
โครงสร้างครัวเรือนและรูปแบบความสัมพันธ์ของประชากรเนเธอร์แลนด์กำลังเปลี่ยนแปลง โดยประชาชนมีแนวโน้มไม่มีคู่ครองหรือมีคู่แต่ไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมกันมากขึ้น ขณะที่สัดส่วนผู้ที่อาศัยอยู่กับคู่ครองลดลง สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของวิถีชีวิตและโครงสร้างครัวเรือน ซึ่งอาจส่งผลต่อความต้องการสินค้าอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการที่เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตคนเดียวหรือครัวเรือนขนาดเล็ก
สำนักงานสถิติแห่งชาติเนเธอร์แลนด์ (CBS) รายงานว่า เมื่อต้นปี 2568 เนเธอร์แลนด์มีประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไปประมาณ 5.7 ล้านคนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมกับคู่ครอง อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นคนโสด ทั้งหมด เพราะบางคนยังมีคู่ครองแต่แยกกันอยู่ ขณะที่บางส่วนเป็นพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือเป็นคนหนุ่มสาวที่ยังอาศัยอยู่กับบิดามารดา
ผลสำรวจของ CBS ระบุว่า ในปี 2568 ผู้ใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ร้อยละ 60 อาศัยอยู่กับคู่ครอง ร้อยละ 30 ไม่มีคู่ครองระยะยาว ส่วนอีกร้อยละ 10 มีคู่ครองระยะยาวแต่ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกัน ซึ่งเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่เรียกว่า Living Apart Together หรือ LAT
เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2556 สัดส่วนผู้ไม่มีคู่ครองระยะยาวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 27 เป็นร้อยละ 30 ขณะที่ผู้มีความสัมพันธ์แบบ LAT เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 10 ในทางกลับกัน สัดส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมกับคู่ครองลดลงจากร้อยละ 65 เหลือร้อยละ 60 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า รูปแบบความสัมพันธ์และการอยู่อาศัยของชาวดัตช์ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปในช่วงกว่าหนึ่งทศวรรษ โดยมีผู้ที่ไม่มีคู่ครองหรือมีคู่แต่เลือกแยกกันอยู่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ สถานะความสัมพันธ์ของชาวดัตช์ยังแตกต่างกันตามช่วงอายุอย่างชัดเจน โดยในกลุ่มอายุ 18 – 24 ปี ร้อยละ 62 ยังไม่มีคู่ครองระยะยาว ร้อยละ 29 มีคู่ครองแต่ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกัน และมีเพียงประมาณร้อยละ 8 ที่อาศัยอยู่ร่วมกับคู่ครอง เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 25– 34 ปี รูปแบบการอยู่อาศัยเริ่มเปลี่ยนไป โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่กับคู่ครอง ขณะที่ร้อยละ 13 มีความสัมพันธ์แบบ LAT ส่วนประชากรอายุ 35 – 74 ปี ประมาณร้อยละ 70 อาศัยอยู่ร่วมกับคู่ครอง สำหรับกลุ่มอายุ 75 ปีขึ้นไป ประมาณร้อยละ 42 อาศัยอยู่คนเดียวและไม่มีคู่ครองระยะยาว ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเสียชีวิตของคู่สมรสหรือคู่ครอง ขณะที่ประมาณร้อยละ 3 มีคู่ครองแต่แยกกันอยู่ และมากกว่าครึ่งหนึ่งยังคงอาศัยอยู่ร่วมกับคู่ครอง
เมื่อพิจารณาตามเพศ พบว่า ผู้หญิงร้อยละ 32 ไม่มีคู่ครองระยะยาว สูงกว่าผู้ชายซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 28 เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างเพศเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุ โดยในกลุ่มอายุ 18 – 24 ปี ผู้ชายร้อยละ 68.7 ไม่มีคู่ครองระยะยาว เทียบกับผู้หญิงร้อยละ 55.5 ส่วนกลุ่มอายุ 25 – 34 ปี ผู้ชายไม่มีคู่ครองร้อยละ 34.7 ขณะที่ผู้หญิงมีสัดส่วนร้อยละ 26.4
CBS ระบุว่า ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากการที่ประชากรอายุต่ำกว่าประมาณ 40 ปีมีผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย นอกจากนี้ ในความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง ผู้ชายมักมีอายุมากกว่าคู่ของตน จึงทำให้ผู้ชายวัยหนุ่มมีแนวโน้มไม่มีคู่ครองมากกว่าผู้หญิงในช่วงอายุเดียวกัน ในทางกลับกัน ตั้งแต่อายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้หญิงมีแนวโน้มไม่มีคู่ครองมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวกว่าและมีจำนวนมากกว่าผู้ชายในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยในกลุ่มอายุ 75 ปีขึ้นไป ผู้หญิงร้อยละ 55.6 ไม่มีคู่ครองระยะยาว เทียบกับผู้ชายร้อยละ 24.5
การหย่าร้างเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้สัดส่วนผู้ไม่มีคู่ครองระหว่างผู้ชายและผู้หญิงแตกต่างกัน โดยในกลุ่มผู้ที่เคยหย่าร้าง ผู้หญิงร้อยละ 68 ไม่มีคู่ครองระยะยาว เทียบกับผู้ชายร้อยละ 55 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ชายมีแนวโน้มเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่หลังการหย่าร้างมากกว่าผู้หญิง สำหรับผู้ที่สูญเสียคู่ครอง ร้อยละ 90 ไม่มีคู่ครองใหม่ ขณะที่ร้อยละ 6 มีคู่ครองแต่ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกัน
ผลสำรวจของ CBS ยังพบว่า สถานะความสัมพันธ์มีความเชื่อมโยงกับระดับความสุข โดยผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมกับคู่ครองมีสัดส่วนผู้ที่ระบุว่าตนเองมีความสุขสูงที่สุดที่ร้อยละ 92 ทั้งในกลุ่มผู้ชายและผู้หญิง รองลงมา คือ ผู้ที่มีคู่ครองแต่แยกกันอยู่ ซึ่งมีสัดส่วนผู้มีความสุขร้อยละ 87
สำหรับกลุ่มผู้ไม่มีคู่ครอง ผู้หญิงร้อยละ 82 ระบุว่าตนเองมีความสุขสูงกว่าผู้ชายซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 76 นอกจากนี้ ผู้มีคู่ครองประมาณร้อยละ 93 ระบุว่า พึงพอใจกับความสัมพันธ์ของตน โดยไม่พบความแตกต่างระหว่างผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมกับคู่ครองและผู้ที่มีความสัมพันธ์แบบ LAT
ข้อมูลโครงสร้างครัวเรือนของ CBS ระบุว่า เมื่อต้นปี 2568 เนเธอร์แลนด์มีครัวเรือนส่วนบุคคลประมาณ 8.4 ล้านครัวเรือน ในจำนวนนี้ 3.4 ล้านครัวเรือนเป็นครัวเรือนที่มีสมาชิกเพียงคนเดียว หรือประมาณร้อยละ 40 ของครัวเรือนส่วนบุคคลทั้งหมด ขณะที่ผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียวคิดเป็นร้อยละ 19 ของประชากรทั้งประเทศ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ครัวเรือนคนเดียวเป็นกลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่ในตลาดเนเธอร์แลนด์ และมีรูปแบบการใช้ชีวิต รวมถึงความต้องการสินค้าและบริการแตกต่างจากครัวเรือนที่มีสมาชิกหลายคน
บทวิเคราะห์และความเห็น สคต.
การเพิ่มขึ้นของผู้ไม่มีคู่ครองและผู้ที่มีคู่แต่แยกกันอยู่ ประกอบกับการที่ครัวเรือนคนเดียวมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของครัวเรือนในเนเธอร์แลนด์ สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างผู้บริโภคมีความหลากหลายมากขึ้น ตลาดจึงไม่ได้มีเฉพาะครัวเรือนแบบคู่สมรสหรือครอบครัวที่มีบุตร แต่ยังมีกลุ่มผู้บริโภคที่ตัดสินใจซื้อและบริโภคสินค้าเพียงคนเดียวเป็นจำนวนมาก ผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกจึงควรคำนึงถึงขนาดสินค้า ปริมาณต่อมื้อ ความสะดวกในการเตรียม และความสามารถในการเก็บรักษาหลังเปิดใช้
สำหรับตลาดอาหาร โอกาสอยู่ในสินค้าที่มีปริมาณเหมาะสมกับการบริโภคหนึ่งหรือสองคน เช่น อาหารพร้อมปรุงและพร้อมรับประทานขนาดหนึ่งมื้อ อาหารแช่แข็งที่แบ่งปรุงได้ ชุดประกอบอาหารสำหรับ 1 – 2 คน และเครื่องปรุงที่แบ่งใช้ได้หลายครั้ง ปัจจุบันซูเปอร์มาร์เก็ตดัตช์มีอาหารพร้อมรับประทานและชุดวัตถุดิบสำหรับ 1 – 2 คนวางจำหน่ายแล้ว สะท้อนว่าความต้องการดังกล่าวมีอยู่จริงในตลาด อย่างไรก็ตาม จุดขายไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการลดขนาดสินค้า แต่ควรช่วยให้ผู้บริโภคเตรียมอาหารได้ง่าย ซื้อวัตถุดิบน้อยชนิดลง และ ลดปริมาณอาหารที่เหลือจากการบริโภค
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เนื่องจากอาจทำให้ราคาต่อหน่วยสูงขึ้นและเพิ่มปริมาณวัสดุบรรจุภัณฑ์เมื่อเทียบกับปริมาณสินค้า ทางเลือกที่เหมาะสมอาจเป็นการแบ่งสินค้าเป็นส่วนย่อยภายในบรรจุภัณฑ์หลัก หรือใช้บรรจุภัณฑ์ที่ปิดเก็บได้และช่วยรักษาคุณภาพหลังเปิดใช้ ผู้ประกอบการต้องสร้างความสมดุลระหว่างความสะดวก ราคา อายุการเก็บรักษา การลดอาหารเหลือทิ้ง และการใช้วัสดุเท่าที่จำเป็น เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์และความยั่งยืนของสหภาพยุโรปภายใต้ PPWR
ทั้งนี้ ครัวเรือนคนเดียวไม่ใช่กลุ่มตลาดที่มีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด คนหนุ่มสาวและคนวัยทำงานอาจให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว รสชาติที่หลากหลาย และความสะดวกในการรับประทาน ขณะที่ผู้สูงอายุอาจให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการ อาหารที่รับประทานง่าย บรรจุภัณฑ์ที่เปิดใช้งานสะดวก และข้อมูลบนฉลากที่อ่านได้ชัดเจน ผู้ประกอบการจึงควรแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามอายุ รายได้ และรูปแบบการใช้ชีวิต ควบคู่กับจำนวนสมาชิกในครัวเรือน เพื่อพัฒนาสินค้าและกำหนดระดับราคาให้ตรงกับความต้องการของตลาดมากที่สุด
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก
กันยายน 2569