
1. มูลค่าอุตสาหกรรมชาในจีน
ข้อมูลจาก iiMedia Research ระบุว่า ในปี 2025 ขนาดตลาดอุตสาหกรรมชาของจีนมีมูลค่าสูงถึง 416,460 ล้านหยวน และคาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 มูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 591,530 ล้านหยวน กระแสการบริโภคชาเพื่อสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ชา แปรรูปเติบโตขึ้น โดยมัทฉะซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ชาในกลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูง จะได้รับประโยชน์อย่างมากจากโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมชา ปัจจุบัน การประยุกต์ใช้มัทฉะในหลากหลายรูปแบบ เช่น เครื่องดื่มชา อาหารประเภทเบเกอรี่ และอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ขอบเขตการใช้งานของมัทฉะในตลาดปลายน้ำกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ตลาดชาในจีนยังคงเติบโตและขยายตัวอย่างมั่นคง อุตสาหกรรมมัทฉะจึงมีศักยภาพในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว

2.วิวัฒนาการมัทฉะของจีน
ภาพรวมการพัฒนาอุตสาหกรรมมัทฉะของจีนสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้
2.1 ระยะเริ่มต้น (สมัยเว่ย–จิ้น ถึงปลายศตวรรษที่ 20)
มัทฉะมีต้นกำเนิดในประเทศจีน โดยในสมัยโบราณเรียกว่า “ชาป่น” มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์เว่ย ต่อมาได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง อย่างไรก็ตาม ในสมัยราชวงศ์หมิง นโยบายของรัฐที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้กรรมวิธีการผลิตชาป่นค่อย ๆ สูญหาย ต่อมา ในสมัยราชวงศ์ซ่ง ศิลปะการชงชาแบบ “เตี่ยนฉา (点茶法)” ได้หยิบยกชาป่นขึ้นมาเป็นวัฒนธรรมในการชงชา และพระสงฆ์ญี่ปุ่นได้นำกรรมวิธีการผลิตชาป่นกลับไปยังประเทศญี่ปุ่น และได้รับการสืบทอด พัฒนา และผสมผสานเข้ากับพิธีชงชาญี่ปุ่น จนทำให้มัทฉะได้รับการเผยแพร่และพัฒนาอย่างโดดเด่นในญี่ปุ่น
2.2 ระยะฟื้นฟูอุตสาหกรรม (ประมาณปี 1990–2014)
ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ความต้องการบริโภคมัทฉะทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้หลายมณฑล เช่น เจ้อเจียง เจียงซู กุ้ยโจว และหูเป่ย เริ่มกลับมาผลิตมัทฉะ ในปี 2004 การผลิตมัทฉะเริ่มที่เมืองอู่อี้ มณฑลเจ้อเจียง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตมัทฉะสมัยใหม่ของจีน อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ยังเป็นผงมัทฉะเกรดพื้นฐานสำหรับส่งออก ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในจีน และกำลัง การผลิตรวมยังไม่ถึง 1,000 ตัน ห่วงโซ่อุตสาหกรรมยังจำกัดอยู่เพียงการแปรรูปวัตถุดิบขั้นต้น
2.3 ระยะขยายตัวของอุตสาหกรรม (ปี 2015–2024)
ในปี 2015 การขยายสาขาของร้านมัทฉะเฉพาะทางทั่วประเทศจีนช่วยสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคในวงกว้าง ขณะเดียวกัน การเติบโตของแบรนด์เครื่องดื่มชาแนวใหม่ยังช่วยกระตุ้นความต้องการใช้มัทฉะเป็นวัตถุดิบ นอกจากนี้ มณฑลเจ้อเจียงและมณฑลกุ้ยโจวได้กลายเป็นสองฐานการผลิตมัทฉะหลักของจีน
ในปี 2020 กระแสเครื่องดื่มชา เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว และอาหารที่มีรสมัทฉะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทำให้ความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นครั้งแรกที่ปริมาณการผลิต มัทฉะของจีนแซงหน้าประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตมัทฉะรายใหญ่ที่สุดของโลก
2.4 ระยะพัฒนาแบรนด์ (ตั้งแต่ปี 2025–ปัจจุบัน)
ในปี 2025 ปริมาณการผลิตมัทฉะของจีนทะลุ 12,000 ตัน คิดเป็นประมาณร้อยละ 70 ของกำลังการผลิตทั่วโลก ขณะเดียวกัน มาตรฐานของอุตสาหกรรมมีความเข้มงวดมากขึ้น ทำให้ผงมัทฉะเกรดต่ำที่ใช้ในอุตสาหกรรมทั่วไปมีสัดส่วนตลาดลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการเริ่มหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มใหม่ ๆ เช่น มัทฉะเพื่อสุขภาพ และวัตถุดิบมัทฉะคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ส่งผลให้อุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงจากมุ่งเน้นผลิตเพื่อปริมาณไปสู่การสร้างแบรนด์และมูลค่าเพิ่มสูง อย่างต่อเนื่อง
3.แหล่งผลิตมัทฉะที่สำคัญของจีน
เมืองถงเหริน มณฑลกุ้ยโจว ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งมัทฉะของจีน” และเป็นหนึ่งในพื้นที่ผลิตมัทฉะที่สำคัญของโลก ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ระหว่างปี 2022-2025 ปริมาณการผลิต มัทฉะของเมืองถงเหรินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 500 ตัน เพิ่มขึ้นเป็น 2,500 ตัน สะท้อนถึงการขยายกำลังการผลิตในอัตราที่สูง ขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 190 ล้านหยวน เป็น 480 ล้านหยวน แสดงให้เห็นว่าขนาดการผลิตและการจำหน่ายเติบโตไปพร้อมกันอย่างรวดเร็ว การเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึง ความต้องการบริโภคมัทฉะภายในประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของวัตถุดิบมัทฉะที่ผลิตในจีน ขณะเดียวกัน มูลค่าผลผลิตรวมของอุตสาหกรรมมัทฉะในเมืองถงเหริน เพิ่มขึ้นอย่างมากภายในระยะเวลา 4 ปี จาก 430 ล้านหยวน เป็น 1,300 ล้านหยวน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตของห่วงโซ่อุตสาหกรรมมัทฉะแบบครบวงจร ตั้งแต่การเพาะปลูก การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างแบรนด์
4.ปริมาณและมูลค่าการส่งออกมัทฉะของจีน
ระหว่างปี 2015-2025 ปริมาณการส่งออกชาเขียวของจีนมีแนวโน้มเติบโตโดยรวม โดยในปี 2025 ปริมาณการส่งออกสูงถึง 369,000 ตัน ขณะที่มูลค่าการส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงแรกก่อนปรับตัวลดลง และกลับมาฟื้นตัวเล็กน้อยในปี 2025 อยู่ที่ 1,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อุตสาหกรรมมัทฉะของจีนกำลังเผชิญกับรูปแบบ “ปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ราคาลดลง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุตสาหกรรมชาเขียวและมัทฉะในประเทศจีน โดยสาเหตุหลักมาจากมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับต่ำ อุตสาหกรรมยังพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบในราคาต่ำ ขาดการสนับสนุนจากแบรนด์ระดับพรีเมียมและผลิตภัณฑ์แปรรูปเชิงลึก ทำให้เป็นข้อจำกัดในการสร้างมูลค่าและการตั้งราคาอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจีนกำลังพัฒนาด้านการแปรรูปมัทฉะ การสร้างแบรนด์ และการส่งออกมัทฉะ ซึ่งจะมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาราคาส่งออกที่ปรับตัวลดลงได้ และเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของสินค้ามัทฉะจีนในตลาดโลกได้ในอนาคต

5. การบริโภคมัทฉะของชาวจีน
ตลาดมัทฉะทำให้เกิดกระแสอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการ ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ระหว่างปี 2015-2025 ค่าใช้จ่ายการบริโภคอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบต่อหัวของประชาชนจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 8,631 หยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 เมื่อเทียบกับปี 2024 นักวิเคราะห์จาก iiMedia Research มองว่า ความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ความต้องการบริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปสู่สินค้าที่ตอบโจทย์ด้าน สุขภาพและโภชนาการ ความหลากหลายของประเภทสินค้า และรสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลิตภัณฑ์จากมัทฉะ เช่น เครื่องดื่มชารูปแบบใหม่ ขนมอบและอาหารว่างที่มีส่วนผสมของชา รวมถึงเครื่องดื่มทดแทนมื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ล้วนสอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและสุขภาพ อีกทั้งยังมีจุดเด่นด้านความแตกต่างจากสินค้าในตลาดทั่วไป ทำให้อุตสาหกรรมมัทฉะมีศักยภาพในการขยายตลาดในระยะยาวอย่างมาก
5.1 รูปแบบการบริโภคมัทฉะของชาวจีน
ข้อมูลจาก iiMedia Research ระบุว่า ช่วงพักระหว่างการทำงานหรือการเรียน เป็นช่วงเวลาที่ผู้บริโภคเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์มัทฉะมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34.1 รองลงมา ได้แก่ การรับประทานเป็นของหวานหลังมื้ออาหารหรือช่วงน้ำชายามบ่าย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 33.3 และ ช่วงเวลาพักผ่อนหรือทำกิจกรรมสันทนาการ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31.1 นอกจากนี้ การบริโภคมัทฉะในสถานการณ์อื่น ๆ เช่น ระหว่างเดินเล่นหรือเดินช้อปปิ้ง การสังสรรค์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง รวมถึง การรับประทานคู่กับอาหารเช้ามีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 จะเห็นได้ว่า การบริโภคมัทฉะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของผู้บริโภคชาวจีน โดยมีการบริโภคในหลากหลายโอกาสและตลอดทั้งวัน ดังนั้น ผู้ประกอบการควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์การบริโภค เช่น กลุ่มผู้บริโภคในที่ทำงานหรือระหว่างเรียน ควรเน้นผลิตภัณฑ์พร้อมดื่มหรือพกพาสะดวก พร้อมจุดขายด้านการช่วยเพิ่มความสดชื่นและความตื่นตัว กลุ่มกิจกรรมกลางแจ้งและการออกกำลังกาย ควรเน้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเติมพลังงานและบรรจุภัณฑ์ที่สะดวกต่อการพกพา กลุ่มการสังสรรค์หรือการมอบเป็นของขวัญ ควรให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ ความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ และคุณสมบัติที่เหมาะสำหรับการแบ่งปัน เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5.2 จุดประสงค์ของการบริโภคมัทฉะของชาวจีน
ข้อมูลจาก iiMedia Research ระบุว่า เหตุผลหลักที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้ามัทฉะ คือ ชื่นชอบรสชาติของมัทฉะ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28.9 รองลงมาคือ การที่มัทฉะสามารถนำไปผสมผสานกับอาหารและเครื่องดื่มได้หลากหลาย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 26.4 ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคที่เลือกบริโภค มัทฉะด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ เช่น คุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ประโยชน์ต่อร่างกาย และการช่วยผ่อนคลายความเครียด มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 นักวิเคราะห์ของ iiMedia Research เห็นว่า

6. สินค้ามัทฉะที่ผู้บริโภคจีนนิยมเลือกซื้อ
ข้อมูลจาก iiMedia Research ระบุว่า สินค้ามัทฉะแปรรูปประเภทขนมขบเคี้ยว เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคนิยมซื้อมากที่สุด โดยมีสัดส่วนผู้บริโภคที่ชื่นชอบขนมขบเคี้ยวรสมัทฉะคิดเป็นร้อยละ 44.7 รองลงมาคือ ไอศกรีมและของหวานแช่เย็นรสมัทฉะ ร้อยละ 43.0 ขณะที่ผู้ที่ชื่นชอบของหวานรสมัทฉะ และอาหารเพื่อสุขภาพ/อาหารทดแทนมื้ออาหารรสมัทฉะ มีสัดส่วนเท่ากันที่ร้อยละ 39.6 จะเห็นว่า ผลิตภัณฑ์มัทฉะประเภทขนมขบเคี้ยวยังคงเป็นกลุ่มสินค้าที่มีฐานผู้บริโภคกว้างที่สุดและเป็น ความต้องการหลักของตลาด ขณะเดียวกัน ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารทดแทนมื้ออาหารก็มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนถึงความต้องการด้านการบริโภคเพื่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการควรมุ่งพัฒนาสินค้ากลุ่มขนมขบเคี้ยว ไอศกรีม และของหวาน ซึ่งเป็นสินค้ายอดนิยม เพื่อตอบสนอง ความต้องการของผู้บริโภคในวงกว้าง และควรขยายไปสู่ตลาดเฉพาะ (Niche Market) ที่ยังมีอัตรา การเข้าถึงต่ำ เพื่อลดการแข่งขันด้านความคล้ายคลึงของสินค้าและสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ให้กับอุตสาหกรรม

ความคิดเห็น สคต.
แม้ว่าอุตสาหกรรมมัทฉะของจีนจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ยังคงมีโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยด้านสินค้ามัทฉะในการเข้าสู่ตลาดจีน โดยสามารถมุ่งพัฒนาสินค้าในกลุ่มสินค้าพรีเมียมและสร้างเอกลักษณ์ให้สินค้ามัทฉะไทย หรือการผสมผสานกับวัตถุดิบผลไม้ไทยอื่น ๆ เช่น มะพร้าว ทุเรียน มะม่วง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการไทยต้องการขยายตลาดมัทฉะสู่จีน ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐาน คุณภาพและ ความปลอดภัยอาหาร และสร้างการรับรู้ของแบรนด์ จึงจะสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตจีนได้
*************************************
ที่มา: https://mp.weixin.qq.com/s/eUJTzJMwG0uK09GTjJY3Og