
พานาโซนิคผลักดันการลงทุนครั้งสำคัญในสหภาพยุโรป โดยเปิดโรงงานผลิตเครื่องทำความร้อน (heat pump) รวมถึงศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่ในเมือง Pilsen อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 มูลค่ากว่า 8,000 ล้านเช็กคราวน์ หรือประมาณ 13,600 ล้านบาท ที่มีเป้าหมายในการผลิตเครื่องทำความร้อนทั้งภายในและภายนอกอาคารสูงถึง 1.4 ล้านเครื่องต่อปีภายในปี 2573 โดยการเปิดโรงงานครั้งนี้ถือเป็นการขยายกำลังการผลิตครั้งสำคัญของพานาโซนิคในสาธารณรัฐเช็กและสร้างงานด้านเทคโนโลยีขั้นสูงใหม่ๆ ซึ่งเดิมทีพานาโซนิคดำเนินธุรกิจในสาธารณรัฐเช็กมาตั้งแต่ปี 2539 ในการผลิตโทรทัศน์ แต่ในปี 2561 บริษัทได้เปลี่ยนสายการผลิตมามุ่งเน้นไปที่เครื่องทำความร้อน ซึ่งโรงงานแห่งใหม่นี้มีพื้นที่การผลิตเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าเป็น 140,000 ตารางเมตร เจ้าหน้าที่ของบริษัทกล่าวว่าการขยายโรงงานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นในยุโรป
นายกรัฐมนตรี Petr Fiala ของสาธารณรัฐเช็ก ได้เข้าร่วมพิธีเปิดในวันดังกล่าว โดยระบุว่าโครงการนี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมของสาธารณรัฐเช็ก และเน้นย้ำถึงความสามารถของประเทศในการดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำถึงการสร้างแรงงานที่ต้องใช้ทักษะสูงและการบูรณาการการผลิตเข้ากับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ “การเปิดโรงงานที่ทันสมัยแห่งนี้ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเช็ก และนำมาสู่การจ้างงานทักษะสูงใหม่ๆ พร้อมทั้งยืนยันว่าสาธารณรัฐเช็กมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อโครงการที่มีความต้องการทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมสูง” นายกรัฐมนตรีกล่าว
ในเบื้องต้นโรงงานแห่งใหม่ในเมือง Pilsen จะผลิตเครื่องทำความร้อนประมาณ 300,000 เครื่องต่อปี โดยปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 700 คน พานาโซนิคคาดว่าจะเพิ่มจำนวนพนักงานเป็นสองเท่าภายในปี 2573 เพื่อรองรับอุปสงค์ที่คาดว่าจะเติบโตขึ้น แม้ว่าปัจจุบันโรงงานมีหุ่นยนต์ 80 ตัว และมีแผนที่จะจัดหาระบบอัตโนมัติ รวมถึงรถยนต์ไร้คนขับและสายการผลิตหุ่นยนต์เพิ่มเติม ที่อาจส่งผลให้เกิดการลดจำนวนพนักงานทั้งหมดที่จำเป็นลงก็ตาม นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้าที่จะจัดหาชิ้นส่วนและส่วนประกอบกว่าร้อยละ 85 จากสาธารณรัฐเช็กและยุโรปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้แก่ผู้ผลิตรายย่อยในประเทศเข้ามาเป็นซัพพลายเออร์สำหรับโรงงานแห่งนี้ในการผลิตเครื่องทำความร้อนระบบอากาศสู่น้ำ (Air-to-Water Heat Pump) ที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 3 ถึง 30 กิโลวัตต์ สำหรับใช้ในบ้านพักอาศัยและอุตสาหกรรม โรงงานแห่งนี้มีสายการผลิต 6 สาย ได้แก่ 3 สายสำหรับเครื่องทำความร้อนภายในอาคาร และ 3 สายสำหรับเครื่องทำความร้อนภายนอกอาคาร โดยคาดว่าจะขยายเป็น 21 สายตามความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ Mr. Radek Vach ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ของพานาโซนิค กล่าวว่า ความผันผวนของตลาดโดยเฉพาะในปี 2567 ส่งผลให้ยอดขายชะลอตัวลง แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ความต้องการในยุโรปเริ่มกลับมามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เขาคาดว่าโรงงานแห่งนี้จะทำให้พานาโซนิคเป็นหนึ่งในสามผู้ผลิตเครื่องทำความร้อนชั้นนำของยุโรป นอกจากนี้ พานาโซนิคยังได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา ด้วยเงินลงทุนประมาณ 600 ล้านเช็กคราวน์ หรือประมาณ 1,020 ล้านบาท โดยศูนย์แห่งนี้จะรับผิดชอบการพัฒนาเครื่องทำความร้อนระบบอากาศสู่น้ำอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การออกแบบเบื้องต้นไปจนถึงการทดสอบผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย ซึ่งศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่นี้จะมีห้องปฏิบัติการที่สามารถจำลองสภาพแวดล้อมที่รุนแรงเพื่อประเมินประสิทธิภาพของเครื่องทำความร้อน โดยศูนย์วางแผนที่จะรับสมัครวิศวกรหลายสิบคนในสาขาไฟฟ้าและเครื่องกล โดยร่วมมือกับสถาบันต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัย West Bohemia และมหาวิทยาลัยเทคนิค Ostrava ซึ่ง Mr. Tetsumasa Mizuta ผู้อำนวยการทั่วไปของ Panasonic Heating & Ventilation Air-Conditioning Czech กล่าวว่า “การบูรณาการวิศวกรรมเข้ากับการผลิต ช่วยให้เกิดนวัตกรรมที่รวดเร็วขึ้นและตอบสนองต่อแนวโน้มของตลาดได้ดียิ่งขึ้น”การลงทุนของพานาโซนิคตอกย้ำความมุ่งมั่นระยะยาวของบริษัทที่มีต่อเมือง Pilsen นับตั้งแต่การลงทุนครั้งแรกในสาธารณรัฐเช็กเมื่อปี 2539 ปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนสะสมในสาธารณรัฐเช็กกว่า 27,000 ล้านเช็กคราวน์ หรือประมาณ 45,900 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นผู้ลงทุนญี่ปุ่นรายใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเช็ก
ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.
การเปิดโรงงานพานาโซนิกในสาธารณรัฐเช็ก ถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีของการลงทุนในเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นเรื่องการประหยัดพลังงานและพลังงานหมุนเวียนที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในตลาดยุโรปปัจจุบัน นอกจากนี้ การที่พานาโซนิกตั้งเป้าในการจะจัดหาชิ้นส่วนและส่วนประกอบกว่าร้อยละ 85 จากยุโรป ยังเป็นสัญญาณบวกและเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามมาตรฐานยุโรปในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศในอนาคต ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญในการส่งเสริมความน่าเชื่อถือด้านเทคโนโลยี มุ่งเน้นเรื่องนวัตกรรม และการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับแนวโน้มพลังงานสะอาด ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้เพิ่มเติมต่อไป