วนตัวที่คุ้นเคยในตราสินค้าไทย

 

ความเห็นของ สคต.

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ มีมุมมองเชิงกลยุทธ์ว่า โครงสร้างการกระจายสินค้าไทยในอิสราเอลกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยนอกเหนือจากการผลักดันสินค้าเข้าสู่ช่องทางโมเดิร์นเทรดหรือห้างสรรพสินค้าชั้นนำตามปกติแล้ว รูปแบบการค้าส่งในลักษณะ "รถพุ่มพวง" หรือการวิ่งส่งสินค้าตรงเข้าสู่แคมป์คนงานในภาคการเกษตรโดยผู้ประกอบการชาวไทยและชาวอิสราเอลท้องถิ่น กำลังกลายเป็นช่องทางทรงประสิทธิภาพที่สร้างอัตรากำไร (Margin) ได้ในระดับสูง เนื่องจากสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายที่เป็นแรงงานไทยกว่าห้าหมื่นคนได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางหลายทอด ซึ่งความแข็งแกร่งของฐานผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังส่งผลดีต่อเนื่องในการส่งผ่านวัฒนธรรมอาหารไปสู่สังคมอิสราเอล โดยสินค้ากลุ่มเครื่องปรุงรส เช่น ซอสพริกศรีราชา พริกแกงสำเร็จรูป และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่เดิมทีนำเข้ามาเพื่อตอบสนองแรงงานไทย เริ่มขยายวงกว้างและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วนในกลุ่มชาวอิสราเอลท้องถิ่นที่ชื่นชอบอาหารเอเชีย ส่งผลให้กลุ่มแรงงานไทยทำหน้าที่เสมือนเป็นทูตวัฒนธรรมอาหารหรือ Brand Ambassador ที่ช่วยขับเคลื่อนให้สินค้าบริโภคตราสินค้าไทยสามารถเจาะตลาดแมส (Mass Market) ของอิสราเอลได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

 

ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il 

ที่มา : สำนักงานประชากรและตรวจคนเข้าเมืองอิสราเอล (PIBA) และหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ https://www.bangkokbiznews.com

แปล_วิเคราะห์_2026__Aug_ข่าว3-แรงงานไทยกับมูลค่าทางเศรษฐกิจของไทยและโอกาสในการส่งออกที่มีผลต่อการค้าของไทยในอิสราเอล.pdf
Share :
Instagram