
ปีนี้สถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคชาวอเมริกันในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งในวัน Black Friday มีความคึกคัก ด้วยตัวเลขยอดขายพุ่งเป็นเม็ดเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับความไม่แน่นอนและปัจจัยแรงกดดันจากหลายๆ ด้าน ทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อที่ยังอยู่ระดับสูงแม้มีทิศทางชะลอในช่วงไตรมาสหลัง ราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากผลกระทบด้านนโยบายภาษีนำเข้าที่ทำให้ต้นทุนสินค้ามีราคาแพงขึ้น ความวิตกกังวลของผู้บริโภคชาวอเมริกันต่อการจ้างงานซึ่งมีการลดการจ้างงานในหลายภาคอุตสาหกรรมความไม่แน่นอนด้านรายได้ของครัวเรือนจากผลกระทบของการปิดหน่วยงานภาครัฐเป็นระยะเวลานานถึง 43 วัน ตัวเลขหนี้บัตรเครดิต รวมทั้งการผิดนัดชำระสินเชื่อระยะสั้นเพิ่มสูงขึ้น
โดยข้อมูลของบริษัท Adobe Analytics ซึ่งติดตามสถานการณ์ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ได้ระบุว่า ปีนี้ยอดขายออนไลน์ของสหรัฐฯ ในวัน Black Friday ทำสถิติใหม่สูงสุดเป็นมูลค่า 11.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.1 จากปีก่อน โดยเฉพาะช่วงเวลาระหว่าง 10.00 น. ถึง 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นทั่วประเทศสหรัฐฯ มีเม็ดเงินจำนวน 12.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ถูกใช้จ่ายผ่านตระกร้าสินค้าออนไลน์ในทุกๆ นาที ในขณะที่ยอดขายในวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving) มีการใช้จ่ายสูงถึง 6.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ
เช่นเดียวกับบริษัท Mastercard SpendingPulse ซึ่งติดตามการใช้จ่ายของผู้บริโภคทั้งในร้านและออนไลน์ ได้รายงานยอดขายรวมในวัน Black Friday เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.1 จากปีที่แล้ว (ไม่รวมสินค้ายานยนต์) โดยยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 ขณะที่ยอดขายในร้านเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (ร้อยละ 1.7) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวอเมริกันที่นิยมช้อปออนไลน์เพิ่มมากขึ้น
สำหรับจำนวนผู้เข้าร้านค้าโดยบริษัท Sensormatic Solutions ซึ่งได้มีการติดตาม พบว่า การเข้าร้านค้ามีตัวเลขลดลงร้อยละ 2.1 แต่เป็นไปตามความคาดหมายและแนวโน้มของปีนี้ สำหรับการเข้าร้านค้าในช่วงสัปดาห์ของ Black Friday เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 57 จากสัปดาห์ก่อนหน้า อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับปีก่อน มีจำนวนลดลงร้อยละ 2-3
ขณะเดียวกัน บริษัทซอฟต์แวร์ Salesforce ซึ่งติดตามการใช้จ่ายดิจิทัลจากผู้ค้าหลากหลายประเภท รวมถึงร้านขายของชำ ประเมินว่า ยอดขายออนไลน์ในวัน Black Friday อยู่ที่ 18 พันล้านเหรียญสหรัฐ และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Shopify ระบุว่า ผู้ขายบนแพลตฟอร์มทำยอดขายรวมกัน 6.2 พันล้านเหรียญสหรัฐทั่วโลก และในวัน Black Friday ในช่วงพีคมียอดขาย 5.1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อนาที
สินค้าอะไรที่ขายดี: หมวดสินค้าที่มีการเติบโตสูง ได้แก่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ในบ้าน วิดีโอเกม เครื่องสำอาง และเสื้อผ้า โดยมีปัจจัยหนุนจากระบบแนะนำสินค้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ AI และการโฆษณาเชิงรุกบนโซเชียลมีเดียที่มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้ ผู้บริโภคชาวอเมริกันจำนวนมากหันไปใช้บริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” (By Now Pay Later-BNPL) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
สำหรับเทศกาลในช่วงปลายปีนี้ สหพันธ์การค้าปลีกแห่งชาติของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่ายอดใช้จ่ายของผู้บริโภคในสหรัฐฯ จะสูงกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม คาดว่าอัตราการเติบโตจะชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.7 – 4.2 จากร้อยละ 4.3 ในปีก่อน
ข้อคิดเห็น
ยอดขายออนไลน์ในสหรัฐฯ มีการเติบโตสูงต่อเนื่อง ในขณะที่ยอดขายในร้านค้าปลีกเติบโตเพียงเล็กน้อย สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซอย่างเด่นชัด
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ บวกกับการใช้ AI และโซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญต่อการเจาะตลาดในสหรัฐฯ
ในความคึกคักของยอดขายออนไลน์ในวัน Black Friday น่าจะส่งผลบวกต่อยอด การใช้จ่ายในเทศกาลช้อปปิ้งวัน Cyber Monday และตลอดเดือนธันวาคม 2568 แต่ทั้งนี้ยังต้องติดตามผลกระทบจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นและภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นที่มีผลต่อกำลังซื้อของครัวเรือนในไตรมาสต่อไป
ผู้บริโภคชาวอเมริกันพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์ในการค้นหาและเปรียบเทียบราคา และจำนวนมากได้รับอิทธิพลจากระบบแนะนำสินค้า (AI Recommendation) และคอนเทนต์บน TikTok, Instagram, YouTube
การบริหารต้นทุน และโลจิสติกส์ การตั้งราคาที่แข่งขันได้ การออกแบบสินค้าให้ตรงกับความต้องการตามเทรนด์ของผู้บริโภคสหรัฐฯ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญ หรือ การพิจารณาใช้คลังสินค้าในสหรัฐฯ ล้วนมีผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสำหรับผู้ประกอบการไทย
ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการคืนสินค้าแบบง่าย ไม่ซับซ้อน หรือการเสนอการคืนสินค้าภายในเวลา 30 วัน