fb
จับตา "สงครามอิหร่าน" พ่นพิษ! ต้นทุนพลาสติกพุ่ง สะเทือนอุตสาหกรรมน้ำดื่มอินเดีย

จับตา "สงครามอิหร่าน" พ่นพิษ! ต้นทุนพลาสติกพุ่ง สะเทือนอุตสาหกรรมน้ำดื่มอินเดีย

โดย
Chalotorn
ลงเมื่อ 17 เมษายน 2569 13:45
สคต. ณ เมืองมุมไบ (อินเดีย) (TTC, Mumbai (India))
2

                    สถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านได้ก่อให้เกิด “วิกฤติด้านพลังงาน (energy shock)” ในระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมน้ำดื่มบรรจุขวดของอินเดียในลักษณะเป็นลูกโซ่ (cost transmission mechanism) โดยเฉพาะการจัดการผ่านราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยต้นน้ำของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ใช้ผลิตเม็ดพลาสติก (polymer/resin) สำหรับขวด ฝา และวัสดุบรรจุภัณฑ์ต่างๆ 
ข้อมูลเชิงวิจัยระบุว่า ต้นทุนวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาวัสดุผลิตขวดพลาสติกเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 50 ขณะที่ราคาฝาขวดเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า และวัสดุประกอบอื่น เช่น กล่องกระดาษ ลูกฟูก ฉลาก และเทปกาว ต่างปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน ส่งผลให้ต้นทุนรวมของผู้ผลิตเพิ่มขึ้นในลักษณะ “cost-push inflation” อย่างชัดเจน ทั้งนี้ ผลกระทบดังกล่าวได้สะท้อนมายังราคาขายปลีก โดยราคาน้ำดื่มบรรจุขวดในอินเดียได้ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 8–11   

PE -1.jpg

                ในมิติเชิงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (global supply chain) ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นผนวกกับการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งพลังงานและปิโตรเคมี โดยเฉพาะบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความตึงเครียดดังกล่าวยังทำให้ราคาพอลิเมอร์และเรซินในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นในระดับมากกว่า 50–60% ในบางช่วงเวลา ในขณะที่ เชิงโครงสร้างอุตสาหกรรม ผลกระทบมีลักษณะ“ไม่สมมาตร (asymmetric impact)” กล่าวคือ ผู้ประกอบการรายขนาดเล็กและขนาดกลางมีข้อจำกัดด้านกระแสเงินสดและอำนาจต่อรอง จึงจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในระยะสั้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถดูดซับต้นทุน (cost absorption) ชั่วคราวเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด อย่างไรก็ตาม กลไกดังกล่าวไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนซึ่งมีอุปสงค์สูง ส่งผลให้เกิดแนวโน้มการปรับขึ้นของราคาสินค้า
           นอกจากนี้ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงที่ภาคอุตสาหกรรมน้ำดื่มบรรจุขวด แต่ได้ขยายตัวในลักษณะ “spillover effect” ไปยังอุตสาหกรรมอื่นที่พึ่งพาพลาสติกและปิโตรเคมี เช่น อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ การพิมพ์ ของเล่น และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งต่างเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น 30–60% ในหลายกลุ่มสินค้า สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงเชิงระบบของโครงสร้างอุตสาหกรรมกับทรัพยากรพลังงาน ในระดับมหภาค เหตุการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึง “ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจอินเดียต่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางอย่างสูง โดยความผันผวนของราคาน้ำมันสามารถส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และกำลังซื้อของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว
ข้อมูลเพิ่มเติม
         1.  สงครามสหรัฐฯ–อิสราเอล–อิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดย
พฤตินัย ส่งผลกระทบระลอกที่สองอย่างชัดเจนต่อภาคอุตสาหกรรมปลายน้ำ (Downstream Industry) ของอินเดีย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำดื่มบรรจุขวด (Packaged Drinking Water: PDW) มูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบปิโตรเคมีเป็นหลัก เนื่องจากขวดน้ำส่วนใหญ่ผลิตจากโพลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET: Polyethylene Terephthalate) ที่ใช้น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบต้นทาง เมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งจากระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลสู่จุดสูงสุดใกล้ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนการผลิตบรรจุภัณฑ์จึงถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมตั้งแต่ขวด ฝาจุก ฉลาก ไปจนถึงกล่องลูกฟูก
         2.ผลกระทบแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับแรกคือ SME (ผู้ผลิตรายเล็กประมาณ 2,000 ราย) ได้ปรับขึ้นราคาให้ตัวแทนจำหน่ายไปแล้ว 5% (~1 รูปีต่อขวด) และคาดว่าจะปรับขึ้นเพิ่มเติมอีก 10% ในเร็วๆ นี้ ขณะที่โรงงานผลิตขวดใน รัฐมหาราษฏระ ประมาณ 20% ปิดตัวชั่วคราวเนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบ ระดับที่สองคือแบรนด์ใหญ่ อาทิ Bisleri ซึ่งดูดซับต้นทุนได้บางส่วน แต่ได้ปรับราคาขายส่งขึ้นประมาณ 11% (24 รูปีต่อลัง 12 ขวด/1 ลิตร)  ทั้งนี้ ฤดูร้อนที่กำลังเข้าสู่ช่วงพีคซีซัน (เมษายน–มิถุนายน) ซึ่งเป็นช่วงอุปสงค์สูงสุดของปี ทำให้ความกดดันด้านต้นทุนยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่าราคาค้าปลีก (ปัจจุบันราคาต่ำกว่า 20 รูปีต่อลิตร) จะเริ่มสะท้อนต้นทุนจริงภายในเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน 2569
ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจ
          1.  การขยายตัวของความต้องการพลาสติกรีไซเคิล: ภายใต้ภาวะที่ราคาพลาสติกปรับตัวสูงขึ้น ผู้ประกอบการได้ปรับกลยุทธ์และหันมาใช้วัสดุรีไซเคิลมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนและบริหารความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงส่งผลให้เกิดการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการรีไซเคิล แต่ยังสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่มีการใช้พลาสติกในปริมาณสูง
         2.  การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน: แรงกดดันด้านต้นทุนได้กระตุ้นให้ผู้ประกอบการเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพในทุกมิติของห่วงโซ่คุณค่า (value chain) อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต  การลดการสูญเสียวัสดุ (material waste reduction) และการบริหารจัดการโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิผล (logistics optimization) นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ให้สามารถรองรับความผันผวนของต้นทุนได้ดียิ่งขึ้นในระยะยาว
        3.  การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต: การปรับตัวสูงขึ้นของราคาขวดพลาสติก ฝาขวด และฉลาก ได้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมน้ำดื่มบรรจุขวดในลักษณะ “cost-push inflation” ทำให้ผู้ประกอบการเผชิญกับแรงกดดันด้านอัตรากำไร (profit margin compression) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีข้อจำกัดด้านอำนาจต่อรองและเงินทุน ส่งผลให้ต้องมีการปรับขึ้นราคาสินค้า หรือปรับลดต้นทุนในส่วนอื่น ซึ่งอาจกระทบต่อคุณภาพสินค้าและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโดยรวม
ข้อคิดเห็น
           1. วิกฤตบรรจุภัณฑ์ที่เกิดขึ้นในอินเดียครั้งนี้มิใช่เพียงปรากฏการณ์ระยะสั้นที่เชื่อมโยงกับสงครามอิหร่านเท่านั้น แต่สะท้อนให้เห็น "ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง" ของอุตสาหกรรม FMCG อินเดียที่ยังคงพึ่งพาวัตถุดิบปิโตรเคมีนำเข้าในสัดส่วนสูง ข้อเท็จจริงที่ต้นทุนบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น 50–100% ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ และโรงงาน 20% ในรัฐมหาราษฏระ ต้องปิดกิจการชั่วคราว คือตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่า Supply Chain ด้านบรรจุภัณฑ์ของอินเดียยังคงมีจุดอ่อนสำคัญ ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ สถานการณ์เช่นนี้มักก่อให้เกิด Temporary Market Gap ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตจากประเทศที่มีสต็อกวัตถุดิบและขีดความสามารถด้านบรรจุภัณฑ์ทดแทนเข้าถึงตลาดในเงื่อนไขที่ดีกว่าปกติ
           2.ในปี 2569 (เดือนมกราคม) การนำเข้าสินค้าเม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีน (HS 390210) ของอินเดียมีมูลค่ารวมประมาณ 103.30 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 29.19 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์ในอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกและสินค้าอุปโภคบริโภค ภายใต้บริบทต้นทุนปิโตรเคมีที่ผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างแหล่งนำเข้าหลักยังคงกระจุกตัวในตะวันออกกลาง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย (สัดส่วน 32.52%) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (27.53%) รองลงมาคือสิงคโปร์ จีน และไทย โดยไทยเป็นตลาดนำเข้าลำดับที่ 5 มีมูลค่านำเข้า 4.37 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 4.23% และขยายตัวสูงถึงร้อยละ 334.60 จากปีก่อน สะท้อนศักยภาพในการขยายตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นโอกาส หรือ Window of Opportunity สำหรับผู้ประกอบการไทยในการเร่งดำเนินกลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่ (1) การจัดทำ Trade Advisory เฉพาะด้านปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์พร้อมข้อมูล HS Code และโครงสร้างตลาดอินเดีย (2) การเร่งจับคู่ธุรกิจ (B2B Matching) ระหว่างผู้ผลิตเม็ดพลาสติกและไบโอพลาสติกของไทยกับอุตสาหกรรม FMCG และเครื่องดื่มของอินเดีย และ (3) การวางตำแหน่งไทยในฐานะ “ศูนย์กลางบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนระดับภูมิภาค” (Regional Sustainable Packaging Hub) เพื่อรองรับแนวโน้ม Circular Economy และการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบตะวันออกกลางในระยะยาว

 

 


ที่มา: 1. https://www.reuters.com/sustainability/boards-policy-regulation/iran-crisis-lifts-india-bottled-water-prices-erasing-modi-tax-cut-gains-2026-03-19/?utm 2. https://economictimes.indiatimes.com/industry/indl-goods/svs/packaging/iran-war-unsettles-indias-packaged-water-makers-as-bottles-caps-get-pricey/articleshow/129501216.cms?utm
 

Share :
Instagram