
นายมานินเดอร์ สินธุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของแคนาดา เปิดเผยว่า อินเดียได้ส่งคณะผู้แทนด้านการค้าและการลงทุนระดับสูงมากกว่า 150 คน ซึ่งถือเป็นคณะผู้แทนขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเดินทางเยือนแคนาดา ระหว่างวันที่ 25–27 พฤษภาคม 2569 เพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ตลอดจนฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้กลับมาใกล้ชิดยิ่งขึ้น
การเยือนครั้งนี้ถือเป็นพัฒนาการสำคัญต่อเนื่องจากการเดินทางเยือนอินเดียของนายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้ปูทางสู่การยกระดับความร่วมมือทวิภาคีในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี ยานยนต์ อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ ตลอดไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานระหว่างแคนาดาและอินเดีย โดยระหว่างการเยือนครั้งนี้ นายปิยุช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดียมีกำหนดหารือกับนายมานินเดอร์ สินธุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของแคนาดา เพื่อเดินหน้าเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมมากกว่าการลดภาษีนำเข้า (Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) รวมถึงแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างทั้งสองประเทศ
รัฐบาลอินเดียระบุว่า ทั้งสองฝ่ายมีความตั้งใจที่จะเร่งกระบวนการเจรจาให้คืบหน้าโดยเร็ว ขณะที่รัฐบาลแคนาดามองว่า อินเดียเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง และตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็นสองเท่า แตะระดับ 70,000 ล้านดอลลาร์แคนาดาภายในปีค.ศ. 2030 นอกจากนี้ นายโกยาลยังมีกำหนดเข้าพบกับนายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาและนางอานิตา อานันท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงผู้บริหารบริษัทชั้นนำ กลุ่มสตาร์ทอัพ และกองทุนบำเหน็จบำนาญของแคนาดา ด้านรัฐบาลแคนาดาระบุว่า ความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดยังคงเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่มีการหารือระหว่างการเยือนอินเดียของนายคาร์นีย์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ซึ่งจากการเยือนครั้งดังกล่าวนำไปสู่การลงนามข้อตกลงหลายฉบับ รวมถึงข้อตกลงการค้ามูลค่าราว 2.6 พันล้านดอลลาร์แคนาดา สำหรับการจัดส่งยูเรเนียมประมาณ 22 ล้านปอนด์ให้อินเดีย เพื่อใช้ในการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ ตลอดจนข้อตกลงการค้าอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 5.5 พันล้านดอลลาร์ นายคาร์นีย์กล่าวในขณะนั้นว่า ทั้งสองประเทศตั้งเป้าบรรลุข้อตกลงทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมภายในสิ้นปีนี้ พร้อมระบุว่า การเยือนอินเดียไม่ใช่เพียงการฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่เป็นการยกระดับความร่วมมือของพันธมิตรสำคัญ ด้วยวิสัยทัศน์และความทะเยอทะยานใหม่ร่วมกัน
แม้แคนาดาและอินเดียจะเริ่มเจรจาการค้าตั้งแต่ปี 2553 แต่การหารือถูกระงับในปี 2566 หลังรัฐบาลแคนาดากล่าวหาว่ารัฐบาลอินเดียมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบสังหารนักเคลื่อนไหวชาวซิกข์สัญชาติแคนาดาในเมืองเซอร์เล่ย์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียดและเกิดความไม่ลงรอยกันเรื่อยมา อย่างไรก็ตาม หลังนายคาร์นีย์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2568 จึงให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอินเดีย และผลักดันให้ทั้งสองประเทศกลับมาเดินหน้าเจรจาทางเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยที่ผ่านมาเดือนพฤษภาคม คณะผู้แทนจากแคนาดาได้เดินทางเยือนกรุงนิวเดลี เพื่อเข้าร่วมการเจรจารอบที่สองเกี่ยวกับข้อตกลง CEPA ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของทั้งสองฝ่ายในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาวร่วมกันอีกครั้ง
ความเห็น สคต. แคนาดามองอินเดียเป็นพันธมิตรเศรษฐกิจสำคัญ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงและมีศักยภาพด้านการผลิต ขณะที่อินเดียต้องการขยายความร่วมมือด้านพลังงาน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางอาหารจากแคนาดา หากการเจรจา CEPA ประสบความสำเร็จ สินค้าอินเดียอาจได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดแคนาดารุนแรงขึ้น และอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร สิ่งทอ และสินค้าอุตสาหกรรม ทำให้ไทยจำเป็นต้องติดตามความคืบหน้าของข้อตกลงอย่างใกล้ชิด และเร่งสร้างความร่วมมือทางการค้าใหม่ ๆ กับแคนาดาเพื่อรักษาความได้เปรียบทางการค้าในอนาคต