fb
เวียดนามคุมเข้มฉลากพลังงานวัสดุก่อสร้าง เร่งปรับฐานอุตสาหกรรมตามกรอบ Green Policy

เวียดนามคุมเข้มฉลากพลังงานวัสดุก่อสร้าง เร่งปรับฐานอุตสาหกรรมตามกรอบ Green Policy

โดย
Tran
ลงเมื่อ 23 มกราคม 2569 16:47
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
40

เนื้อข่าว 

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เวียดนามได้กำหนดให้มีการบังคับใช้มาตรการให้วัสดุก่อสร้างบางประเภทต้องแสดงฉลากประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Labelling) ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ (Law on Economical and Efficient Use of Energy) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมาตรการดังกล่าวถูกประเมินว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง และเป็นกลไกเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนภาคการผลิตให้เปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนในระยะยาว

image.png

ในส่วนของขอบเขตการบังคับใช้ มาตรการฉลากประสิทธิภาพพลังงานมุ่งกำหนดให้ครอบคลุมวัสดุก่อสร้างที่มีผลกระทบโดยตรงต่อระดับการใช้พลังงานของอาคาร โดยเน้นเป็นพิเศษที่วัสดุในองค์ประกอบเปลือกอาคาร (Building Envelope Materials) เช่น กระจกสำหรับงานก่อสร้าง และวัสดุฉนวนป้องกันความร้อนและเสียง รวมถึงวัสดุที่ใช้พลังงานสูงในกระบวนการผลิต (Energy-intensive Manufacturing) เช่น ปูนซีเมนต์ อิฐ และวัสดุตกแต่งอาคาร ทั้งนี้ ฉลากพลังงานจะทำหน้าที่เป็นกลไกการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและมีความโปร่งใส เพื่อสะท้อนระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทอย่างชัดเจน

ในเชิงเศรษฐกิจและการตลาด มาตรการฉลากประสิทธิภาพพลังงานดังกล่าวทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจของนักลงทุน ที่ปรึกษาด้านการออกแบบ และผู้บริโภค ในการประเมินและ เปรียบเทียบคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของกระบวนการออกแบบ ทั้งนี้ ในระยะยาวเกณฑ์ด้านประสิทธิภาพพลังงาน ระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และต้นทุนการดำเนินงานตลอดช่วงอายุการใช้งาน มีแนวโน้มจะถูกนำมาใช้เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกใช้วัสดุก่อสร้างมากยิ่งขึ้น แทนการพิจารณาจากปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว

ในภาพรวมระดับมหภาค การบังคับใช้นโยบายฉลากประสิทธิภาพพลังงานถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือเชิงนโยบายที่สำคัญในการสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและภาคการผลิตของประเทศ ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของเวียดนาม และพันธกรณีด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 (Net Zero 2050) โดยเฉพาะในภาคการก่อสร้าง ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาตรการฉลากประสิทธิภาพพลังงานจึงทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงโครงสร้างในการกำกับทิศทางการผลิตและการบริโภค ให้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวม และการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างในระยะยาว

นาง Nguyen Thi Tam ผู้อำนวยการศูนย์อุปกรณ์ สิ่งแวดล้อม และอาชีวอนามัย (Centre for Equipment, Environment and Occupational Safety) สถาบันวัสดุก่อสร้าง กระทรวงการก่อสร้างเวียดนาม (Ministry of Construction) ให้ความเห็นว่า การดำเนินมาตรการฉลากประสิทธิภาพพลังงานจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความโปร่งใสของกลไกตลาดควบคู่กับการขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายด้านการอนุรักษ์และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในระดับชาติ ทั้งนี้ การจัดให้มีข้อมูลมาตรฐานเกี่ยวกับสมรรถนะการถ่ายเทและกักเก็บความร้อนของวัสดุก่อสร้าง (Thermal Performance) จะเอื้อให้นักออกแบบและผู้ใช้งานสามารถคัดเลือกวัสดุก่อสร้างให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานเฉพาะด้าน ซึ่งในภาพรวมจะช่วยลดภาระความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับระบบทำความเย็นและการระบายอากาศ (Cooling and Ventilation) อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ก่อนที่มาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายได้ดำเนินการปรับทิศทางกลยุทธ์องค์กรและเร่งลงทุนในวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีการปล่อยคาร์บอนในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงระดับการเตรียมความพร้อมของภาคเอกชนในการตอบสนองต่อกรอบนโยบายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยบริษัท Saint-Gobain Viet Nam 
ได้ประกาศเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาโรงงานผลิตวัสดุก่อสร้างที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon-neutral Factory) แห่งแรกของเวียดนามและภูมิภาคอาเซียน ควบคู่กับการให้คำมั่นลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงร้อยละ 33 ภายในปี 2573 และบรรลุสถานะความเป็นกลางทางคาร์บอนในทุกกิจกรรมขององค์กรภายในปี 2593

ในลักษณะเดียวกัน บริษัท INSEE Viet Nam ได้ดำเนินการยกระดับและขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการรับรองตามมาตรฐานการรับรองด้านอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากองค์กรกำกับและรับรองมาตรฐานอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ (Singapore Green Building Council: SGBC) และมีการจัดทำเอกสารแสดงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ในระดับสากล (Environmental Product Declarations: EPDs) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในช่วงร้อยละ 17–51 เมื่อเปรียบเทียบกับปูนซีเมนต์ในรูปแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม ภาระต้นทุนการผลิตที่สูง ข้อจำกัดด้านกระบวนการรับรอง และระดับการรับรู้ของตลาดที่ยังไม่แพร่หลาย ยังคงเป็นปัจจัยท้าทายหลักต่อการขยายตัวเชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ในกลุ่มวัสดุตกแต่ง บริษัท Thang Cuong ได้ลงทุนยกระดับกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เตาเผาประสิทธิภาพพลังงานสูง ระบบนำพลังงานความร้อนกลับมาใช้ซ้ำ และระบบควบคุมการผลิตอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณร้อยละ 15–20 โดยบริษัทเห็นว่าการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบมาตรฐานด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว และได้กำหนดเป้าหมายบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในองค์กร ภายในปี 2578

ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญจึงมีความเห็นสอดคล้องกันว่า การยกระดับบทบาทของภาครัฐในการกำหนดทิศทางเชิงนโยบายอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเวียดนามสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมา ได้แก่ การปรับเปลี่ยนกรอบการรายงานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนจากระบบสมัครใจไปสู่การกำกับดูแลเชิงบังคับใช้สำหรับภาควัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะในอาคารสูงและโครงการที่ใช้งบประมาณของรัฐ ควบคู่กับการออกมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและแหล่งเงินทุน เพื่อจูงใจภาคเอกชนให้ลงทุนในเทคโนโลยีลดการปล่อยมลพิษอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 20 มกราคม 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของเวียดนามกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่สำคัญต่อการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการแข่งขันในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูง ข้อมูลจากสถาบันวัสดุก่อสร้าง กระทรวงการก่อสร้างเวียดนาม ระบุว่า ภาคการก่อสร้างมีสัดส่วนการใช้พลังงานคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ สร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราวร้อยละ 50 ของภาพรวม โดยเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณร้อยละ 33 และก่อให้เกิดของเสียจากการก่อสร้างในสัดส่วนราวร้อยละ 40 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า การยกระดับการพัฒนาและการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็น
มิตรต่อสิ่งแวดล้อมมิใช่เพียงทางเลือกเชิงสมัครใจ แต่เป็นความจำเป็นเชิงโครงสร้างในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวมและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ภายใต้บริบทดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เวียดนามได้เริ่มบังคับใช้มาตรการให้วัสดุก่อสร้างบางประเภทต้องแสดงฉลากประสิทธิภาพพลังงาน ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาควัสดุก่อสร้าง โดยผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการปล่อยคาร์บอนต่ำจะเปลี่ยนจากการเป็นเพียงแนวทางการพัฒนา ไปสู่การเป็นมาตรฐานที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเป็นทางการ เพื่อตอบสนองต่อข้อกำหนดด้านอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งมีความเข้มงวดมากขึ้นทั้งในระดับประเทศและภายใต้กรอบความร่วมมือและพันธกรณีระหว่างประเทศ

สาระสำคัญของมาตรการดังกล่าวอยู่ที่การนำระบบฉลากพลังงานมาใช้เป็นกลไกกำกับดูแลตลาด เพื่อเสริมสร้างความชัดเจนและความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัสดุก่อสร้าง ส่งผลให้กลุ่มนักลงทุน ผู้พัฒนาโครงการ และที่ปรึกษาด้านการออกแบบ สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการประเมินและเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์โดยพิจารณาจากต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ประสิทธิภาพด้านพลังงาน และระดับการปล่อยคาร์บอน มากกว่าการตัดสินใจจากราคาต้นทุนในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แนวทางนี้จะยิ่งสะท้อนบทบาทของวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในฐานะกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานตลอดวงจรชีวิตอาคาร ตั้งแต่กระบวนการผลิต การก่อสร้าง การใช้งาน ไปจนถึงการรื้อถอนและการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่

ในระดับนโยบายมหภาค การส่งเสริมและพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถูกกำหนดให้เป็นกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนพันธกรณีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเวียดนาม รวมถึงเป้าหมายการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 (Net Zero 2050) วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่เพียงมีส่วนช่วยลดความต้องการใช้พลังงานและการปล่อยมลพิษในภาคการผลิตเท่านั้น หากยังมีบทบาทเชิงโครงสร้างในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศและการลดภาระต้นทุนทางเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังเผชิญอุปสรรคเชิงโครงสร้างหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นกรอบมาตรฐานทางเทคนิคที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นที่ค่อนข้างสูง ตลอดจนข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิต โดยเฉพาะในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุน องค์ความรู้ และความพร้อมทางเทคโนโลยี ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านทรัพยากร เทคโนโลยี และมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว จึงมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นกลไกนำร่องและถ่ายทอดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ทั้งห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม

ในเชิงปฏิบัติ ภาคธุรกิจภายในประเทศจำนวนมากได้เริ่มดำเนินการเชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการลงทุนปรับปรุงกระบวนการผลิตและยกระดับเทคโนโลยี ควบคู่กับการวิจัยและพัฒนาวัสดุก่อสร้างทางเลือกที่มีการปล่อยคาร์บอนในระดับต่ำ เช่น วัสดุก่อสร้างที่ไม่ใช้กระบวนการเผา กระจกประสิทธิภาพพลังงานสูง วัสดุปิดผิวที่ช่วยลดการใช้พลังงานของอาคาร และผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ในสัดส่วนสูง แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่าอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างของเวียดนามกำลังขยับเข้าใกล้กรอบมาตรฐานความยั่งยืนในระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างไปสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงมิติด้านสิ่งแวดล้อม หากแต่ได้ยกระดับขึ้นเป็นเงื่อนไขเชิงยุทธศาสตร์ของการพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างของเวียดนามในระยะยาว ในบริบทนี้ ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงหมุดหมายของการเริ่มบังคับใช้นโยบายใหม่เท่านั้น หากยังเป็นจุดเริ่มต้นของพลวัตการเติบโตรอบใหม่ของอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และความยั่งยืนเป็นแกนหลัก สำหรับอุตสาหกรรมซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวสะท้อนทั้งแรงกดดันด้านต้นทุนและข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์สำหรับการยกระดับมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ การปรับโครงสร้างพอร์ตสินค้า และการกำหนดบทบาทใหม่ของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานของการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับภูมิภาคและในเวทีโลก

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การบังคับใช้มาตรการฉลากประสิทธิภาพพลังงานสำหรับวัสดุก่อสร้างของเวียดนามตั้งแต่ปี 2569 จะส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยที่มีความเชื่อมโยงกับตลาดเวียดนาม ทั้งในฐานะผู้ส่งออกวัสดุก่อสร้าง วัตถุดิบ และเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงผู้ประกอบการที่มีการลงทุนหรือร่วมทุนในประเทศดังกล่าว มาตรการนี้ทำให้เกณฑ์ด้านประสิทธิภาพพลังงาน สมรรถนะทางสิ่งแวดล้อม และข้อมูลการปล่อยคาร์บอน กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าถึงตลาดมากขึ้นแทนการพิจารณาจากปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ยังใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบดั้งเดิมหรือขาดการรับรองตามมาตรฐานสากลอาจเผชิญต้นทุนการปรับตัวที่สูงขึ้นและความเสี่ยงด้านความสามารถในการแข่งขัน

ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับทิศทางการแข่งขันจากการเน้นต้นทุน ไปสู่การสร้างความได้เปรียบด้านคุณภาพและความยั่งยืน ผ่านการยกระดับเทคโนโลยีการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง และการจัดทำข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับกรอบกำกับดูแลของเวียดนามและมาตรฐานสากล เช่น ฉลากประสิทธิภาพพลังงาน เอกสารข้อมูลสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ และการประเมินต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นในเวียดนาม ทั้งในด้านการผลิต การกระจายสินค้า และกระบวนการรับรองมาตรฐาน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนการปรับตัวและเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าถึงตลาด

             อย่างไรก็ดี นโยบายดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพด้านวัสดุก่อสร้างประสิทธิภาพสูง วัสดุคาร์บอนต่ำ เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ตลอดจนบริการด้านการออกแบบและที่ปรึกษา สามารถขยายบทบาทในห่วงโซ่อุปทานของการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของเวียดนามได้อย่างเป็นรูปธรรม การเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายของเวียดนามจึงมิได้เป็นเพียงข้อจำกัดทางการค้า หากแต่เป็นแรงผลักดันให้ตลาดวัสดุก่อสร้างยกระดับมาตรฐานโดยรวม ซึ่งเอื้อให้ผู้ประกอบการไทยที่ปรับตัวได้อย่างเหมาะสมสามารถเพิ่มมูลค่า ขยายตลาด และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน

News 19 - 23 January 2026 - VN Green policy in construction materials-Edit.pdf
Share :
Instagram