fb
วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจเชิงลึก สาธารณรัฐตูนีเซีย :  แนวโน้มเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการปฏิรูปเชิงนโยบาย จากการทบทวนนโยบายการค้าภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO Trade Policy Review)

วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจเชิงลึก สาธารณรัฐตูนีเซีย : แนวโน้มเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการปฏิรูปเชิงนโยบาย จากการทบทวนนโยบายการค้าภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO Trade Policy Review)

โดย
saraleey@ditp.go.th
ลงเมื่อ 02 กรกฎาคม 2569 22:30
สคต. ณ กรุงไคโร (อียิปต์) (TTC, Cairo (Egypt))
1

1. บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)

สาธารณรัฐตูนีเซีย (Tunisia) เป็นประเทศในภูมิภาคแอฟริกาเหนือที่มีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์บริเวณชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีประชากรประมาณ 12.28 ล้านคน และมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ณ ราคาตลาดในปี 2567 อยู่ที่ราว 51.33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง (Lower-Middle Income) โดยเศรษฐกิจตูนีเซียในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2020 ดำเนินไปท่ามกลางความท้าทายเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก ทั้งการเติบโตที่ชะลอตัว การว่างงานในกลุ่มเยาวชนและสตรีในระดับสูง ความเหลื่อมล้ำเชิงภูมิภาคระหว่างพื้นที่ชายฝั่งกับพื้นที่ตอนใน และข้อจำกัดด้านการลงทุนภาคเอกชน อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้ในปี 2568 ที่อัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 2.5 จากผลผลิตภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว และการส่งออกอุตสาหกรรม

ในมิติด้านนโยบายการค้า ตูนีเซียได้รับการทบทวนนโยบายการค้า (Trade Policy Review: TPR) ครั้งที่ โดยองค์การการค้าโลก (WTO) เมื่อวันที่ 25 และ 27 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นการทบทวนครั้งล่าสุดสำหรับประเทศในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ โดยรายงานของสำนักเลขาธิการ WTO ระบุว่า ตูนีเซียได้ปรับทิศทางนโยบายการค้าใหม่ในปี 2566 มุ่งเน้นการพัฒนาส่งออกและการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งให้สัตยาบันความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation Agreement: TFA) ในปี 2563 และเข้าร่วมในกลไกระงับข้อพิพาทของ WTO ครั้งแรกในฐานะผู้ฟ้องร้อง นอกจากนี้ ตูนีเซียยังเป็นประเทศแรกในกลุ่มภาคีเขตการค้าเสรีทวีปแอฟริกา (AfCFTA) ที่แจ้งความตกลงดังกล่าวต่อ WTO เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 อันสะท้อนถึงเจตจำนงการบูรณาการเข้าสู่ระบบการค้าพหุภาคีและภูมิภาคอย่างจริงจัง

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอการวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจของตูนีเซียอย่างรอบด้าน ครอบคลุมภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศ นโยบายการค้าและการปฏิรูปสำคัญ โดยตั้งอยู่บนการทบทวนนโยบายการค้าขององค์การการค้าโลก (WTO Trade Policy Review) ครั้งที่ เมื่อปี 2568 การลงทุนจากต่างประเทศ เศรษฐกิจดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ ตลอดจนการประเมินโอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการไทย พร้อมข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไคโร เพื่อสนับสนุนการกำหนดยุทธศาสตร์การส่งเสริมการค้าและการลงทุนของไทยในตลาดตูนีเซียและภูมิภาคแอฟริกาเหนือต่อไป

2. ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคของตูนีเซีย

2.1 ขนาดและโครงสร้างเศรษฐกิจ

ตูนีเซียเป็นเศรษฐกิจขนาดเล็กที่เปิดสู่ตลาดโลก โดยมีอัตราส่วนการค้าระหว่างประเทศต่อ GDP (Trade-to-GDP ratio) ในปี 2567 สูงกว่าร้อยละ 100 ซึ่งสะท้อนการพึ่งพาเศรษฐกิจระหว่างประเทศในระดับสูง ทั้งนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจในปี 2567 ประกอบด้วยภาคบริการในสัดส่วนประมาณร้อยละ 62.6 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 22.6 และภาคเกษตรกรรมร้อยละ 9.7 ของ GDP โดยภาคอุตสาหกรรมการแปรรูปและการประกอบในกลุ่มสิ่งทอ เครื่องจักรไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมการบินมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการส่งออก ขณะที่ภาคเกษตรกรรมโดยเฉพาะการผลิตน้ำมันมะกอกซึ่งตูนีเซียเป็นผู้ผลิตอันดับ 4 ของโลก ยังคงเป็นแหล่งรายได้และการจ้างงานที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ (ที่มา: World Bank, INS Tunisie)

2.2 พัฒนาการเศรษฐกิจมหภาคและทิศทางในปี 2568–2570

หลังจากเศรษฐกิจหดตัวรุนแรงในช่วงโควิด-19 ในปี 2563 และฟื้นตัวอย่างจำกัดในปี 2564–2566 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของตูนีเซียในปี 2567 อยู่ที่เพียงร้อยละ 1.4–1.6 ก่อนปรับตัวดีขึ้นในปี 2568 ที่ระดับร้อยละ 2.5 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของผลผลิตภาคเกษตรกรรม ภาคเหมืองแร่และฟอสเฟต ภาคก่อสร้าง และการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ธนาคารพัฒนาแอฟริกา (AfDB) คาดการณ์ว่า GDP จะขยายตัวที่ร้อยละ 2.1 ในปี 2569 และร้อยละ 2.8 ในปี 2570 โดยมีแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการฟื้นตัวของการส่งออกอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนยังคงอ่อนแอจากข้อจำกัดด้านแหล่งเงินทุน บรรยากาศการประกอบธุรกิจ ตลาดแรงงานที่ขาดความยืดหยุ่น และข้อจำกัดด้านผลิตภาพ (productivity) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตในระยะกลาง

ในด้านเสถียรภาพราคา อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงจากร้อยละ 9.3 ในปี 2566 มาอยู่ที่ร้อยละ 7.0 ในปี 2567 และร้อยละ 5.3 ในปี 2568 ตามลำดับ ส่งผลให้ธนาคารกลางตูนีเซีย (Central Bank of Tunisia: BCT) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากร้อยละ 8.0 ลงเป็นร้อยละ 7.0 ในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ในด้านการคลัง รัฐบาลสามารถปรับลดขาดดุลงบประมาณจากร้อยละ 6.1 ของ GDP ในปี 2567 ลงเหลือร้อยละ 5.2 ในปี 2568 จากการจัดเก็บรายได้ที่ดีขึ้นและการลดเงินอุดหนุนพลังงาน หนี้สาธารณะทรงตัวที่ระดับร้อยละ 82.1 ของ GDP แต่ยังคงพึ่งพาแหล่งเงินภายในประเทศ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเบียดบังภาคเอกชน (crowding out) (ที่มา: AfDB Tunisia Economic Outlook 2026; World Bank Tunisia Country Brief 2026)

2.3 ตลาดแรงงานและความเหลื่อมล้ำเชิงสังคม

อัตราการว่างงานในไตรมาสที่ ของปี 2568 ปรับตัวลดลงเหลือร้อยละ 15.2 จากร้อยละ 16.5 ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่อัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนยังคงอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 38.4 กลุ่มสตรีที่ร้อยละ 22.4 และในกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ร้อยละ 24.9 สะท้อนปัญหาการจับคู่ทักษะกับตลาดงาน (skills mismatch) และการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพในระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ ขณะที่ภาคเศรษฐกิจนอกระบบยังคงมีสัดส่วนสูงประมาณร้อยละ 40–60 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ระหว่างพื้นที่ชายฝั่งทะเลกับพื้นที่ตอนในยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งแก้ไข โดยพื้นที่ตอนในของประเทศมีอัตราความยากจนสูงเกินร้อยละ 33 ขณะที่เขตเมืองหลวงตูนิสมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด

3. โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศและคู่ค้าหลัก

3.1 มูลค่าและทิศทางการค้าระหว่างประเทศ

ในปี 2567 ตูนีเซียมีมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมประมาณ 19.43–20.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าการนำเข้าประมาณ 20.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เกิดดุลการค้าที่เกือบสมดุล (มีเกินดุลเล็กน้อยประมาณ 223.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ดุลการค้าเริ่มกลับมาขาดดุลในระดับสูงที่ราว 18,435.8 ล้านดินาร์ตูนีเซีย และทั้งปี 2568 ขาดดุลสะสมประมาณ 21,800.3 ล้านดินาร์สะท้อนความเปราะบางจากการขยายตัวของการนำเข้าสินค้ากลุ่มพลังงานและวัตถุดิบอุตสาหกรรมที่สูงกว่าการขยายตัวของการส่งออก โดยอัตราความครอบคลุมของการส่งออกต่อการนำเข้าลดลงเหลือประมาณร้อยละ 73.9 ในปี 2568 จากร้อยละ 76.7 ในปี 2567 (ที่มา: Institut National de la Statistique – INS Tunisie; ข้อมูลของ สคตณ กรุงไคโร)

3.2 สินค้าส่งออกและนำเข้าที่สำคัญ

สินค้าส่งออกหลักของตูนีเซียในปี 2567 ประกอบด้วย เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม (มูลค่ารวมประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับทั้งกลุ่มสิ่งทอแบบทอและไม่ทอเครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ (โดยเฉพาะสายไฟฟ้าและสายเคเบิลสำหรับยานยนต์ในยุโรปประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ น้ำมันมะกอกประมาณ 1.36–1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฟอสเฟตและปุ๋ยเคมี รวมถึงชิ้นส่วนอากาศยานและชิ้นส่วนยานยนต์ ขณะที่สินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ เครื่องจักรและคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์เคมีและพลาสติก เหล็กและโลหะ และวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูป สะท้อนถึงการมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Value Chain) ในฐานะฐานการผลิตและประกอบเพื่อการส่งกลับ (re-export) ไปยังตลาดยุโรปเป็นหลัก

3.3 คู่ค้าและการกระจายตลาดส่งออก

สหภาพยุโรปยังคงเป็นคู่ค้าหลักของตูนีเซียอย่างเด่นชัด โดยรับซื้อสินค้าส่งออกของตูนีเซียในสัดส่วนประมาณร้อยละ 71.0 ของมูลค่าส่งออกรวมในปี 2567 ขณะที่การส่งออกไปยังตลาดอื่นๆ ประกอบด้วย ลิเบีย (ร้อยละ 4.1) สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 3.3) แอลจีเรีย (ร้อยละ 2.8) สหราชอาณาจักร (ร้อยละ 2.2) สวิตเซอร์แลนด์ ตุรกี โมร็อกโก และแคนาดา ตามลำดับ ทั้งนี้ การพึ่งพาตลาดยุโรปในระดับสูงทำให้เศรษฐกิจตูนีเซียอ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจของยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นเหตุผลที่รัฐบาลตูนีเซียพยายามขยายตลาดสู่แอฟริกาผ่านการเข้าร่วม AfCFTA และข้อตกลงระดับภูมิภาคอื่น ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

4. นโยบายการค้าและการปฏิรูปสำคัญตามรายงาน WTO TPR ครั้งที่ 4 (2568)

4.1 สาระสำคัญของรายงานของสำนักเลขาธิการ WTO

ตามรายงานของสำนักเลขาธิการ WTO (เอกสาร WT/TPR/S/479/Rev.1 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2568) ตูนีเซียได้ปรับลำดับความสำคัญของนโยบายการค้าใหม่ในปี 2566 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาส่งออกและการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศ Vision 2035 ซึ่งวางกรอบให้ตูนีเซียก้าวสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ (knowledge-based economy) นอกจากนี้ ตูนีเซียยังได้ดำเนินการปฏิรูปสถาบันและนโยบายที่สำคัญหลายประการนับตั้งแต่การทบทวนครั้งก่อนในปี 2559 ซึ่งรวมถึงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การยกระดับกลไกการลงทุน และการปรับโครงสร้างหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน โดยในต้นปี 2568 ได้ควบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน แห่งให้กลายเป็น “Supreme Investment Authority (SIA)” เพื่อให้บริการแก่นักลงทุนแบบเบ็ดเสร็จและเป็นเอกภาพ

4.2 ความร่วมมือกับ WTO และการเข้าร่วมข้อริเริ่มพหุภาคี

ในช่วงระหว่างการทบทวน ตูนีเซียได้แสดงความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมในระบบการค้าพหุภาคีอย่างต่อเนื่อง โดยให้สัตยาบันความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้า (TFA) ในปี 2563 อยู่ระหว่างการให้สัตยาบันความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนการประมง (Fisheries Subsidies Agreement) ปรับปรุงระดับการแจ้งให้ WTO ทราบโดยส่งการแจ้ง (notifications) มากกว่า 50 ฉบับนับตั้งแต่การทบทวนครั้งล่าสุด และเข้าร่วมในกระบวนการระงับข้อพิพาทของ WTO ในฐานะผู้ฟ้องร้องเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ ประเทศสมาชิก WTO ได้กระตุ้นให้ตูนีเซียพิจารณาเข้าร่วมข้อริเริ่มพหุภาคีเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) การอำนวยความสะดวกการลงทุน (Investment Facilitation for Development: IFD) การกำกับดูแลภายในประเทศด้านบริการ (Services Domestic Regulation) และกลไก Multi-Party Interim Appeal Arbitration Arrangement (MPIA) ซึ่งสมาชิกเห็นว่าสอดคล้องกับลำดับความสำคัญด้านนโยบายของตูนีเซียและจะช่วยสนับสนุนการบูรณาการเข้าสู่ระบบการค้าโลก

4.3 ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะจากประเทศสมาชิก

ประเทศสมาชิก WTO ได้แสดงข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่สำคัญ ประการหลักต่อตูนีเซีย ประการแรก เน้นย้ำให้ตูนีเซียทบทวนและลดความซับซ้อนของโครงสร้างภาษีศุลกากร เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้า MFN ในบางพิกัดยังคงสูง และในบางรายการเกินกว่าระดับ bound rate ที่ผูกพันไว้กับ WTO ประการที่สอง เรียกร้องให้ปรับปรุงระเบียบบริหารและพิธีการศุลกากรให้โปร่งใส คาดการณ์ได้ และเบาบางขึ้น โดยใช้ระบบหน้าต่างเดียวแห่งชาติ (National Single Window) อย่างเต็มรูปแบบ และเพิ่มการใช้แนวทางการตรวจปล่อยที่อิงความเสี่ยง (risk-based controls) เพื่อสนับสนุนการลงทุนและการแข่งขัน ประการที่สาม กระตุ้นให้ตูนีเซียเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและตลาดส่งออก ทั้งภายในทวีปแอฟริกาผ่านกรอบ AfCFTA และภายนอก เพื่อลดการพึ่งพาตลาดยุโรปและสร้างความยืดหยุ่นต่อภาวะวิกฤตในระยะยาว

5. ข้อตกลงการค้าเสรีและการบูรณาการในระดับภูมิภาค

ตูนีเซียมีเครือข่ายข้อตกลงการค้าเสรีและข้อตกลงพิเศษที่ครอบคลุมหลากหลายภูมิภาค ทั้งความตกลงสมาคม (Association Agreement) กับสหภาพยุโรปที่ลงนามในปี 2538 และทำให้เกิดเขตการค้าเสรีในสินค้าอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2551 ความตกลง Agadir Agreement กับอียิปต์ จอร์แดน และโมร็อกโก ซึ่งเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศสมาชิก ความตกลงทวิภาคีกับแอลจีเรีย ลิเบีย และตุรกี การเป็นสมาชิกในเขตการค้าเสรีอาหรับใหญ่ (Greater Arab Free Trade Area: GAFTA) สหภาพอาหรับมาเกร็บ (Arab Maghreb Union: AMU) และตลาดร่วมแห่งภาคตะวันออกและภาคใต้ของแอฟริกา (COMESA) ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ตลอดจนการเข้าร่วมเขตการค้าเสรีทวีปแอฟริกา (AfCFTA) ซึ่งตูนีเซียให้สัตยาบันในเดือนพฤศจิกายน 2563 และเป็นประเทศแรกของภาคี AfCFTA ที่แจ้งข้อตกลงดังกล่าวต่อ WTO ภายใต้ Enabling Clause เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 (ที่มา: tralac; AfCFTA Secretariat)

รัฐบาลตูนีเซียมองภูมิภาคแอฟริกาเป็น ความลึกเชิงยุทธศาสตร์ทางธรรมชาติ” (natural strategic depth) และได้ตั้งกลไกหารือร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างถาวร เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้ AfCFTA โดยมุ่งสร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สมดุลและสนับสนุนการลงทุน การร่วมผลิต และการพัฒนาร่วมกัน อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการตูนีเซียยังคงเผชิญความท้าทายหลายประการในการใช้ประโยชน์จาก AfCFTA ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เพียงพอ การขาดการประสานงานในระดับภูมิภาค ระเบียบควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ยังไม่ทันสมัย ตลอดจนความซับซ้อนของกฎถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งภาครัฐและภาคเอกชนกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

6. การลงทุนต่างชาติ (FDI) และบรรยากาศการลงทุน

6.1 พลวัตการลงทุนต่างชาติ

ในปี 2567 มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สุทธิที่ไหลเข้าตูนีเซียคิดเป็นร้อยละ 1.4 ของ GDP และคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 1.6 ในปี 2568 โดย FDI ของปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 จากปีก่อนหน้า แบ่งเป็น ภาคชิ้นส่วนไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (ร้อยละ 29) ภาคพลังงาน (ร้อยละ 24) ภาคบริการ (ร้อยละ 14) ภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ร้อยละ 33 รวมกัน ขณะที่ภาคเกษตรกรรมขยายตัวร้อยละ 35.5 มาอยู่ที่ 24.3 ล้านดินาร์ตูนีเซีย ในด้านแหล่งที่มาของเงินลงทุน ฝรั่งเศสยังคงเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุด รองลงมาคือ เยอรมนี อิตาลี กาตาร์ และสหรัฐอเมริกา สำหรับ เดือนแรกของปี 2568 FDI มีมูลค่ารวม 231.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (ที่มา: Foreign Investment Promotion Agency – FIPA Tunisia; U.S. Department of State 2025 Investment Climate Statement)

6.2 ปฏิรูปกรอบกฎหมายและบรรยากาศการลงทุน

ตูนีเซียได้ดำเนินการปฏิรูปกฎหมายและกรอบสถาบันการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กฎหมายการลงทุน ปี 2559 (Investment Law 2016) ซึ่งลดข้อจำกัดต่อนักลงทุนต่างชาติ การออก Start-Up Act ในปี 2561 เพื่อสนับสนุนระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้น การปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้าตามมาตรฐาน OECD การออกกฎหมาย Public-Private Partnership (PPP) และในเดือนมีนาคม 2567 รัฐบาลได้ผ่านร่างกฎหมายปรับปรุงประมวลกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2519 และอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา หากผ่านการรับรอง จะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม รายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาประจำปี 2568 ระบุว่า ในปี 2567 ตูนีเซียมิได้ออกมาตรการปฏิรูปใหม่ที่สำคัญเพิ่มเติม และอุปสรรคด้านระบบราชการต่อการลงทุนยังคงอยู่ในระดับสูง รัฐวิสาหกิจมีบทบาทมากในระบบเศรษฐกิจ และบางสาขาเศรษฐกิจยังคงปิดสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ ตูนีเซียอยู่ในอันดับที่ 81 จาก 133 เศรษฐกิจในดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) ประจำปี 2567 และอยู่ในอันดับที่ 150 จาก 184 ประเทศในดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (Index of Economic Freedom) ฉบับล่าสุด ซึ่งสะท้อนว่ายังมีพื้นที่ในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการประกอบธุรกิจอีกมาก

6.3 สาขาเป้าหมายสำหรับการดึงดูดการลงทุน

ปัจจุบัน FIPA-Tunisia ระบุสาขาที่ให้ความสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ สาขาหลัก ได้แก่ (1) ชิ้นส่วนยานยนต์ (2) ชิ้นส่วนอากาศยาน (3) เศรษฐกิจดิจิทัล (4) อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป (5) สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และ (6) อุตสาหกรรมยา นอกจากนี้ ยังมีศักยภาพในสาขาพลังงานทดแทน โดยตูนีเซียตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนเป็นร้อยละ 30 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2573 (.. 2030) ผ่านโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมขนาดใหญ่ ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะในรูปแบบ PPP

7. เศรษฐกิจดิจิทัล พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการปฏิรูปเชิงนวัตกรรม

7.1 ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

ตูนีเซียได้กำหนดยุทธศาสตร์ดิจิทัลแห่งชาติ (National Digital Strategy 2021–2025) เพื่อบูรณาการการพัฒนาดิจิทัลเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยในเดือนกันยายน 2568 รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Sarra Zaafrani Zenzri ได้อนุมัติโครงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล 138 โครงการสำหรับปี 2568–2569 ภายใต้ แกนหลัก ประกอบด้วย (1) การปฏิรูปการบริหารราชการสู่ดิจิทัล 99 โครงการ (2) การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้น 18 โครงการ (3) ความมั่นคงทางไซเบอร์ 12 โครงการ และ (4) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โครงการ พร้อมประกาศพัฒนาวิสัยทัศน์ระยะยาวสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลช่วงปี 2569–2573 (ที่มา: Ecofin Agency; TechAfrica News กันยายน 2568)

7.2 สถานะปัจจุบันของระบบนิเวศดิจิทัล

ตูนีเซียได้รับการจัดอันดับที่ 86 จาก 193 ประเทศในดัชนีพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของสหประชาชาติ (UN E-Government Development Index – EGDI) ประจำปี 2567 ด้วยคะแนน 0.6935 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของแอฟริกาและของโลก และเป็นอันดับ ในแอฟริกาเหนือ นอกจากนี้ ITU ยังจัดอันดับให้ตูนีเซียอยู่ในอันดับที่ ของแอฟริกาในด้านการพัฒนา ICT และอยู่ในกลุ่ม Tier 3 (จาก 5 ระดับในด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ ระบบนิเวศ FinTech ของตูนีเซียก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว ผ่านโครงการ E-Houwiya (ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลแห่งชาติซึ่งมีผู้ใช้งานแล้วประมาณ 200,000 ราย รวมถึงผู้พำนักในต่างประเทศกว่า 15,000 ราย และยุทธศาสตร์การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัล โดยภาคเอกชนได้ระดมเงินทุนกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐในกลุ่ม FinTech เพื่อขยายบริการกระเป๋าเงินดิจิทัลและระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์

7.3 ความท้าทายของเศรษฐกิจดิจิทัล

แม้ตูนีเซียจะมีพื้นฐานด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่งกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่ยังคงต้องเผชิญความท้าทายในการขยายโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์ความเร็วสูงให้ครอบคลุมพื้นที่ตอนใน ความล่าช้าของกรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อุปสรรคในการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศจากการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราที่เข้มงวด ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการทำธุรกรรมออนไลน์ที่ยังต่ำ และการขาดบุคลากรที่มีทักษะดิจิทัลขั้นสูง ทั้งนี้ ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในระยะกลางจะขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการรักษาทิศทางการปฏิรูปและการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและการคลัง

8. การเปรียบเทียบทิศทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่นในแอฟริกาเหนือ

ภูมิภาคแอฟริกาเหนือถูกจัดให้เป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในแอฟริกาและในโลกอาหรับ โดย IMF คาดการณ์ว่าการเติบโตของ GDP รวมของ ประเทศ (เมาริเตเนีย โมร็อกโก แอลจีเรีย ตูนีเซีย อียิปต์ และลิเบียในปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของแอฟริกาที่ร้อยละ 3.9 และของตะวันออกกลางที่ร้อยละ อย่างไรก็ตาม ทิศทางการพัฒนาของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ประเทศ

GDP 2567 (พันล้าน USD)

GDP/หัว 2567 (USD)

GDP Growth 2567 (%)

Inflation 2567 (%)

อียิปต์

389.06

3,338.5

2.4

28.3

แอลจีเรีย

269.32

5,753.0

3.7

4.0

โมร็อกโก

160.61

4,153.2

3.8

1.0

ตูนีเซีย

51.33

4,181.1

1.6

7.2

ลิเบีย

48.49

6,569.2

1.9

2.1

ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบตัวชี้วัดเศรษฐกิจมหภาคของประเทศในแอฟริกาเหนือ (ปี 2567) (ที่มา: World Bank Open Data; IMF WEO ฉบับเมษายน 2569)

เมื่อพิจารณาเชิงเปรียบเทียบ จะเห็นว่า อียิปต์เป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคด้วย GDP มูลค่ากว่า 389 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีประชากรกว่า 110 ล้านคน ขณะที่กำลังฟื้นตัวจากวิกฤตด้านการคลังในปี 2567 และ IMF คาดการณ์การเติบโตที่ร้อยละ 3.8 ในปี 2568 โมร็อกโกได้ก้าวขึ้นเป็นต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค ด้วยการดึงดูด FDI ขนาดใหญ่จากบริษัทข้ามชาติ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และ ความหลากหลายเชิงเศรษฐกิจ โดย IMF คาดการณ์การเติบโตที่ร้อยละ 3.9 ในปี 2568 ในทางตรงข้าม แอลจีเรียและลิเบียยังคงพึ่งพาภาคไฮโดรคาร์บอน (น้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างมาก ขณะที่ตูนีเซียมี GDP/หัวประมาณ 4,181 ดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงโมร็อกโก แต่อัตราการเติบโตที่ต่ำเพียงร้อยละ 1.6 ในปี 2567 สะท้อนภาวะการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต่ำต้อยกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค และเป็นเหตุให้ตูนีเซียได้รับการประเมินว่าเป็น เศรษฐกิจในแอฟริกาเหนือที่อยู่ภายใต้แรงกดดันเชิงโครงสร้าง” ตามจัดอันดับเศรษฐกิจของแอฟริกาประจำปี 2569

จุดแข็งสัมพัทธ์ของตูนีเซียที่โดดเด่นเหนือประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ (1) ความหลากหลายของฐานอุตสาหกรรมและการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกที่ลึกซึ้งกว่า โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และอากาศยาน (2) แรงงานที่มีระดับการศึกษาสูงและทักษะภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ และอาหรับ (3) ระบบนิเวศดิจิทัลและรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาก้าวหน้าที่สุดในแอฟริกาเหนือ และ (4) เครือข่ายข้อตกลงการค้าเสรีกับ EU และประเทศในแอฟริกาที่ครอบคลุม ขณะที่ความท้าทายเชิงเปรียบเทียบ ได้แก่ การขาดทรัพยากรพลังงานเหมือนแอลจีเรียและลิเบีย การไม่สามารถดึงดูด FDI ในระดับเดียวกับโมร็อกโก ภาระหนี้สาธารณะที่สูงกว่าหลายประเทศ และความล่าช้าในการเจรจาขอความช่วยเหลือจาก IMF ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนระยะยาว

9. ข้อสังเกตและความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไคโร

9.1 โอกาสของไทยในตลาดตูนีเซีย

สำนักงานฯ เห็นว่า ตลาดตูนีเซียยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับสินค้าและบริการของไทย แม้ในปัจจุบันมูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างไทย-ตูนีเซียยังไม่สูงมากนัก แต่มีโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาเข้าไปขยายตลาดได้ในหลายมิติ ประการแรก ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ตูนีเซียเป็นตลาดที่นำเข้าสินค้าเกือบทุกหมวด ผู้บริโภคในเขตเมืองและชั้นกลางมีรสนิยมที่เปิดกว้าง โดยเฉพาะอาหารพร้อมรับประทาน ผลิตภัณฑ์ข้าวและเส้นก๋วยเตี๋ยว ปลาทูน่ากระป๋อง อาหารฮาลาล สินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือน ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและของใช้ส่วนตัว ซึ่งสามารถใช้จุดแข็งของแบรนด์อาหารไทยและคุณภาพมาตรฐานในการแข่งขัน

ประการที่สอง ในกลุ่มสินค้ากึ่งสำเร็จรูปและวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรม ตูนีเซียเป็นฐานการผลิตและประกอบสินค้าเพื่อส่งออกไปยุโรปขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสิ่งทอ ซึ่งผู้ส่งออกของไทยในกลุ่มยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง พลาสติก เคมีภัณฑ์ ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ และเส้นใยประดิษฐ์ อาจพิจารณาขยายส่วนแบ่งตลาดในห่วงโซ่อุปทานนี้ได้ โดยใช้ประโยชน์จากการที่ตูนีเซียมีเขตเศรษฐกิจเสรี (Parcs d’Activités Économiques) ในเมือง Bizerte และ Zarzis ซึ่งยกเว้นภาษีและอากรขาเข้าสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาแปรรูปเพื่อการส่งออก ประการที่สาม ในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและธุรกิจ MICE ซึ่งตูนีเซียเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำคัญในเมดิเตอร์เรเนียน เปิดโอกาสให้บริการด้านโรงแรม สปา และเวลเนสของไทยเข้าไปร่วมลงทุน

9.2 ความท้าทายและความเสี่ยงสำคัญ

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยที่สนใจตลาดตูนีเซียต้องตระหนักถึงความท้าทายและความเสี่ยงสำคัญ ประการแรก ระยะทางและต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากยุโรป จีน และตุรกี ทำให้สินค้าไทยต้องเน้นการแข่งขันด้านคุณภาพ การออกแบบ และมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารและสินค้า ประการที่สอง การควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ยังคงเข้มงวด แม้จะอยู่ระหว่างการปฏิรูป ส่งผลให้การส่งเงินค่าสินค้าและการลงทุนข้ามพรมแดนมีความซับซ้อน ประการที่สาม โครงสร้างภาษีศุลกากร MFN ของตูนีเซียที่ยังคงสูงและอัตราหลายชั้นโดยเฉพาะในสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTMs) เช่น การตรวจสอบคุณภาพ การกักกัน และมาตรฐานทางเทคนิค ที่อาจสร้างต้นทุนแฝงและความล่าช้าในการนำเข้า

ประการที่สี่ ภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่อ่อนแอ การขาดความก้าวหน้าในการเจรจากับ IMF อัตราเงินเฟ้อที่ผ่านมา และการอ่อนค่าของเงินดินาร์ ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัว ประการที่ห้า ความไม่แน่นอนทางการเมือง การจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และการชะลอตัวของการปฏิรูปบางส่วนตั้งแต่ปี 2564 อาจส่งผลให้บรรยากาศการประกอบธุรกิจในบางสาขาขาดความคาดการณ์ได้ ผู้ประกอบการที่สนใจจึงควรพิจารณาแบ่งความเสี่ยงผ่านพันธมิตรท้องถิ่นที่มีประสบการณ์และเครือข่ายในระบบราชการตูนีเซีย หรือใช้ตลาดอียิปต์เป็นฐาน (hub) สำหรับการกระจายสินค้าและการดำเนินกิจกรรมการตลาดในภูมิภาคแอฟริกาเหนือผ่านกรอบ Agadir Agreement และ GAFTA

9.3 โอกาสในเศรษฐกิจดิจิทัลและการลงทุน

เศรษฐกิจดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของตูนีเซียกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ผู้ประกอบการไทยในกลุ่ม FinTech, e-commerce platforms, ระบบชำระเงินดิจิทัล, AI และ analytics สำหรับ SMEs, EduTech และ HealthTech มีโอกาสในการเข้ามามีบทบาทในตลาดผ่านการร่วมทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการขายโซลูชันแก่ภาครัฐที่กำลังลงทุนใน 138 โครงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล นอกจากนี้ ตูนีเซียยังมีระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้น (Start-Up Tunisia Global Program) ที่มีบริษัทกว่า 40 แห่งขยายธุรกิจไปยังยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้ สะฮารา ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างพันธมิตรเชิงนวัตกรรมร่วมกับสตาร์ตอัพไทย โดยเฉพาะในกลุ่มที่เข้าร่วม Startup Thailand และโครงการ DEPA

ในมิติการลงทุน การที่ตูนีเซียได้รวมหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนเป็น Supreme Investment Authority (SIA) ในปี 2568 และอยู่ระหว่างการปฏิรูปกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่จะเปิดให้นักลงทุนต่างชาติทำธุรกรรมข้ามพรมแดนได้สะดวกขึ้น เปิดโอกาสสำหรับผู้ลงทุนไทยในสาขาเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป ซึ่งไทยมีความเชี่ยวชาญสูง พลังงานทดแทน อุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ทดแทน (EV components) นอกจากนี้ ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของตูนีเซียที่ใกล้กับยุโรป (ระยะทางจากเมือง Tunis ไป Marseille น้อยกว่า 800 กิโลเมตร) ยังเอื้อต่อการเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไป EU ภายใต้ข้อตกลง Association Agreement ซึ่งให้สิทธิยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตในตูนีเซีย

 

โดยสรุป ตูนีเซียเป็นตลาดที่มีขนาดเศรษฐกิจปานกลางและกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง แต่ในขณะเดียวกันก็มีฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลาย กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และอยู่ระหว่างการปฏิรูปสำคัญหลายประการ ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ตูนีเซียเป็นประตูสู่ตลาดสหภาพยุโรป มาเกร็บ และแอฟริกาใต้สะฮารา ผ่านการลงทุนในเขตเศรษฐกิจเสรี การสร้างพันธมิตรท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเป้าหมาย ขณะที่ สคตณ กรุงไคโร พร้อมเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทั้งในมิติข้อมูล มิติเชื่อมโยงเครือข่าย และมิติการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าไทยในภูมิภาคแอฟริกาเหนืออย่างเข้มข้นต่อไป

------------------------------------

 

 

 

 

แหล่งอ้างอิง (References)

(1)  World Trade Organization (2025). “Trade Policy Review: Tunisia – Report by the Secretariat”, WT/TPR/S/479/Rev.1, 14 October 2025. เข้าถึงได้ที่: https://www.wto.org/english/tratop_e/tpr_e/tpr_tun_25nov25_e.htm

(2)  World Trade Organization (2025). “Trade Policy Review of Tunisia – Concluding Remarks by the Chairperson”, 27 November 2025.

(3)  World Bank (2026). “Tunisia Country Brief 2026 / Macroeconomic Outlook”. เข้าถึงได้ที่: https://www.worldbank.org/ext/en/country/tunisia

(4)  African Development Bank (AfDB) (2026). “Tunisia Economic Outlook 2026”. เข้าถึงได้ที่: https://www.afdb.org/en/countries-north-africa-tunisian-republic/tunisia-economic-outlook

(5)  International Monetary Fund (2026). “World Economic Outlook Database”, April 2026.

(6)  Institut National de la Statistique (INS) Tunisie (2025). Foreign Trade Statistics, ตุลาคมธันวาคม 2568.

(7)  U.S. Department of State (2025). “2025 Investment Climate Statements: Tunisia”. เข้าถึงได้ที่: https://www.state.gov/reports/2025-investment-climate-statements/tunisia/

(8)  OECD (2024). “FDI Qualities Review of Tunisia: Boosting Productivity and Creating Better Jobs”, OECD Publishing, Paris.

(9)  UNCTAD (2026). “E-commerce and Digital Economy Programme: Year in Review 2025”.

(10)  tralac trade law centre (2026). “Status of AfCFTA Ratification” and “AfCFTA Legal Texts and Policy Documents”.

(11)  Foreign Investment Promotion Agency – FIPA Tunisia (2025). “Rapport statistique des investissements internationaux en Tunisie – Année 2024”.

(12)  Ecofin Agency / TechAfrica News (กันยายน 2568). “Tunisia Plans 138 Projects to Accelerate Digital Transformation by 2026”.

(13)  Global Finance Magazine (2025). “North Africa on the Rise”, November 2025.

(14)  DITP (2569). “สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของตูนีเซีย”, สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไคโร.

(15)  WTO Tariff and Trade Data Portal (2025). Tunisia – Member profile. เข้าถึงได้ที่https://ttd.wto.org/en/profiles/tunisia

(16) รูป https://www.zawya.com/en/economy/north-africa/fourth-review-of-tunisias-trade-policy-by-the-wto-to-take-place-soon-ix9ri7vg

รายงานเชิงลึก 5 ตูนีเซีย.pdf
Share :
Instagram