
1. ความเป็นมา
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) พึ่งพาการนำเข้าอาหารสูงประมาณร้อยละ 80 ของความต้องการบริโภค โดยในปี 2567 มูลค่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์การเกษตรรวมสูงกว่า 25 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากปีก่อน ประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญ ได้แก่ อินเดีย บราซิล สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส สินค้าที่นำเข้ามากที่สุดคือผลไม้และถั่ว เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์นม นอกจากนี้ ยูเออียังเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าอาหารของภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ สำหรับบทบาทของไทย ยูเออีเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 46.70 ของการส่งออกรวมของไทยไปยังภูมิภาคนี้ โดยในปี 2567 มีมูลค่าการส่งออกรวม 3,651 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าอาหารส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ อาหารทะเลแปรรูป ข้าว ผัก/ผลไม้สด อาหารแปรรูป และซอสเครื่องปรุงรส อย่างไรก็ดี การรักษา และขยายส่วนแบ่งตลาดดังกล่าวจำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสุขอนามัยและข้อกำหนดการนำเข้าของยูเออีอย่างเคร่งครัด
การส่งออกสินค้าอาหารไปยังตลาดดูไบและกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) ถือเป็นโอกาสทางการค้าที่สำคัญของไทย แต่บ่อยครั้งที่ผู้ส่งออกต้องเผชิญปัญหาศุลกากรและกฎระเบียบของ Dubai Municipality (DM) ที่มีความเข้มงวดสูงกว่ามาตรฐานในประเทศไทย โดยพบว่าปัญหาหลักที่ทำให้สินค้าไทยถูกกักกันหรือปฏิเสธการนำเข้า ไม่ได้เกิดจากการเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย แต่เกิดจาก "ช่องว่างของเกณฑ์มาตรฐานที่ต่างกัน" และการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสินค้าในระหว่างการขนส่ง เช่น การเกิดเอทานอลธรรมชาติในเครื่องดื่ม การปนเปื้อนซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และปัญหาเอกสาร e-Phytosanitary Certificate ที่ขาด QR-Code ดังนั้น หัวใจสำคัญในการเอาชนะความท้าทายนี้คือ การเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไปสู่การบริหารจัดการเชิงรุกทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Proactive Supply Chain Management)
DM มีฝ่ายความปลอดภัยด้านอาหาร( Food Safety Department) หน่วยงานกำกับดูแลการนำเข้าอาหารที่ด่านนำเข้าทุกแห่ง โดยเฉพาะทางท่าเรือในดูไบ และได้ริเริ่มโครงการ "Our Food Source is Safe" เพื่อหารือร่วมกับประเทศผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญ (รวมทั้งไทย) ที่ส่งสินค้ามายังดูไบ เพื่อแก้ปัญหาที่พบซ้ำและเป็นสาเหตุหลักของการปฏิเสธสินค้า ได้แก่ การขาดเอกสารประกอบการนำเข้า (ใบรับรองสุขอนามัย ใบรับรองสินค้าอินทรีย์ และใบรับรองสุขอนามัยพืช) การไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านฉลาก และผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
2. สรุปปัญหาที่ตรวจพบ (50 รายการ)
จากการสุ่มตรวจตัวอย่างสินค้าอาหารและเครื่องดื่มจากประเทศไทยโดย DMในช่วงปี 2567 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พบว่ามีสินค้าที่ไม่ผ่านการประเมินคุณภาพตามมาตรฐานของยูเออี รวมทั้งสิ้น 50 รายการ โดยสาเหตุหลักร้อยละ 70 เกิดจากปริมาณเอทานอล (แอลกอฮอล์) เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด
ประเภทปัญหา | จำนวน (รายการ) | สัดส่วน |
เอทานอล (แอลกอฮอล์) เกินมาตรฐาน | 35 | 70.00% |
ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) เกินมาตรฐาน | 4 | 8.00% |
น้ำหนักเนื้อสะเด็ดน้ำ(Drain weight) ต่ำกว่าเกณฑ์ | 3 | 6.00% |
แคดเมียม (โลหะหนัก) เกินมาตรฐาน | 2 | 4.00% |
การปนเปื้อนจุลินทรีย์ | 2 | 4.00% |
วัตถุกันเสียเกินมาตรฐาน / ไขมันต่ำกว่าเกณฑ์ / อื่นๆ | 4 | 8.00% |
รวมทั้งหมด | 50 | 100% |
3. รายละเอียดปัญหาหลัก
3.1 เอทานอล (แอลกอฮอล์) เกินมาตรฐาน — 35 รายการ
สินค้าที่ถูกตรวจพบ ได้แก่ เครื่องดื่มน้ำผลไม้ (22 ครั้ง) ซอสและซีอิ๊วหลายยี่ห้อ ไส้กรอกไก่ และข้าวเหนียวดำออแกนิก โดยค่าเอทานอลที่ตรวจพบอยู่ระหว่างร้อยละ 0.18–0.64 ในขณะที่เพดานของยูเออีกำหนดไว้ที่ร้อยละ 0.01–0.10 สำหรับเครื่องดื่ม และร้อยละ 0.30 สำหรับซอส สาเหตุมักเกิดจากการหมักตามธรรมชาติระหว่างขนส่ง ในสภาพอากาศร้อน หรือมีเอทานอลตกค้างจากกระบวนการผลิต
3.2 ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) เกินมาตรฐาน — 4 รายการ
พบใน น้ำกระทิ น้ำมะพร้าวและเครื่องดื่ม (ตรวจพบค่า SO₂ ระหว่าง 36–43 mg/kg เกินเพดาน 30 mg/kg)เกิดจากการใช้สารกลุ่มซัลไฟต์เป็นสารกันเสีย/ฟอกขาวเกินปริมาณที่กำหนด
3.3 น้ำหนักเนื้อสะเด็ดน้ำ (Drain weight) ต่ำกว่าเกณฑ์ — 3 รายการ
พบในแห้วกระป๋อง (ร้อยละ 44–50 เทียบเกณฑ์ขั้นต่ำร้อยละ 55) และสับปะรดกระป๋อง (ร้อยละ 50 เทียบเกณฑ์ร้อยละ 58) สะท้อนว่าสัดส่วนเนื้อต่อน้ำในบรรจุภัณฑ์ไม่ผ่านมาตรฐาน
3.4 โลหะหนัก (แคดเมียม) และจุลินทรีย์ — 4 รายการ
พบแคดเมียมสูงเกิน 100 µg/kg ในปลาแมคเคอเรลกระป๋อง (126 µg/kg) และ (377 µg/kg) และพบการปนเปื้อนจุลินทรีย์ (Campylobacter jejuni) ในไส้กรอกไก่ และซอสพริก
3.5 วัตถุกันเสียเกินมาตรฐาน และอื่นๆ — 4 รายการ
เม็ดสาคู มีกรดซอร์บิก 2,284 mg/kg และกรดเบนโซอิก 1,478 mg/kg (เกินเพดาน 1,000 mg/kg) กะทิมีไขมันเพียงร้อยละ 4.22 (ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำร้อยละ 5.0) นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 รายการที่ DM แจ้งผลโดยไม่ระบุพารามิเตอร์เฉพาะ
3.6 Scanning QR-Code
ปรับปรุงระบบการพิมพ์เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ให้มี Scanning QR-Code ปรากฏบนเอกสารฉบับพิมพ์อย่างชัดเจน เนื่องจากฝ่ายศุลกากรและ DM ใช้การสแกน QR เพื่อตรวจสอบความแท้จริง ของเอกสาร หากไม่มีจะไม่สามารถเคลียร์สินค้าประเภทผักและผลไม้สดได้เลย
4. สรุป ข้อแนะนำสำหรับผู้ส่งออก
ศึกษาและยึดเกณฑ์มาตรฐาน GSO เป็นหลัก: ห้ามใช้เกณฑ์มาตรฐานของไทย (อย./มอก.) เป็นตัวตั้งสำหรับสินค้าที่จะส่งไปยูเออี เนื่องจากเกณฑ์ปลายทาง เช่น ปริมาณเอทานอล ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และวัตถุกันเสีย มีความเข้มงวดกว่าของไทยอย่างมาก
ทำ Pre-shipment Testing ทุก ล็อต: ก่อนทำการปิดตู้คอนเทนเนอร์ ควรส่งตัวอย่างสินค้าตรวจวิเคราะห์กับห้องปฏิบัติการในไทยที่ได้มาตรฐาน ISO/IEC 17025 (เช่น สถาบันอาหาร หรือ Central Lab) และเลือกใช้วิธีทดสอบแบบเดียวกับที่ DM ใช้ (เช่น GC-FID หรือ ICP-MS) เพื่อให้มั่นใจว่าผลตรวจผ่านเกณฑ์แน่นอน ก่อนการขนส่ง
ควบคุมกระบวนการผลิตและ Cold Chain: สำหรับกลุ่มเครื่องดื่มและซอสปรุงรส ต้องควบคุมอุณหภูมิระหว่างการขนส่ง (Cold Chain) เพื่อยับยั้งการหมักตัวของจุลินทรีย์ที่จะแปรสภาพน้ำตาลให้กลายเป็นเอทานอลจนเกินเกณฑ์กำหนด
ตรวจสอบความพร้อมของเอกสารดิจิทัล: สำหรับผู้ส่งออกผักและผลไม้สด ต้องตรวจสอบกับกรมวิชาการเกษตร(DOA) เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าใบรับรองสุขอนามัยพืช (e-Phytosanitary Certificate) ฉบับพิมพ์ มีการแสดงผล Scanning QR-Codeอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการติดขัดในขั้นตอนตรวจปล่อยสินค้าที่ด่านศุลกากรดูไบ
⚠ ข้อควรระวัง: สินค้าที่ผ่านมาตรฐานไทยอาจตกเกณฑ์ UAE/GSO ได้ เนื่องจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศมุสลิมซึ่งมีการควบคุมปริมาณแอลกอฮอล์อย่างเข้มงวด ผู้ส่งออกจึงต้องตรวจสอบสินค้าตามเกณฑ์ปลายทางเสมอ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------